ต้นทุนราคาแพงของการเลือกตั้งที่ไม่โปร่งใส โดย ประจักษ์ ก้องกีรติ
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นอย่างอื้ออึงและต่อเนื่องเกี่ยวกับกระบวนการจัดการเลือกตั้งในปี 2569 ของไทย ที่ถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความเที่ยงธรรม ทั้งในเรื่องการประกาศคะแนน การรายงานผลคะแนน การนับคะแนน ความปลอดภัยของบัตรเลือกตั้ง ปัญหาบัตรเขย่ง และความผิดปรกติอื่นๆ อีกหลายประการ บทความนี้อยากจะชวนให้ผู้อ่านทุกคนมองในมุมที่กว้างออกไป เพื่อหันกลับมามองสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยอย่างแจ่มชัดยิ่งขึ้น
มีคำกล่าวที่เชื่อว่าทุกคนเคยได้ยินว่าการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมคือองค์ประกอบสำคัญของประชาธิปไตย หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งก็ได้ว่ามันคือเสาหลัก มันคือรากฐาน และมันคือกระดุมเม็ดแรกของการก่อร่างถักทอสังคมประชาธิปไตย
แน่นอนว่าลำพังการมีการเลือกตั้งที่สุจริตเที่ยงธรรมเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการที่จะเรียกขานประเทศหนึ่งว่าเป็นประชาธิปไตยได้ เพราะประชาธิปไตยยังต้องมีหลักกฎหมายที่ยุติธรรมเสมอภาค การตรวจสอบถ่วงดุล การค้ำประกันสิทธิเสรีภาพของสื่อและประชาชน การพิทักษ์เสียงส่วนน้อย และการมีส่วนร่วมของประชาชน แต่หากปราศจากซึ่งเสาหลักต้นนี้ตั้งแต่เริ่มเสียแล้ว ประชาธิปไตยย่อมไม่อาจตั้งมั่นอยู่ได้
ทำไมการเลือกตั้งที่โปร่งใสและเที่ยงธรรมจึงสำคัญ?
เพราะมันคือประตูบานแรกของการเข้าสู่อำนาจ
มองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์โลก การเลือกตั้งคือนวัตกรรมที่เปิดโอกาสให้คนส่วนใหญ่ในสังคม (มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้) มีสิทธิและมีส่วนร่วมในการตัดสินว่าใครควรถือครองอำนาจและใช้อำนาจนั้นในนามของส่วนรวม จากที่ในอดีต การตัดสินกระทำผ่านการใช้กำลัง และแย่งชิงอำนาจกันระหว่างชนชั้นนำกลุ่มเล็กๆ อย่างปราศจากกฎเกณฑ์ คนส่วนใหญ่มีหน้าที่เป็นเพียงผู้ดู
การเลือกตั้งจึงช่วยทำให้การเปลี่ยนผ่านอำนาจเป็นไปอย่างสันติและสามัญชนคนธรรมดาเข้ามามีส่วนร่วมกำหนด ในโลกสมัยใหม่ที่มีประชาธิปไตยเป็นคุณค่าหลัก การเลือกตั้งจึงเป็นกระบวนการเข้าสู่อำนาจที่ถูกมองว่ามีความชอบธรรมและสง่างามที่สุด
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกการเลือกตั้งจะเป็นการเลือกตั้งที่มีความชอบธรรมเสมอไป
มีประเทศจำนวนมากในโลกนี้ที่แม้จะมีการจัดการเลือกตั้ง แต่ผู้สังเกตการณ์ สื่อ และนานาชาติก็ไม่ได้มองว่าประเทศเหล่านั้นเป็นประชาธิปไตย ที่ใกล้ตัวประเทศเราก็มีอย่างเช่น ประเทศเมียนมา และประเทศกัมพูชา ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าการเลือกตั้งเป็นเพียงพิธีกรรมที่ชนชั้นนำจัดทำขึ้นเพื่อยึดกุมและผูกขาดอำนาจ พ้นไปจากภูมิภาคอาเซียน ก็มีประเทศอย่างเวเนซุเอลา รัสเซีย เบลารุส บังคลาเทศ เอธิโอเปีย ซิมบับเว อัฟกานิสถาน จุดร่วมของประเทศเหล่านี้คือ มีการจัดการเลือกตั้งเป็นระยะ แต่ขาดทั้งความโปร่งใสและความบริสุทธิ์ยุติธรรม
ปรากฏการณ์ในหลายสังคมที่มีการเลือกตั้งโดยปราศจากความเป็นประชาธิปไตย กลายเป็นประเด็นที่มีการศึกษากันอย่างกว้างขวางในรอบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ถามว่าทำไม? เพราะหลังสิ้นสุดสงครามเย็น การทำรัฐประหารไม่ใช่วิถีทางขึ้นสู่อำนาจที่มีความชอบธรรมอีกต่อไป ผู้นำแบบอำนาจนิยมจึงจำใจต้องปรับตัวหันมาเล่น “เกมการเลือกตั้ง” ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ก็ตาม โจทย์สำคัญของผู้มีอำนาจเหล่านี้คือ จะจัดการเลือกตั้งโดยไม่ทำให้ตนเองเสียอำนาจได้อย่างไร?
คำตอบคือ บงการกระบวนการเลือกตั้งอย่างแยบยล
นำมาสู่แนวคิดที่มีชื่อเสียงว่าด้วย “เมนูของการบงการหรือการโกงการเลือกตั้ง (“Menu of Manipulation”) ซึ่งมาจากบทความวิชาการที่ทรงอิทธิพลของอันเดรียส เชดเลอร์ (Andreas Schedler) เรื่อง “Elections Without Democracy: The Menu of Manipulation” (2002) ซึ่งอธิบายถึงกลวิธีที่ผู้นำแบบอำนาจนิยมควบคุมผลการเลือกตั้งโดยไม่ทำลายภาพลักษณ์ที่เป็นประชาธิปไตยไปทั้งหมด
แนวคิดนี้เสนอว่ารายการใน “เมนูของการบงการ” มีมากมาย โดยผู้กุมอำนาจสามารถเลือกใช้กลยุทธ์ต่างๆ ได้ดังนี้
- การจำกัดอำนาจหน้าที่: การจำกัดขอบเขตของตำแหน่งที่มาจากการเลือกตั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ชนะการเลือกตั้งจะไม่มีอำนาจในการตัดสินใจในเรื่องสำคัญจริงๆ ในขณะที่ชนชั้นนำที่แม้จะไม่ชนะเลือกตั้ง ก็ยังสามารถกุมตำแหน่งสำคัญทางการเมืองได้
- การกีดกันผู้สมัคร: ผ่านการใช้กฎหมายหรือกระบวนการที่ไม่เป็นธรรมเพื่อสกัดไม่ให้คู่แข่งที่มีศักยภาพลงสมัครรับเลือกตั้งหรือเล่นการเมืองได้
- การจำกัดสิทธิการเลือกตั้ง: การสร้างอุปสรรคในการลงทะเบียนผู้มีสิทธิเลือกตั้งหรือกีดกันกลุ่มคนบางกลุ่มไม่ให้เข้าถึงการลงคะแนน โดยเฉพาะฐานเสียงของฝ่ายตรงข้าม
- การบงการการแบ่งเขตเลือกตั้ง: กระทำผ่านการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ก่อนการเลือกตั้งแต่ละครั้งเพื่อสร้างความได้เปรียบให้ฝ่ายรัฐบาล หรือการทำให้คะแนนเสียงในเขตที่สนับสนุนรัฐบาลมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น
- การครอบงำข้อมูลและสื่อ: การปิดกั้นไม่ให้ฝ่ายค้านเข้าถึงสื่อกระแสหลัก หรือการใช้สื่อรัฐเพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้ามและเผยแพร่ข้อมูลเท็จหรือข่าวปลอมเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของฝ่ายค้าน
- การซื้อสิทธิขายเสียงและระบบอุปถัมภ์: โดยการแจกจ่ายเงิน สิ่งของ หรือโครงการของรัฐก่อนการเลือกตั้งเพื่อดึงดูดคะแนนเสียงจากประชาชน
- การข่มขู่และความรุนแรง: การใช้กำลังหรือการข่มขู่เพื่อกดดันผู้มีสิทธิเลือกตั้งหรือผู้สมัครฝ่ายค้าน หนักที่สุดก็คือการลอบสังหารแกนนำฝ่ายค้านคนสำคัญ เบาหน่อยก็ข่มขู่หัวคะแนน
และกลยุทธ์สุดท้าย ซึ่งจะนำมาใช้หากวิธีการอื่นๆ ไม่สำเร็จหรือไม่เพียงพอต่อการรับประกันชัยชนะในการเลือกตั้ง ก็คือ 8.การโกงผลคะแนน: การเพิ่มบัตรเลือกตั้งปลอม การทำลายบัตรของฝ่ายตรงข้าม การเปลี่ยนหีบบัตร การยัดบัตรที่กาไว้ล่วงหน้าให้ฝ่ายรัฐบาลลงหีบ การโกงการนับคะแนน หรือการแก้ไขตัวเลขผลคะแนนในขั้นตอนการรายงานผล
กลวิธีเหล่านี้จะถูกนำมาใช้มากน้อยเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของแต่ละประเทศ และกลยุทธ์ต่างๆ สามารถทดแทนกันได้ หากกลยุทธ์หนึ่งใช้ไม่ได้ผล (เช่น มีผู้สังเกตการณ์นานาชาติมาตรวจสอบการนับคะแนน) ผู้กุมอำนาจก็จำเป็นต้องเปลี่ยนไปใช้วิธีที่ซับซ้อนขึ้น แต่หากสามารถควบคุมกรรมการนับคะแนนได้ การแก้ไขตัวเลขคะแนนระหว่างนับก็จะเป็นกลวิธีที่ถูกนำมาใช้ได้มากขึ้นเพราะง่ายและต้นทุนต่ำ นอกจากนั้น ในระยะหลังยังพบว่ามีการพัฒนากลวิธีที่ซับซ้อนขึ้น เช่น การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล/AI สร้างวิดีโอหรือภาพปลอมที่สมจริงเพื่อบิดเบือนข้อมูลทำร้ายฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล
ย้อนกลับมาที่ประเทศไทยของเรา นับตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2562 ซึ่งเป็นการจัดการเลือกตั้งครั้งแรกหลังรัฐประหารของคสช. ก็พบปัญหานานัปประการ จนถูกสื่อ ภาคประชาสังคม และองค์กรตรวจสอบระหว่างประเทศรายงานว่ามีลักษณะที่ “เข้าข่าย” การใช้กลยุทธ์ในการบงการและควบคุมผลการเลือกตั้งอย่างชัดเจน ทำให้ประเทศถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีการเลือกตั้งแต่ปราศจากความเป็นประชาธิปไตย หรือที่เรียกว่า “ระบอบลูกผสม” (hybrid regime)
จากรายงานของสื่อ ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ และองค์กรระหว่างประเทศ พบว่าตั้งแต่การเลือกตั้งในปี 2562 และ2566 ต่อเนื่องมาถึงการเลือกตั้งครั้งนี้ พบกลยุทธ์ต่างๆ ดังนี้ที่กระทบต่อความเที่ยงธรรมของการเลือกตั้งดังต่อไปนี้
1. ในส่วนการจำกัดอำนาจหน้าที่: การมีอยู่ของ สว. 250 คน ที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช. ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งมีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี ถือเป็นกลไกหลักที่บิดเบือนเจตจำนงของประชาชนจากการเลือกตั้ง
2. การกีดกันผู้สมัครและพรรคการเมือง: มีการใช้กลไกทางกฎหมายผ่านศาลรัฐธรรมนูญและ กกต. เพื่อยุบพรรคการเมืองฝ่ายค้าน เช่น การยุบพรรคไทยรักษาชาติ พรรคอนาคตใหม่ และ พรรคก้าวไกล รวมถึงการตัดสิทธินักการเมืองสำคัญหลายคนที่มีบทบาทต่อต้านฝ่ายผู้มีอำนาจ
3. การบงการผ่านกติกา: มีการเปลี่ยนระบบเลือกตั้งที่ทำให้พรรคขนาดใหญ่เสียเปรียบ การปรับเปลี่ยนสูตรคำนวณ สส. บัญชีรายชื่อโดย กกต. และระบบเลือกตั้ง (ระบบจัดสรรปันส่วนผสมของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ในปี 2562) รวมถึงกลวิธีเล็กๆ แต่มีผลสำคัญ คือ การกำหนดให้หมายเลขผู้สมัครกับหมายเลขพรรคเป็นคนละหมายเลขกัน ซึ่งถูกมองว่าเป็นการออกแบบเพื่อสร้างความได้เปรียบให้ฝ่ายรัฐบาลและตัดทอนกำลังพรรคการเมืองฝ่ายค้าน
4. องค์กรอิสระที่ถูกครอบงำ: รายงานวิชาการจำนวนมากชี้ว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขาดความเป็นอิสระอย่างแท้จริงและถูกวิจารณ์เรื่องความโปร่งใสในการนับคะแนนและการบริหารจัดการเลือกตั้งอย่างต่อเนื่อง
5. การควบคุมและการข่มขู่: การใช้กฎหมาย เช่น มาตรา 112 พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ข้อหาอั้งยี่ซ่องโจร รวมถึงข้อหาล้มล้างการปกครอง ในการฟ้องร้องและคุมขังนักกิจกรรม สื่อ นักวิชาการ หรือนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความกลัว
6. การบิดเบือนข้อมูล: การใช้ระบบ AI และโซเชียลมีเดียผ่านปฏิบัติการที่เจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนเกี่ยวข้องในการกระจายข้อมูลโจมตีฝ่ายตรงข้ามรัฐอย่างเป็นระบบ
7. การนับคะแนนและรายงานผลคะแนนที่ขาดความโปร่งใสและผิดปกติ ซึ่งประเด็นนี้อยากจะชี้ให้ผู้อ่านเห็นว่าไม่ได้เกิดขึ้นในการเลือกตั้ง 2569 เป็นครั้งแรก แต่เป็นปัญหาที่พบตั้งแต่การเลือกตั้ง 2562 ที่มีการหยุดรายงานผลกลางคันในคืนวันเลือกตั้ง ปัญหาบัตรเขย่งที่มีจำนวนมาก ปัญหาความล่าช้าในการประกาศผลคะแนน การรวมคะแนนพลาดและขานคะแนนผิด สิ่งที่ต่างคือระดับของปัญหาที่หนักหน่วงและกว้างขวางขึ้นกว่าเดิมที่ปรากฎในการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป จำนวนบัตรเขย่งเพิ่มขึ้นกว่าเดิมอย่างมากและถูกปรับลดลงในเวลาต่อมาโดยไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจน คะแนนในใบกรอกคะแนนของเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยที่ไม่ตรงกับในในกรอกคะแนนที่นำขึ้นเว็บไซต์ การรับรอง สส. ก่อนที่จะประกาศผลคะแนนทั้งหมดอย่างเป็นทางการ รวมถึงการนับคะแนนผิดเป็นหลักร้อยคะแนนในหน่วยเลือกตั้งในจังหวัดสุพรรณบุรีที่มีการนับใหม่ ดังที่ถูกเรียกขานกันในขณะนี้ว่า “สุพรรณบุรีโมเดล”
ที่สำคัญยังมีรายการใหม่งอกขึ้นมาในเมนู คือ การใส่บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้งซึ่งสามารถสืบค้นกลับไประบุตัวตนของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งได้ ซึ่งทำลายหลักการสำคัญเรื่องการลงคะแนนโดยลับอย่างรุนแรง และกลวิธีเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของประชาชนนี้ยังจะช่วยทำให้ผู้มีอิทธิพลสามารถกระทำการซื้อเสียงและข่มขู่ผู้ลงคะแนนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในการเลือกตั้งครั้งต่อๆ ไป
หากมองความผิดปรกติทั้งหมดนี้โดยไม่ตัดขาดจากการรัฐประหารในปี 2557 และการออกแบบรัฐธรรมนูญในปี 2560 การเลือกตั้งที่ขาดความโปร่งใสและเที่ยงธรรมนี้คือ ส่วนหนึ่งของกระบวนการควบคุมอำนาจของชนชั้นนำที่ปรับตัวหันมาใช้เมนูของการบงการการเลือกตั้งอย่างเป็นระบบ กว้างขวาง และซับซ้อนขึ้นกว่าเดิม
สิ่งที่น่ากังวลคือ จากประสบการณ์ของทุกประเทศที่มีการเลือกตั้งที่ไม่โปร่งใสและเที่ยงธรรม ล้วนนำไปสู่ระบบการเมืองที่ขาดความโปร่งใสซึ่งส่งผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาว นอกจากนั้นมันยังกัดเซาะความชอบธรรมของการเข้าสู่อำนาจ ทำลายความศักดิ์สิทธิของกฎกติกา บั่นทอนภาพลักษณ์ของประเทศในสายตานานาชาติ และทำลายความเชื่อถือศรัทธาของประชาชนต่อระบบการเมืองในระยะยาว
ต้นทุนหรือราคาที่แพงที่สุดที่ประเทศหนึ่งๆ ต้องจ่ายให้กับการเลือกตั้งที่ไม่โปร่งใสและสุจริตเที่ยงธรรม จึงไม่ใช่งบประมาณในการจัดการเลือกตั้ง แต่คือ ความชอบธรรม ความเชื่อมั่น และหลักนิติรัฐ