รื้องบปี’70 – ปรับแผนการคลัง รับมือสงครามอิหร่าน?
รื้องบปี’70 – ปรับแผนการคลังระยะปานกลาง รับมือสงครามอิหร่านหรือไม่? หลังสภาพัฒน์ ฯประเมินสงครามอิหร่าน-ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี’69 เหลือ 1.3-1.6% ต่อปี จากเดิมคาดโต 2% หวั่นกระทบเป้าจัดเก็บภาษี – ดันสัดส่วนหนี้สาธารณะ/GDP ทะลุเพดานตามกฎหมาย
ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ อิสลาเอลกับอิหร่านตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังไม่มีทีท่าว่าจะลดระดับลงแต่อย่างใด โดยสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังก้าวเข้าสู่จุดวิกฤติ หลังจากอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุชเส้นทางหลักในการลำเลียงน้ำมันดิบ และก๊าซธรรมชาติกว่า 20% ที่ส่งไปขายทั่วโลก ส่งผลทำให้ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI ในตลาดโลกพุ่งต่อเนื่อง หากสถานการณ์ความขัดแย้งยังคงยืดเยื้อต่อไป
ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) ได้ประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย หรือ “GDP” ในปี 2569 เอาไว้ 2 ฉากทัศน์ หรือ “Scenario” ที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดดังนี้
- ฉากทัศน์แรก : สงครามกระจายตัวทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง และสิ้นสุดลงภายใน 1 เดือน ตามที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ให้สัมภาษณ์ และการขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติทางทะเลผ่านช่องแคบฮอร์มุช และทะเลแดงได้รับผลกระทบในระยะสั้นๆ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกวิ่งอยู่ในช่วง 95 – 105 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาเรล คาดว่าอัตราการการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ปรับตัวลดลง จากประมาณการ 2.0% ลงลงเหลือ 1.6% ต่อปี ส่วนอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นจาก 0.2% เป็น 1.9%
- ฉากทัศน์ที่ 2 : สงครามยกระดับ หรือ ขยายวงกว้างครอบคลุมภูมิภาคตะวันออกกลาง และยืดเยื้อ โดยช่องแคบฮอร์มุชถูกปิดไม่สามารถขนส่งน้ำมันผ่านได้ส่งผลกระทบต่อ Global Supply Chain ทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 115-125 เหรียญ คาดว่าจะทำให้ GDP ของไทยในปี 2569 ปรับตัวลดลงจาก 2.0% เหลือ 1.3% และอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นจาก 0.2% เป็น 2.8%
กล่าวโดยสรุปหากสงครามยืดเยื้อ ทุก ๆการเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานจะกดดันให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ ควบคู่ไปกับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทั้งนี้ ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจไทยจะแตกต่างกันไปตามความเข้มข้นของการใช้พลังงานในแต่ละภาคธุรกิจ โดยเฉพาะภาคการขนส่งที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงมากที่สุด คิดเป็นสัดส่วน 35.1% ของปริมาณการใช้น้ำมันทั้งหมด ถัดมาก็จะเป็นภาคอุตสาหกรรมการผลิตใช้น้ำมันในสัดส่วน 22.7% และภาคการผลิตไฟฟ้าใช้น้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วน 9.9% เกษตรกรรม 7.7% การทำเหมืองแร่ 6.7% ธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก 3.1% ธุรกิจก่อสร้าง 2.4% และอื่นๆรวมอีก 12.5% เป็นต้น
นอกจากผลกระทบต่อภาคธุรกิจแล้ว ยังกระทบกับการดำเนินนโยบายการคลัง ทั้งในส่วนของการจัดเก็บรายได้และการบริหารงบประมาณรายจ่าย ซึ่งอาจนำไปสู่การทบทวนแผนการคลังระยะปานกลางในปีงบประมาณ 2570-2573 กันอีกครั้ง ก่อนที่จะเดินหน้าจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ทั้งนี้ เนื่องจากในช่วงที่มีการจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2569 (ปีฐาน) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.3 – 3.3% หรือเฉลี่ย 2.8% ต่อปี ส่วนอัตราเงินเฟ้ออยู่ในช่วง 0.5-1.5% แต่ถ้าสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในภูมิตะวันออกกลาง หากยืดเยื้อออกไปจะส่งผลทำให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้ขยายตัวแค่ 1.3 – 1.6% ต่อปี ส่วนอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเป็น 1.9-2.8% ตามที่สภาพัฒน์ฯประเมิน ก็อาจส่งผลทำให้การจัดเก็บรายได้สุทธิของรัฐบาลไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ได้ โดยเฉพาะเป้าจัดเก็บรายได้สุทธิ 2,920,600 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2569
ถ้าราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นจนส่งทำให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงเหลือ 1.3 – 1.6% ต่อปี ตามที่สภาพัฒน์ฯประเมิน ก็จะส่งผลกระทบต่อการบริโภค การจับจ่ายใช้สอย และเดินทางของประชาชน ซึ่งอาจส่งผลต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล โดยเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ถึงแม้ราคาสินค้าและบริการจะเพิ่มขึ้นตามเงินเฟ้อ แต่ฐานภาษีลดลง อาจทำให้การจัดเก็บ VAT ไม่ได้เพิ่มขึ้นตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในเอกสารงบประมาณ รวมไปถึงภาษีเงินได้นิติบุคคลที่เก็บจากกำไรสุทธิของบริษัทต่างๆ หากต้นทุนของภาคธุรกิจเพิ่มสูงขึ้นตามเงินเฟ้อ รายได้ก็ย่อมลดลง โดยเฉพาะภาคขนส่ง , ภาคการผลิต และไฟฟ้าที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดตามที่กล่าวข้างต้น อาจมีผลกระทบต่อการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลทั้งในปีนี้และปีถัดไป รวมทั้งการจัดเก็บภาษีนำเข้าของกรมศุลกากรด้วย ส่วนการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันส่วนใหญ่จัดเก็บตาม “ปริมาณ” (บาท/ลิตร) แม้ราคาน้ำมันจะพุ่งสูงขึ้นเพียงใด ก็ไม่มีผลต่อการจัดเก็บภาษี ในทางตรงข้าม หากการบริโภคลดลง ก็จะทำให้การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตลดลง
นอกจากการจัดเก็บรายได้อาจไม่เป็นไปตามเป้าหมายแล้ว การที่ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่ได้ประมาณการเอาไว้ อาจทำให้งบประมาณรายจ่ายลงทุนและงบดำเนินงานของหน่วยงานรัฐเพิ่มสูงขึ้น อาทิ ค่าก่อสร้าง ค่าขนส่ง และค่าเชื้อเพลิง เป็นต้น จนไม่สามารถจำกัดการขยายตัวของงบประมาณรายจ่ายไว้ที่ 0.2-1.0% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ตามแผน รวมทั้งปรับเกลี่ยงบประมาณไปอุดหนุนราคาน้ำมัน หรือ ไฟฟ้า เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ก็จะทำให้รัฐบาลมีความจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลเพิ่มสูงขึ้น และส่งผลกระทบต่อเป้าหมายทางการคลังในการทยอยปรับลดสัดส่วนการขาดดุลงบประมาณลงจาก 4.4% ของ GDP ในปี 2569 ทยอยปรับลดลงเหลือ 2.1% ของ GDP ในปี 2573 เป้าหมายดังกล่าวนี้อาจทำได้ยากขึ้น หรือ ต้องเลื่อนออกไปก่อน
ถ้าหากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อออกไป และมีการใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปแทรกแซงราคาน้ำมันเป็นระยะเวลา อาจเป็นการสร้างภาระผูกพันทางการคลังเพิ่มขึ้นนอกเหนือจากแผนที่เคยวางไว้ ซึ่งจะกลายเป็นข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายการคลังในระยะต่อไป
จากการจัดเก็บรายได้สุทธิของรัฐบาลที่มีแนวโน้มลดลง ตามภาวะเศรษฐกิจ (GDP) ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทำให้รัฐบาลมีความจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลเพิ่มขึ้น อาจส่งผลทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP เพิ่มสูงขึ้น และไม่เป็นไปตามประมาณการที่กำหนดไว้ในแผนการคลังระยะปานกลางในปี 2570-2573 และมีความเสี่ยงที่จะทะลุเพดาน ตามที่ประกาศคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐกำหนดไว้ ต้องไม่เกิน 70% ของ GDP ทั้งนี้ เนื่องจากยอดหนี้สาธารณะคงค้างอาจเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่มูลค่าของ GDP ที่ใช้เป็นตัวหารนั้นลดต่ำลงกว่าประมาณการเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้ในแผนการคลังฯ ยิ่งทำให้พื้นที่ว่างทางการคลัง (Fiscal Space) และขีดความสามารถในการกู้เงิน เพื่อรับมือกับวิกฤติครั้งนี้ลดน้อยลง
หลังจากกระบวนการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เพื่อจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศเสร็จเรียบร้อย ก่อนที่รัฐบาลชุดใหม่เดินหน้าจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2570 จะต้องมีการทบทวนแผนการคลังระยะปานกลางให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล รวมทั้งสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ ปรับแบบไหน อย่างไร คงต้องติดตามกันต่อไป…