โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รื้องบปี’70 – ปรับแผนการคลัง รับมือสงครามอิหร่าน?

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 09 มี.ค. เวลา 12.02 น. • เผยแพร่ 09 มี.ค. เวลา 11.30 น.

รื้องบปี’70 – ปรับแผนการคลังระยะปานกลาง รับมือสงครามอิหร่านหรือไม่? หลังสภาพัฒน์ ฯประเมินสงครามอิหร่าน-ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี’69 เหลือ 1.3-1.6% ต่อปี จากเดิมคาดโต 2% หวั่นกระทบเป้าจัดเก็บภาษี – ดันสัดส่วนหนี้สาธารณะ/GDP ทะลุเพดานตามกฎหมาย

ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ อิสลาเอลกับอิหร่านตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังไม่มีทีท่าว่าจะลดระดับลงแต่อย่างใด โดยสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังก้าวเข้าสู่จุดวิกฤติ หลังจากอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุชเส้นทางหลักในการลำเลียงน้ำมันดิบ และก๊าซธรรมชาติกว่า 20% ที่ส่งไปขายทั่วโลก ส่งผลทำให้ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI ในตลาดโลกพุ่งต่อเนื่อง หากสถานการณ์ความขัดแย้งยังคงยืดเยื้อต่อไป

ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) ได้ประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย หรือ “GDP” ในปี 2569 เอาไว้ 2 ฉากทัศน์ หรือ “Scenario” ที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดดังนี้

  • ฉากทัศน์แรก : สงครามกระจายตัวทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง และสิ้นสุดลงภายใน 1 เดือน ตามที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ให้สัมภาษณ์ และการขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติทางทะเลผ่านช่องแคบฮอร์มุช และทะเลแดงได้รับผลกระทบในระยะสั้นๆ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกวิ่งอยู่ในช่วง 95 – 105 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาเรล คาดว่าอัตราการการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ปรับตัวลดลง จากประมาณการ 2.0% ลงลงเหลือ 1.6% ต่อปี ส่วนอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นจาก 0.2% เป็น 1.9%
  • ฉากทัศน์ที่ 2 : สงครามยกระดับ หรือ ขยายวงกว้างครอบคลุมภูมิภาคตะวันออกกลาง และยืดเยื้อ โดยช่องแคบฮอร์มุชถูกปิดไม่สามารถขนส่งน้ำมันผ่านได้ส่งผลกระทบต่อ Global Supply Chain ทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 115-125 เหรียญ คาดว่าจะทำให้ GDP ของไทยในปี 2569 ปรับตัวลดลงจาก 2.0% เหลือ 1.3% และอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นจาก 0.2% เป็น 2.8%

กล่าวโดยสรุปหากสงครามยืดเยื้อ ทุก ๆการเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานจะกดดันให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ ควบคู่ไปกับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทั้งนี้ ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจไทยจะแตกต่างกันไปตามความเข้มข้นของการใช้พลังงานในแต่ละภาคธุรกิจ โดยเฉพาะภาคการขนส่งที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงมากที่สุด คิดเป็นสัดส่วน 35.1% ของปริมาณการใช้น้ำมันทั้งหมด ถัดมาก็จะเป็นภาคอุตสาหกรรมการผลิตใช้น้ำมันในสัดส่วน 22.7% และภาคการผลิตไฟฟ้าใช้น้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วน 9.9% เกษตรกรรม 7.7% การทำเหมืองแร่ 6.7% ธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก 3.1% ธุรกิจก่อสร้าง 2.4% และอื่นๆรวมอีก 12.5% เป็นต้น

นอกจากผลกระทบต่อภาคธุรกิจแล้ว ยังกระทบกับการดำเนินนโยบายการคลัง ทั้งในส่วนของการจัดเก็บรายได้และการบริหารงบประมาณรายจ่าย ซึ่งอาจนำไปสู่การทบทวนแผนการคลังระยะปานกลางในปีงบประมาณ 2570-2573 กันอีกครั้ง ก่อนที่จะเดินหน้าจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ทั้งนี้ เนื่องจากในช่วงที่มีการจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2569 (ปีฐาน) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.3 – 3.3% หรือเฉลี่ย 2.8% ต่อปี ส่วนอัตราเงินเฟ้ออยู่ในช่วง 0.5-1.5% แต่ถ้าสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในภูมิตะวันออกกลาง หากยืดเยื้อออกไปจะส่งผลทำให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้ขยายตัวแค่ 1.3 – 1.6% ต่อปี ส่วนอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเป็น 1.9-2.8% ตามที่สภาพัฒน์ฯประเมิน ก็อาจส่งผลทำให้การจัดเก็บรายได้สุทธิของรัฐบาลไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ได้ โดยเฉพาะเป้าจัดเก็บรายได้สุทธิ 2,920,600 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2569

ถ้าราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นจนส่งทำให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงเหลือ 1.3 – 1.6% ต่อปี ตามที่สภาพัฒน์ฯประเมิน ก็จะส่งผลกระทบต่อการบริโภค การจับจ่ายใช้สอย และเดินทางของประชาชน ซึ่งอาจส่งผลต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล โดยเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ถึงแม้ราคาสินค้าและบริการจะเพิ่มขึ้นตามเงินเฟ้อ แต่ฐานภาษีลดลง อาจทำให้การจัดเก็บ VAT ไม่ได้เพิ่มขึ้นตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในเอกสารงบประมาณ รวมไปถึงภาษีเงินได้นิติบุคคลที่เก็บจากกำไรสุทธิของบริษัทต่างๆ หากต้นทุนของภาคธุรกิจเพิ่มสูงขึ้นตามเงินเฟ้อ รายได้ก็ย่อมลดลง โดยเฉพาะภาคขนส่ง , ภาคการผลิต และไฟฟ้าที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดตามที่กล่าวข้างต้น อาจมีผลกระทบต่อการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลทั้งในปีนี้และปีถัดไป รวมทั้งการจัดเก็บภาษีนำเข้าของกรมศุลกากรด้วย ส่วนการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันส่วนใหญ่จัดเก็บตาม “ปริมาณ” (บาท/ลิตร) แม้ราคาน้ำมันจะพุ่งสูงขึ้นเพียงใด ก็ไม่มีผลต่อการจัดเก็บภาษี ในทางตรงข้าม หากการบริโภคลดลง ก็จะทำให้การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตลดลง

นอกจากการจัดเก็บรายได้อาจไม่เป็นไปตามเป้าหมายแล้ว การที่ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่ได้ประมาณการเอาไว้ อาจทำให้งบประมาณรายจ่ายลงทุนและงบดำเนินงานของหน่วยงานรัฐเพิ่มสูงขึ้น อาทิ ค่าก่อสร้าง ค่าขนส่ง และค่าเชื้อเพลิง เป็นต้น จนไม่สามารถจำกัดการขยายตัวของงบประมาณรายจ่ายไว้ที่ 0.2-1.0% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ตามแผน รวมทั้งปรับเกลี่ยงบประมาณไปอุดหนุนราคาน้ำมัน หรือ ไฟฟ้า เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ก็จะทำให้รัฐบาลมีความจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลเพิ่มสูงขึ้น และส่งผลกระทบต่อเป้าหมายทางการคลังในการทยอยปรับลดสัดส่วนการขาดดุลงบประมาณลงจาก 4.4% ของ GDP ในปี 2569 ทยอยปรับลดลงเหลือ 2.1% ของ GDP ในปี 2573 เป้าหมายดังกล่าวนี้อาจทำได้ยากขึ้น หรือ ต้องเลื่อนออกไปก่อน

ถ้าหากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อออกไป และมีการใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปแทรกแซงราคาน้ำมันเป็นระยะเวลา อาจเป็นการสร้างภาระผูกพันทางการคลังเพิ่มขึ้นนอกเหนือจากแผนที่เคยวางไว้ ซึ่งจะกลายเป็นข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายการคลังในระยะต่อไป

จากการจัดเก็บรายได้สุทธิของรัฐบาลที่มีแนวโน้มลดลง ตามภาวะเศรษฐกิจ (GDP) ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทำให้รัฐบาลมีความจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลเพิ่มขึ้น อาจส่งผลทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP เพิ่มสูงขึ้น และไม่เป็นไปตามประมาณการที่กำหนดไว้ในแผนการคลังระยะปานกลางในปี 2570-2573 และมีความเสี่ยงที่จะทะลุเพดาน ตามที่ประกาศคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐกำหนดไว้ ต้องไม่เกิน 70% ของ GDP ทั้งนี้ เนื่องจากยอดหนี้สาธารณะคงค้างอาจเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่มูลค่าของ GDP ที่ใช้เป็นตัวหารนั้นลดต่ำลงกว่าประมาณการเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้ในแผนการคลังฯ ยิ่งทำให้พื้นที่ว่างทางการคลัง (Fiscal Space) และขีดความสามารถในการกู้เงิน เพื่อรับมือกับวิกฤติครั้งนี้ลดน้อยลง

หลังจากกระบวนการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เพื่อจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศเสร็จเรียบร้อย ก่อนที่รัฐบาลชุดใหม่เดินหน้าจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2570 จะต้องมีการทบทวนแผนการคลังระยะปานกลางให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล รวมทั้งสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ ปรับแบบไหน อย่างไร คงต้องติดตามกันต่อไป…

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...