โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

วันฟ้าใหม่ของตะวัน หลังปลดเครื่องพันธนาการกับเส้นทางต่อสู้ที่ยังไม่สิ้นสุด คุยกับ 'ทานตะวัน ตัวตุลานนท์'

The MATTER

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Politics

บ่ายวันศุกร์หลังสิ้นสุดสัปดาห์สอบกลางภาคของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเขตพระนคร พื้นที่ที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์การต่อสู้ของนักศึกษาและประชาชน เรานัดพบกับนักศึกษาคนหนึ่งผู้เป็นที่รู้จักในฐานะนักเคลื่อนไหวทางการเมือง และผู้ถูกกล่าวหาในคดีมาตรา 112 หลังทราบ ‘ข่าวดี’ ว่าเธอได้รับอนุญาตจากศาลให้ถอดเครื่องพันธนาการอย่าง ‘กำไล EM’ ออกจากข้อเท้าเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

“สวัสดีค่ะ ชื่อ ตะวัน ชื่อจริง ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ เป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมือง แล้วตอนนี้ก็เป็นนักศึกษาด้วย”

ตะวัน—ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ นักกิจกรรมวัย 24 ปี ในชุดเสื้อคลุมสีฟ้า กระโปรงสีเทา แนะนำตัวด้วยใบหน้าที่สดใส เธอเพิ่งเข้าเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ของคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน หลักสูตรนานาชาติ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ควบคู่กับการเรียนกฎหมายในคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง พร้อมช่วยงานธุรกิจครอบครัวบ้างเล็กน้อยด้วยความรู้ที่ร่ำเรียนมาจากสิงคโปร์

ภาพ ตะวัน—ทานตะวัน ตัวตุลานนท์

รีวิวชีวิตตะวันหลังออกจากเรือนจำครั้งล่าสุด

“เข้าคุกรอบล่าสุด ค่อนข้างหนักมากๆ สำหรับเรา ทั้งเรื่อง ‘พี่บุ้ง’ เสียหรืออะไรก็ตามที่เราเจอ มันทำให้เราหันมองดูตัวเองว่า เราจะเอายังไงต่อกับเส้นทางนี้ ตอนนี้เลยเหมือนว่าเราพยายามจะพัฒนาตัวเองให้ได้มากที่สุด เพื่อที่ในอนาคต เราจะสามารถช่วยหรือพัฒนาสังคมให้ดีกว่านี้ หรือต่อยอดอุดมการณ์ที่เราคิดและวาดฝันไว้ได้ ประมาณนี้” ตะวัน กล่าว

ย้อนไปเมื่อปี 2567 ตะวันได้ถูกคุมขังพร้อม แฟรงค์—ณัฐนนท์ ไชยมหาบุตร ด้วยข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 จากกรณีบีบแตรใส่ขบวนเสด็จของกรมสมเด็จพระเทพฯ และไม่ได้รับการประกันตัวในชั้นสอบสวนเรื่อยมา

ตะวันจึงถอนประกันตัวเองในคดีมาตรา 112 จากคดีไลฟ์สดก่อนขบวนเสด็จ พร้อมอดอาหารเพื่อเรียกร้องให้ปล่อยผู้ต้องขังคดีทางการเมือง ร่วมกับแฟรงค์และ บุ้ง—เนติพร เสน่ห์สังคม ผู้ถูกสั่งถอนประกันคดีมาตรา 112 ก่อนจะเสียชีวิตระหว่างถูกคุมขังเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2567

จากนั้นศาลอาญาได้อนุญาตให้ปล่อยตัวตะวันชั่วคราว เมื่อ 22 พฤษภาคม 2567 ตามคำร้องที่ศูนย์ทนายฯ ยื่นต่อศาล ซึ่งศาลได้กำหนดเงื่อนไขให้ติดกำไล EM โดยตะวันถูกติดอุปกรณ์ดังกล่าวที่ข้อเท้าตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2567 เป็นต้นมา

อย่างไรก็ตาม 19 กุมภาพันธ์ 2569 ศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ตะวันถอดกำไล EM ตามคำร้องของทนาย โดยให้วางหลักประกันในวงเงิน 150,000 บาท เพื่อปลดเครื่องพันธนาการอิเล็กทรอนิกส์ออกจากข้อเท้าข้างขวาที่อยู่กับตะวันมากว่า 1 ปี 8 เดือน

ชีวิต 1 ปี 8 เดือน ที่ต้องใส่กำไล EM

“หลักๆ คือมันจะถูข้อเท้า ทำให้เป็นแผล เวลาจะนั่งหรือทำอะไรก็ลำบาก” ตะวัน กล่าว

กำไล EM ยังทิ้งร่องรอยไว้ที่ข้อเท้าข้างขวาของเธอ จากการเสียดสีระหว่างผิวหนังบริเวณตาตุ่มและหลังข้อเท้ากับเครื่องสี่เหลี่ยมและสายรัดข้อเท้า ทำให้ตะวันต้องคอยหมุนไปรอบๆ ข้อเท้า เพื่อลดการเสียดสีบริเวณเดิมซ้ำๆ ซึ่งมีบางครั้งที่เธอเผลอเดินไปเตะสิ่งของแข็งๆ แล้วเกิดการกระแทก แม้จะกระดูกจะไม่หักแต่ต้องยอมรับว่ารู้สึกช้ำอยู่พอสมควร

ภาพ ซ้าย-ข้อเท้าตะวันระหว่างใส่กำไล EM และ ขวา-หลังถอดกำไล EM (27 กุมภาพันธ์ 2569)

นอกจากไม่สบายกายแล้ว กำไล EM ยังสร้างความรู้สึก ‘ไม่สบายใจ’ ต่อตะวัน เพราะอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดประมาณ 5.5x6 เซนติเมตร กลายเป็นเครื่องดึงดูดสายตาคนทั่วไปให้หันมามองที่ข้อเท้าของตะวัน บางคนมองแล้วผ่านไป บ้างมองแล้วสะกิดเพื่อนให้หันมามอง ขณะที่บางคนเกิดความสงสัยจนเข้ามาถามกับเธอตรงๆ

“มันจะเป็นฟีลแบบว่า คนหันมามอง เขาจ้องไปที่ EM แล้วก็ชี้ บางคนชี้เสร็จปุ๊บ หันไปเรียกเพื่อน หันมาชี้ แล้วก็หันไปคุยกัน ซึ่งเราเห็นทุกเหตุการณ์ตรงหน้าว่า เขามอง เขาชี้ เขาเรียกเพื่อนมาคุย ซึ่งเรารู้สึกเลยว่า อึดอัด อึดอัดมากๆ แล้วเราต้องเจออะไรเล็กๆ น้อยๆ อย่างนี้ทุกวัน” ตะวัน เล่าประสบการณ์ของเธอ

เหตุการณ์เหล่านี้กลายเป็นช่วง 1 ปี 8 เดือน ที่ตะวันไม่ค่อยอยากใส่ ‘กางเกงขาสั้น’ หรือ ‘กระโปรง’ ซึ่งจะทำให้คนเห็นข้อเท้าของเธอ นอกจากนั้น เธอยังพยายามเดินก้มหน้าหรือปรับค่าการมองเห็นของตัวเองให้แคบลงเพื่อหลีกเลี่ยงสายตาเหล่านั้น

“กลายเป็นว่าเราเปิดวิสัยทัศน์ของตัวเองให้แคบลง เพราะอยากทำให้ตัวเองรู้สึกสบายใจมากขึ้น ถ้าเราไม่เห็นเขาแปลว่าเขาไม่เห็นเรา ถ้าเราไม่มองเขาแสดงว่าเขาไม่มองเรา หรือถ้าเราไม่รู้จักเขาก็คือเขาไม่รู้จักเรา” ตะวัน กล่าว

**ปัญหาที่มาจากการพะวงเรื่องแบตเตอรี่ซึ่งต้องชาร์จมากกว่า 2 ครั้งต่อวัน หากแบตเตอรี่หมดหรือใกล้หมดแล้วไม่มีการเสียบชาร์จ ก็จะมีเจ้าหน้าที่คอยโทรมาเตือน โดยช่วงประมาณตีห้าเป็นเวลาที่มีสายโทรเข้าหาตะวันบ่อยที่สุด

“เราเข้าใจมุมมองเขาแหละ ว่าเป็นหน้าที่ที่เขาต้องคอยโทรบอกให้เราชาร์จแบต…เราเลยพยายามชาร์จให้กับเจ้าหน้าที่ แต่อีกมุมหนึ่ง เราก็ไม่โอเคกับการที่ผู้พิพากษามอบเงื่อนไขสั่งให้ใส่กำไล EM แลกกับการประกันตัว” ตะวัน กล่าว

ชั่วขณะที่ไม่เห็นหนทางว่าตัวเองจะได้ถอดกำไล EM ในเร็ววัน ตะวันจึงพยายามหาวิธีอยู่ร่วมกับอุปกรณ์ดังกล่าว ทั้งการใส่กางเกงขายาวเพื่อสร้างความสบายใจให้กับตัวเอง และการประชดประชันอย่างการเปิดเช่าพื้นที่โฆษณาหรือการทาสกินแคร์บนกำไล EM เพื่อสื่อสารกับสังคมว่า “เรายังใส่กำไล EM อยู่นะ”**

**ภาพ การปรับตัวของตะวันในการอยู่ร่วมกับกำไล EM (cr. @tawantantawan)

ความรู้สึกของหนึ่งสัปดาห์ที่ข้อเท้าไร้พันธนาการ

“พูดตามตรงคือ เราเพิ่งถอดมาแค่หนึ่งสัปดาห์เลยยังไม่ค่อยชินเท่าไหร่ เพราะเกือบสองปีที่ผ่านมา เราอยู่อย่างนั้นมาทุกวันๆ พอถอดออกปุ๊บก็เลยกลายเป็นว่าเรารู้สึกไม่ชินแทน เพราะปกติจะต้องรู้สึกหนักที่ขาหรือรู้สึกรำคาญ เป็นฟีลแบบ ‘ขาฉัน ข้อเท้าใคร’” ตะวัน ตอบพร้อมหัวเราะ

ผู้เขียนได้คุยกับตะวันในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นหนึ่งสัปดาห์หลังข้อเท้าของเธอได้รับอิสรภาพ ตะวันพูดอย่างดีใจว่า “วันนี้เราใส่สั้นได้แล้ว ปกติจะใส่ขายาวปิดไว้ เพราะไม่อยากให้คนมาจ้อง หรือมีกำไล EM เป็นจุดเด่นขนาดนั้น ก็รู้สึกแฮปปี้ (Happy)”

“ข้อเท้าได้รับอิสรภาพแล้ว ตะวันรู้สึกว่าตัวเองมีอิสระมากขึ้นไหม?” เราถาม

“แน่นอนว่า ‘ยัง’ เพราะคดีความก็ยังอยู่ เหมือนได้ถอดกำไล EM เฉยๆ ฟีลแบบ ‘เจ้านายให้ถุงเท้าด็อบบี้แต่ให้มาข้างเดียว’ ประมาณนั้น” ตะวัน เปรียบ

**สำหรับตะวัน กำไล EM เป็นได้ทั้ง ‘ความหวัง’ และ ‘ความโกรธ’ โดยเป็นความหวังของนักโทษคดีทั่วไปที่จะได้พักโทษและออกมาใช้ชีวิตนอกเรือนจำที่แสนแออัด แต่สำหรับผู้ถูกดำเนินคดีทางการเมืองอย่างเธอและใครอีกหลายๆ คน อุปกรณ์นี้กลายเป็นเครื่องมือที่มีไว้เชือดไก่ให้ลิงดูว่า หากออกมาพูด ตั้งคำถาม หรือแสดงออกทางการเมือง ก็อาจจะต้องถูกดำเนินคดีและใส่เครื่องติดตามแบบนี้ไว้ที่ข้อเท้า

“มัน (กำไล EM) เป็นความโกรธส่วนตัวของเราเหมือนกัน เวลามองเห็นมันแล้ว เรารู้สึกว่า ‘คุณ (ศาล) ให้อิสระเราแหละ แต่ว่า สุดท้ายคุณก็ยังขังเราไว้ ด้วยขาอีกข้างหนึ่งอยู่ดี” ตะวัน กล่าว


ภาพ ตะวันใส่กระโปรงมาสอบกลางภาคที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

ทำไมถึงเลือกเรียนต่อด้านวารสารศาสตร์

อย่างที่เกริ่นไว้ช่วงแรกว่าตอนนี้ตะวันเป็นนักศึกษาสองมหาวิทยาลัย เราจึงถามถึงแรงจูงใจที่ทำให้เธอตัดสินใจเรียนต่อระดับชั้นปริญญาตรีอีกครั้ง

“ทีแรกก็ไม่คิดว่าจะกลับมาเรียนอะไรเพิ่มเติมแล้ว เพราะก่อนหน้านี้เราเรียนสายธุรกิจมาจากสิงคโปร์จนจบหลักสูตรระดับอนุปริญญาขั้นสูง (Advanced Diploma) เพื่อกลับมาช่วยธุรกิจของที่บ้าน” ตะวัน ตอบ

เมื่อออกมาเคลื่อนไหวแล้วถูกดำเนินคดีทางการเมือง ทำให้ตะวันอยากหาความรู้เพิ่มเติมด้านกฎหมาย เธอจึงสมัครเป็น ‘นักเรียนกฎหมาย’ ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงในปี 2565 แต่ด้วยก่อนหน้านี้เธอทำกิจกรรมทางสังคมค่อนข้างหนัก และมีอีกหลายครั้งที่ถูกคุมขังในเรือนจำ หน่วยกิตใน ม.รามคำแหงของเธอจึงมีไม่มากนัก

หลังออกจากเรือนจำครั้งล่าสุด ตะวันได้ทบทวนชีวิตที่ผ่านมาของตัวเองและพบว่าหนึ่งข้อบกพร่องสำคัญของเธอคือ ‘การสื่อสาร’ เพราะมีหลายครั้งที่เธอออกมาเคลื่อนไหวแล้วต้องการสื่อสารประเด็นสังคมหรือข้อเรียกร้องสู่สาธารณะ แต่ดูเหมือนว่าใจความเหล่านี้ไม่ถูกส่งไปถึงผู้รับสาร ตะวันที่เคยสนใจการสื่อสารมวลชนอยู่รางๆ จึงสอบเข้าคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน หลักสูตรนานาชาติ (BJM) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

“พอมองย้อนกลับไปทบทวนตัวเอง ก็รู้สึกว่า เราก็เป็นเด็กคนนึงที่ไม่ได้รู้อะไรเลย พูดตรงๆ ก็ยังทำผิดพลาดอะไรไปเยอะ ก็เลยรู้สึกว่าอยากจะพัฒนาตัวเองให้มากกว่าเดิม… ซึ่งเรามองว่าหากเราอยากช่วยแก้ปัญหาหรืออยากจะพัฒนาสังคมจริงๆ การสื่อสารเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ ดังนั้น การเรียนต่อด้านวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชนคงทำให้เราสามารถเดินต่อไปในเส้นทางนี้ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนมากขึ้น” ตะวัน กล่าว

แม้จะเรียนมาเพียง 1 ภาคการศึกษา ตะวันก็รู้สึกได้เลยว่าตัวเองชอบเรียนและสนุกกับการศึกษาในหลักสูตรวารสารศาสตร์มากกว่าด้านกฎหมาย จากมุมมองใหม่ๆ ที่มีต่อปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคม เช่น การรู้เท่าทันสื่อ, ทฤษฎีการกำหนดวาระ (Agenda-Setting Theory) ซึ่งการเข้าใจทฤษฎีเหล่านี้เปรียบเหมือนการติดเครื่องมือให้เธอมีกระบวนการคิดสำหรับใช้ในการสื่อสารประเด็นต่างๆ ในอนาคตต่อไป

แล้วตอนนี้มีเรื่องที่ตะวันเห็นว่าเป็นปัญหาแล้วอยากพูดถึงไหม?

ตะวันไม่ได้มีประเด็นที่อยากขับเคลื่อนในรั้วมหาวิทยาลัยเป็นพิเศษ เพราะที่ ม.ธรรมศาสตร์ มีองค์กรนักศึกษาที่ค่อนข้างเข้มแข็งในการผลักดัน เรียกร้อง และรักษาสิทธิของนักศึกษาอยู่แล้ว เธอจึงมองออกไปนอกรั้วมหา’ลัย ซึ่งเห็นว่ามีคนอีกหลายกลุ่มที่ต้องเผชิญปัญหาและยังไม่ถูกแก้ไขหรือถูกมองเห็นจากคนในสังคม

เมื่อมีการชุมนุมเรียกร้องรายประเด็นจากชาวบ้านหรือแรงงานต่างๆ ตะวันมักลงพื้นที่ไปพูดคุย ทำความเข้าใจประเด็นปัญหา และให้ความช่วยเหลือในบางครั้ง เช่น กรณีที่แรงงานยานภัณฑ์ถูกเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรม กลุ่มชาติพันธุ์และสิทธิทำกินต่างๆ

“นี่เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้เราอยากเรียนวารสาร เพราะเราอยากสื่อสารปัญหาที่เราเห็น ให้ประชาชนทั่วไปหรือคนเมืองเข้าใจมากขึ้น” ตะวัน กล่าว


ภาพ ตะวันใช้สื่อสังคมออนไลน์ของตัวเองเผยแพร่ข้อเรียกในการชุมนุมปักหลักของกลุ่ม P-move (cr. Tawan Tantawan)

ชีวิตมหา’ลัยเกือบหนึ่งปีของตะวันเป็นอย่างไร

“เหมือนเราต้องมาเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยาก ทำให้ตอนแรกเราต้องปรับตัวเยอะอยู่เหมือนกัน ด้วยความที่ว่าเราใส่กำไล EM แล้วมันเห็นค่อนข้างชัด เราเลยต้องใส่กางเกงขายาวปิด เพราะเราก็ไม่ได้อยากจะเปิดเผยตัวตนขนาดนั้น ไม่อยากเป็นที่จับตา หรือกลายเป็นจุดเด่นด้วย”

การเข้าสังคมกลายเป็นเรื่องยาก?

“เราพยายามไม่เข้า (สังคม) ตั้งแต่แรกมากกว่า เพราะเราไม่รู้ว่าใครคิดยังไงกับเรา เราไม่รู้ว่าคนนี้รู้จักเราไหม ถ้ารู้จักแล้วเขาคิดยังไงกับเรา หรือเขาตัดสินเราไปแล้วหรือยัง” ตะวัน ตอบ

**การก้าวเข้ารั้วมหาวิทยาลัยด้วยข้อเท้าข้างขวาที่ถูกพันธนาการด้วยกำไล EM ทำให้ตะวันหลีกเลี่ยงการเข้าสังคมในระยะแรก เนื่องจากรู้สึก ‘กลัว’ การถูกตัดสิน เพราะตลอดระยะเวลาที่มีก้อนสี่เหลี่ยมบนข้อเท้า เธอต้องเผชิญกับสายตาของผู้คนที่มองเข้ามาอย่างที่เคยเล่าไว้ก่อนหน้านี้

แต่เมื่อเวลาผ่าน ตะวันก็พบว่าเพื่อนๆ ที่มหาวิทยาลัยน่ารักและใจดีกว่าที่คิดไว้ มีหลายคนเข้ามาพูดคุย แสดงความเข้าอกเข้าใจ และให้ความช่วยเหลือตะวันในหลายๆ เรื่อง ทำให้ตอนนี้สังคมและการเรียนที่ ม.ธรรมศาสตร์ กลายส่วนหนึ่งของชีวิตเธอแล้ว

“ช่วงแรกๆ ที่ยังไม่รู้ว่าเพื่อนคิดยังไงกับเรา เราก็เลยไม่คุยกับเขา แต่พอผ่านมาเรื่อยๆ ก็มีเพื่อนเข้ามาคุยกับเรา แล้วบอกว่า เขา Respect เรานะ อะไรประมาณนี้ เราเลยรู้สึกว่า อ๋อ จริงๆ ที่ผ่านมาเรากังวลไปเองว่าเขาอาจจะตัดสินหรือมองเราไม่ดี แต่จริงๆ แล้วเพื่อนไม่ได้คิดไม่ดีกับเราเลย นี่ก็เป็นมุมหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกสบายใจและโล่งใจมากขึ้น” ตะวัน ยกตัวอย่างสถานการณ์


ภาพ ตะวันที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

คดีการเมืองในฐานะอุปสรรคสำคัญที่รบกวนเส้นทางการศึกษา

ตอนนี้ตะวันถูกดำเนินคดีทางการเมืองอยู่หลายคดี โดยมี 2 คดีที่ถูกตั้งข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากกรณีทำโพลล์ตั้งคำถามเกี่ยวกับขบวนเสด็จและไลฟ์สดก่อนมีขบวนเสด็จ ซึ่งตะวันเคยนั่งคำนวณโทษจำคุกและคาดว่าเธอต้องเข้าไปใช้ชีวิตในเรือนจำอย่างน้อย 6 ปี (คดีละ 3 ปี) เว้นแต่ศาลเห็นว่าให้การเป็นประโยชน์ก็อาจลดโทษให้ 1 ใน 3 เหลืออย่างน้อย 4 ปี ซึ่งยังไม่รวมคดีอื่นๆ ที่มีอยู่อีก

แม้จะยังไม่ถูกตัดสินโทษ ตะวันก็ต้องแบ่งเวลาเรียนหลายๆ วันต่อภาคเรียนไปตามนัดสืบพยานที่ศาล หรือแม้แต่ช่วงสอบกลางภาคที่เราเจอตะวัน เธอก็ต้องให้ทนายยื่นเรื่องต่อศาลว่าไม่สามารถไปตามนัดได้เนื่องจากติดภารกิจด้านการศึกษา และหากมีการตัดสินโทษระหว่างที่ยังศึกษาอยู่ เธอก็อาจจะต้องพักการเรียนไปอีกหลายปี

“พูดตามตรงก็แอบกังวลอยู่เหมือนกัน เราว่ามันคงจะกระทบการเรียนแน่ๆ แหละ แต่ยังไม่รู้ว่าควรทำยังไงดี ถ้าให้พูดตามตรง เราก็ไม่ได้อยากหนีจากคดีความตรงนี้ แล้วก็ไม่ได้อยากลี้ภัย เพราะสิ่งที่กลัวมากกว่าการติดคุกคือการที่เราต้องหนีไปจากที่ตรงนี้ ตรงที่เราอยากจะอยู่ เราเกิดที่นี่ เราโตที่นี่ เราอยากให้ที่นี่ดีขึ้น”

“แต่ก็คิดไว้อีกมุมนึงว่า เขาคงขังเราไม่ได้ตลอดไป ถ้าเราต้องอยู่ในนั้นสัก 4 ปี หรืออาจมากกว่านั้น เราก็ยังออกมาใช้ชีวิต แล้วก็พัฒนาตัวเองให้ไปต่อในเส้นทางนี้ได้อยู่” ตะวัน กล่าว

เคยเสียใจที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองหรือไม่**

เรื่องราวของตะวันสะท้อนผลกระทบด้านร่างกาย จิตใจ และการใช้ชีวิตทั่วไปของเธอหลังตัดสินใจก้าวขึ้นมาเคลื่อนไหวทางการเมือง เราจึงตั้งคำถามว่า ตะวันเคยเสียใจที่ตัวเองออกมาเคลื่อนไหวหรือไม่ เพราะจะเลือกไม่ออกมาตั้งแต่แรกก็ได้

“เราไม่เคยเสียใจที่ออกมาตรงนี้ ถ้าจะพูดว่าจริงๆ แล้วเราไม่ต้องออกมาก็ได้ งั้นคนอื่นก็ไม่ต้องออกมาก็ได้เหมือนกัน ยังมีคนอีกมากมายที่เขามีชีวิตที่ดีแล้วก็ไม่ต้องออกมาหรือสนใจปัญหาพวกนี้ แต่ในเมื่อวันหนึ่งเรารู้แล้วว่ามีปัญหาเกิดขึ้น เรารู้ว่ามีคนตัวเล็กตัวน้อยหรือใครก็ตามแต่ต้องเจอปัญหาเหล่านี้ คุณจะทนใช้ชีวิตสบายๆ ต่อไปโดยที่ไม่คิดจะพูดถึงปัญหาพวกนี้หน่อยหรอ” ตะวัน ตอบ

“รู้สึกว่า ยังไงเราก็ต้องพูด การไม่พูดมันคือเรื่องที่แย่กว่าสำหรับเราอะ คือคุณทนไม่พูดได้ยังไงก็ไม่รู้ แต่ว่า สำหรับเรามันต้องพูด เพราะฉะนั้น เราไม่เคยเสียใจที่ออกมาตรงนี้เลย”

**แม้จะไม่เสียใจที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่ก็มีหลายครั้งที่ตะวันรู้สึกดิ่งจากอะไรหลายๆ อย่างที่ต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ การถูกดำเนินคดี การถูกคุมขังในเรือนจำ กระทั่งบุ้งเสียชีวิต

ตะวันแบ่งปันวิธีจัดการกับความรู้สึกเหล่านี้ให้ฟังว่า “ถ้าเศร้าก็เศร้าไปเลย แต่ขณะที่เรายังหายใจอยู่ สุดท้ายเราก็ต้องใช้ชีวิตต่อไปอยู่ดี” ทั้งนี้ เธอได้ทบทวนตัวเองจากเรื่องราวในอดีต ซึ่งต้องยอมรับว่ามีหลายครั้งที่เธอควบคุมอารมณ์ไม่ได้และทำพลาดไป ทำให้ใครหลายคนไม่เข้าใจในสิ่งที่เธอต้องการสื่อ ตะวันจึงเก็บเรื่องราวเหล่านั้นเป็นบทเรียนสำหรับการพัฒนาตัวเองตอนนี้

“สิ่งที่หล่อหลอมเราในทุกๆ วัน มันเป็นทั้งความแค้น ความหวัง ความโกรธ หรืออะไรก็ตามแต่ มันหล่อหลอมให้เราใช้ชีวิตต่อไปได้ในทุกวันนี้”

เธออธิบาย ‘ความแค้น’ ว่า “เราไม่ได้แค้นแบบ ‘กูจะฆ่ามึง’ แต่เป็นความแค้นหลังจากที่เจออะไรหนักๆ มา เรารู้สึกว่าต้องพัฒนาตัวเองให้มากกว่านี้ เพื่อที่วันหนึ่งเราจะได้สู้กับมันอย่างมั่นคง ไม่ใช่เราในเวอร์ชั่นที่ไม่มีอะไรเลย ไม่มีความรู้ ไม่มีสกิล ไม่คิดจะแก้ไขตัว ถ้าเราไปสู้กับมันในสภาพนั้น สุดท้ายตัวเองก็พังอยู่ดี”


ภาพ ตะวันที่ยืนอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

ที่สู้มาทั้งหมดนี้ เพราะตะวันอยากเห็นสังคมไทยเป็นแบบไหน

“ขั้นแรก คือ เราแค่อยากให้คนที่เขาถูกกดขี่ ไม่ได้รับความยุติธรรม หรืออะไรก็ตามแต่ อย่างน้อยอยากให้ปลดล็อคความรู้สึกของพวกเขา ให้พวกเขารู้สึกว่าได้รับความยุติธรรมบ้าง” ตะวัน ตอบ

**ที่ผ่านมามีใครอีกหลายๆ คนที่ออกมาเคลื่อนไหวทางสังคมไม่ว่าจะประเด็นใดก็ตาม แล้วต้องเผชิญกับการถูกกดขี่ บ้างถูกดำเนินคดี บ้างถูกคุมขังในเรือนจำ บางคนลี้ภัย และบางครอบครัวต้องสูญเสียคนที่รักไป ซึ่งนี่เป็นความอยุติธรรมที่พวกเขาต้องเผชิญ

ก้าวแรกของสังคมไทยจึงควรคืนความยุติธรรมให้คนเหล่านี้ เพราะหากพยายามพัฒนาประเทศให้ดีขึ้น แต่ยังมีคนกลุ่มหนึ่งถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่สังคมไทยจะไปได้ไกลกว่านี้

ดังนั้น ตะวันจึงอยากให้รัฐคืนความเป็นธรรมให้กับประชาชน เพื่อปลดล็อกความรู้สึกที่ยังคาอยู่ในใจของใครหลายคนรวมถึงตัวเธอเอง เพื่อให้สังคมนี้สามารถเดินหน้าและพัฒนาไปพร้อมๆ กันได้
Photographer: Watcharapol Saisongkhroh
Graphic Designer: Phitsacha Thanawanich
Editor: Thanyawat Ippoodom

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...