โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

การประกาศเอกราชของนอร์เวย์และการลงประชามติต้องการสถาบันพระมหากษัตริย์ ค.ศ. 1905

ไทยโพสต์

อัพเดต 19 ก.พ. เวลา 13.27 น. • เผยแพร่ 19 ก.พ. เวลา 06.27 น.

ไชยันต์ ไชยพร

ท่านผู้อ่านคงได้รับข่าวเกี่ยวกับผลการลงมติของรัฐสภานอร์เวย์ (Stortinget) เกี่ยวกับร่างกฎหมายที่เสนอให้มีการเปลี่ยนระบอบการปกครอง เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 แล้วว่า ผลคือเสียง 141 ไม่รับ ส่วนเสียงเห็นชอบ 26 เสียงข้างมากในรัฐสภาจึงยืนยันสถานะของนอร์เวย์ในฐานะระบอบ Constitutional Monarchy ต่อไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 1 ที่มีข้อความว่า “ราชอาณาจักรนอร์เวย์เป็นดินแดนที่เป็นอิสระ แบ่งแยกไม่ได้ และโอนให้กันไม่ได้ รูปแบบการปกครองคือ ระบอบราชาธิปไตยภายใต้อำนาจจำกัดและสืบราชสันตติวงศ์” (The Kingdom of Norway is a free, indivisible and inalienable dominion. Its form of government is a limited and hereditary monarchy.) ซึ่งตรงกับมาตรา 1 และ 2 ในหมวดหนึ่งของรัฐธรรมนูญ 2560 ของไทยเรา นั่นคือ มาตรา 1 ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้และ มาตรา 2 ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

การเสนอร่างกฎหมายแก้ไขเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญอันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของนอร์เวย์เป็นสิ่งที่กระทำได้ เพราะมาตรา 121 ของรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ว่า

“หากปรากฏว่าส่วนใดส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรนอร์เวย์นี้สมควรได้รับการแก้ไขเพิ่มเติม ข้อเสนอแก้ไขนั้นจะต้องถูกยื่นต่อที่ประชุมประจำปีสมัยที่หนึ่ง สมัยที่สอง หรือสมัยที่สามของรัฐสภา (Storting) ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป และจะต้องมีการจัดพิมพ์เผยแพร่สู่สาธารณะ

อย่างไรก็ตาม ให้เป็นหน้าที่ของที่ประชุมประจำปีสมัยที่หนึ่ง สมัยที่สอง หรือสมัยที่สามของรัฐสภา ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งถัดไป ที่จะตัดสินว่าจะรับรองข้อเสนอแก้ไขเพิ่มเติมนั้นหรือไม่ ทั้งนี้ การแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวจะต้องไม่ขัดต่อหลักการที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญนี้ แต่ให้เป็นเพียงการปรับปรุงบทบัญญัติบางประการที่ไม่ทำให้จิตวิญญาณของรัฐธรรมนูญเปลี่ยนแปลงไป และการแก้ไขนั้นต้องได้รับความเห็นชอบด้วยคะแนนเสียง 2 ใน 3 ของรัฐสภา”

การลงมติในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 จึงดำเนินไปตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ หลังจากที่พรรคฝ่ายซ้ายของนอร์เวย์ได้เสนอไว้เมื่อสมัยประชุมปี 2564-2565

การเสนอร่างกฎหมายเปลี่ยนแปลงการปกครองในนอร์เวย์ไม่ได้ถือว่าเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นตกใจ เพราะตั้งแต่นอร์เวย์ประกาศเอกราชในปี ค.ศ. 1905 ได้มีการเสนอร่างกฎหมายแก้ไขเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญอันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองมาแล้ว อย่างน้อย 25 ครั้ง ถือได้ว่าถือเป็นเรื่องปกติที่บางทีก็มีการเรียกว่าเป็น “ธรรมเนียมปฏิบัติ” ด้วยซ้ำ เพราะแม้ว่า ผู้เสนอล่าสุดจะตระหนักดีว่า ยากที่จะได้คะแนนเสียง 2 ใน 3 ของรัฐสภา แต่พรรคการเมืองบางพรรคหรือสมาชิกสภาบางคนก็ยังจะพากเพียรเสนอร่างกฎหมายดังกล่าวเพียงเพื่อเหตุผลทางยุทธศาสตร์ นั่นคือ

1. เพื่อการแสดงจุดยืนทางการเมืองเพื่อยืนยันกับผู้มีสิทธิเลือกตั้งว่าพรรคของตนยังยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตยที่ว่า “ประมุขต้องมาจากการเลือกตั้ง”

2. เพื่อการเปิดพื้นที่อภิปราย ทุกครั้งที่มีการลงมติ สภาจะต้องมีการอภิปราย ซึ่งเป็นโอกาสเดียวที่จะได้วิพากษ์วิจารณ์การทำงานหรือบทบาทของราชวงศ์อย่างเป็นทางการในพื้นที่รัฐสภา

3. การรอคอยจังหวะ โดยเชื่อว่าหากวันหนึ่งความนิยมของราชวงศ์ลดลงจนถึงจุดวิกฤต (เช่น หลังสิ้นรัชสมัยพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน) ข้อเสนอที่เตรียมไว้ทุก 4 ปีนี้อาจจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญได้ทันที

ที่ผ่านมา เสียงสนับสนุนให้เปลี่ยนแปลงจะมีน้อยมาก เช่น ตั้งแต่ พ.ศ. 2555-2565

2555

17 : 141

2559

28 : 133

2562

36 : 130

2565

35 : 134

แต่การเสนอร่างกฎหมายครั้งล่าสุด มีปัจจัยที่อาจจะทำให้ฝ่ายต้องการเปลี่ยนแปลงได้รับคะแนนเสียงมากขึ้น เพราะอยู่ในที่ราชวงศ์นอร์เวย์เผชิญกับข่าวอื้อฉาวสองเรื่องสำคัญ ได้แก่ กรณีคดีความของมาริอุส บอร์ก ฮอยบี้ บุตรชายของเจ้าหญิงเมตเต-มาริต และกรณีความสัมพันธ์ของเจ้าหญิงมาร์ธา ลุยเซ กับ Durek Verrett ที่ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม

กรณีแรก มาริอุส บอร์ก ฮอยบี้เป็นบุตรชายคนโตของเจ้าหญิงเมตเต-มาริต มกุฎราชกุมารีแห่งนอร์เวย์ ก่อนเสกสมรสกับมกุฎราชกุมารโฮกุน เขาถูกตำรวจจับกุมในอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งในกรุงออสโล หลังจากเกิดเหตุการณ์ทำร้ายร่างกายหญิงสาววัย 20 ปีเศษ (ซึ่งในขณะนั้นระบุว่าเป็นแฟนสาวของเขา) หลังจากถูกปล่อยตัวชั่วคราว มาริอุสได้ออกแถลงการณ์ผ่านทนายความ ยอมรับว่าเขาได้ทำร้ายร่างกายและทำลายข้าวของจริงขณะมึนเมา โดยระบุว่าเขามีอาการป่วยทางจิตและมีปัญหาการใช้สารเสพติดมาเป็นเวลานาน ซึ่งเขาเคยเข้ารับการบำบัดมาแล้วและจะกลับไปบำบัดอีกครั้ง หลังจากข่าวแรกแพร่ออกไป อดีตแฟนสาวของเขาอีก 2 คนได้ออกมาเปิดเผยผ่านโซเชียลมีเดียและเข้าให้ปากคำกับตำรวจว่า พวกเธอเคยถูกมาริอุสทำร้ายร่างกายและจิตใจในลักษณะเดียวกันในช่วงที่คบกัน ทำให้ตำรวจแจ้งข้อหาเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “พฤติกรรมรุนแรงในความสัมพันธ์ใกล้ชิด” มาริอุสถูกจับกุมอีกครั้งในเดือนกันยายน 2024 ในข้อหาละเมิดคำสั่งห้ามเข้าใกล้เหยื่อโดยตำรวจระบุว่าเขามีพฤติกรรมติดต่อกับเหยื่อผ่านเบอร์โทรศัพท์ที่ซ่อนที่มา แม้ว่ามาริอุสจะไม่มีตำแหน่งทางราชวงศ์ และไม่มีภารกิจอย่างเป็นทางการ แต่ในฐานะสมาชิกในครอบครัวใกล้ชิดของมกุฎราชกุมาร เรื่องนี้จึงกระทบถึงสถาบันโดยตรง เจ้าหญิงเมตเต-มาริตถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าทราบเรื่องพฤติกรรมของลูกชายมานานแล้วแต่ไม่ได้จัดการอย่างเด็ดขาด รวมถึงกรณีที่มีข่าวว่าพระองค์ทรงติดต่อไปหาเหยื่อหลังเกิดเหตุ ซึ่งถูกมองว่าเป็นการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม

กรณีความสัมพันธ์ของ เจ้าหญิงมาร์ธา ลุยเซ พระราชธิดาองค์โตในกษัตริย์ฮารัลด์ที่ 5 กับ Durek Verrett) เป็นหนึ่งในประเด็นที่อื้อฉาวและถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด Durek เป็นชาวอเมริกันที่เรียกตัวเองว่า “หมอผี” รุ่นที่ 6 เขามีชื่อเสียงในหมู่ดาราฮอลลีวูด โดยอ้างว่ามีพลังจิต สามารถติดต่อกับโลกวิญญาณ และรักษาโรคได้ด้วยวิธีทางจิตวิญญาณ ใน พ.ศ. 2562 เจ้าหญิงมาร์ธา ลุยเซ และ Durek ได้เดินสายจัดทัวร์สัมมนาในชื่อ “The Princess and the Shaman” ได้ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนและสื่อมวลชนที่เห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการนำชื่อเสียงและฐานัดรศักดิ์ของราชวงศ์มาหากินหรือโปรโมทธุรกิจส่วนตัว จนในปี พ.ศ. 2565 กษัตริย์ฮารัลด์ทรงต้องโปรดให้เจ้าหญิงมาร์ธา ลุยเซ ยุติการปฏิบัติพระกรณียกิจในนามราชวงศ์ และห้ามใช้ตำแหน่ง “เจ้าหญิง” ในการโปรโมทธุรกิจใดๆ อีกต่อไป เพื่อแยกเรื่องส่วนตัวออกจากสถาบัน

ในการอภิปรายที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2026 สมาชิกสภานอร์เวย์ฝ่ายนิยมสาธารณรัฐได้หยิบยกกรณีของ Durek ขึ้นมาโจมตีว่า สถาบันกษัตริย์ไม่สามารถควบคุมสมาชิกในครอบครัวได้ ทำให้ราชวงศ์กลายเป็นเครื่องมือของการสร้างคอนเทนต์และธุรกิจเชิงพาณิชย์ แม้กระแสนิยมทั่วไปต่อราชวงศ์นอร์เวย์จะตกต่ำลงอย่างมาก แต่ผลการลงคะแนนเสียงในสภากลับยังเหมือนเดิมหรือมีคะแนนดีกว่าในปี พ.ศ. 2565 เสียด้วย นั่นคือ ในปี พ.ศ. 2565 ฝ่ายที่ไม่เห็นชอบกับการเปลี่ยนแปลงการปกครองมี 134:35 แต่ล่าสุด พ.ศ. 2569 ฝ่ายเห็นชอบกลับเพิ่มขึ้นเป็น 141: 26 เสียงฝั่งสาธารณรัฐลดลงเล็กน้อย แม้จะมีข่าวอื้อฉาวในราชวงศ์

ที่จริงการสถาปนาระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญนอร์เวย์ก็เริ่มมาจากการทำประชามติ เดิมทีนอร์เวย์อยู่ภายใต้กษัตริย์เดนมาร์กมาเป็นเวลากว่าสี่ร้อยปี นับตั้งแต่การตั้งสหภาพคาลมาร์ขึ้นในปี ค.ศ. 1397 ต่อมาในปี ค.ศ. 1814 หลังจากที่เดนมาร์กพ่ายแพ้จากการทำสงครามเข้าข้างนโปเลียน ส่งผลให้นอร์เวย์ต้องมาอยู่ใต้กษัตริย์สวีเดน เพราะสวีเดนอยู่ฝ่ายที่ชนะสงคราม ตลอดระยะเวลาที่นอร์เวย์อยู่ภายใต้กษัตริย์สวีเดนตั้งแต่ ค.ศ. 1814 นอร์เวย์พยายามหาทางที่จะเป็นอิสระจากสวีเดน แต่ในช่วงแรกๆนอร์เวย์เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องอยู่กับรัฐที่มีความแข็งแกร่งเพื่อความมั่นคงของตนในการเมืองระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ความพยามยามที่จะแยกตัวเป็นอิสระจากสวีเดนค่อยๆดำเนินเรื่อยมาผ่านการออกกฎหมายต่างๆที่กษัตริย์สวีเดนสามารถทำได้เพียงการยับยั้งชั่วคราวเท่านั้น แต่ไม่มีอำนาจที่จะตีตกร่างกฎหมาย ซึ่งเงื่อนไขดังกล่าวนี้ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญนอร์เวย์มาตั้งแต่ ค.ศ. 1814 แล้ว และเมื่อถึงปี ค.ศ. 1905 นอร์เวย์ก็สามารถเป็นอิสระตัดขาดจากสวีเดนได้ในที่สุดจากกรณีปัญหาที่รู้จักกันในนามของ “กรณีกงสุล” (the consul affair) สภานอร์เวย์จึงเสนอร่างกฎหมายให้แยกเรื่องการกงสุลของนอร์เวย์ออกจากสวีเดน แต่กษัตริย์สวีเดน พระเจ้าออสการ์ที่สองทรงปฏิเสธที่จะรับรองร่างกฎหมายดังกล่าวโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 78 และ 79 ในรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1814 และจากการยับยั้งร่างกฎหมายดังกล่าว ส่งผลให้คณะรัฐมนตรีที่เป็นพลเมืองนอร์เวย์ประท้วงโดยการลาออกทั้งคณะ แต่พระเจ้าออสการ์ที่สองทรงไม่ยอมรับการลาออก ขณะเดียวกัน คณะรัฐมนตรีก็ไม่ยอมรับสนองพระบรมราชโองการที่ปฏิเสธการลาออกของพวกตน ทำให้เกิดวิกฤตทางการปกครองและรัฐธรรมนูญขึ้น

สภานอร์เวย์ได้อาศัยเงื่อนไขดังกล่าวประกาศว่า พระเจ้าออสการ์ที่สองในฐานะกษัตริย์สวีเดนและนอร์เวย์ไม่ทรงสามารถปฏิบัติพระราชภารกิจในทางบริหารได้ นั่นคือ ไม่สามารถตั้งคณะรัฐมนตรีทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินนอร์เวย์ได้ สภานอร์เวย์จึงลงมติแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีเดิมที่ลาออกให้ทำหน้าที่เป็นรัฐบาลรักษาการไปก่อนชั่วคราว และให้รัฐบาลรักษาการสามารถใช้อำนาจบริหารได้เท่าพระมหากษัตริย์ และสภานอร์เวย์ได้ลงมติเป็นเอกฉันท์แสดงให้เห็นถึงเงื่อนไขความจำเป็นที่นอร์เวย์ต้องแยกตัวเป็นอิสระจากสวีเดน มีดังนี้คือ

“ด้วยสมาชิกทั้งหมดของคณะรัฐมนตรีได้ลาออกจากตำแหน่ง และจากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้แสดงให้เห็นว่า พระองค์ไม่สามารถที่จะทำให้ประเทศมีรัฐบาลใหม่ได้ และด้วยเหตุนี้ พระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญจึงได้สิ้นสุดลง สภาจึงได้ให้อำนาจคณะรัฐมนตรีที่ลาออกไปมีอำนาจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งนอร์เวย์และกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้องที่จำเป็นต้องแก้ไขเพื่อการสิ้นสุดการอยู่ภายใต้พระมหากษัตริย์พระองค์เดียวกับสวีเดน อันเป็นผลจากการที่พระมหากษัตริย์สวีเดนไม่ทรงสามารถปฏิบัติพระราชภารกิจในฐานะพระมหากษัตริย์นอร์เวย์ได้”

การที่คณะรัฐมนตรีลาออกและไม่ยอมรับสนองพระบรมราชโองการปฏิเสธการลาอออก จนเป็นเงื่อนไขให้สภาลงมติเป็นเอกฉันท์ว่า พระเจ้าออสการ์ที่สองไม่สามารถปฏิบัติพระราชภารกิจตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ จนทำให้สภานอร์เวย์ถือว่า การปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญของนอร์เวย์ขณะนั้นไม่มีพระมหากษัตริย์ และใช้เป็นเงื่อนไขในการประกาศแยกตัวออกจากสวีเดน และใช้อำนาจของสภาแต่งตั้งรัฐบาลรักษาการที่สามารถใช้อำนาจของพระมหากษัตริย์ได้ เพราะไม่มีพระมหากษัตริย์อีกต่อไป สภาพการณ์ดังกล่าวนี้ อาจเรียกได้ว่าเป็นการทำรัฐประหารยึดอำนาจได้ แต่ไม่ได้ทำให้รัฐธรรมนูญสิ้นสุดลง แต่ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์สิ้นสุดลง แต่กระนั้นก็ให้รัฐบาลรักษาการใช้อำนาจแทนพระมหากษัตริย์ได้ไปพลางๆก่อน

อย่างไรก็ตาม ทางรัฐบาลรักษาการได้จัดให้มีการประชามติเกี่ยวกับการแยกตัวออกจากสวีเดนและการดำรงไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ หลังจากการทำประชามติการแยกตัวออกจากสวีเดนในวันที่ 13 สิงหาคม ค.ศ. 1905 ผลปรากฏว่าเสียงส่วนใหญ่ร้อยละ 99.95 ต้องการแยกตัวออกจากสวีเดน ขณะเดียวกัน ได้มีกระแสที่ต้องการให้เจ้าชายคาร์ลแห่งเดนมาร์ก พระชนมายุ 33 พรรษา พระราชโอรสพระองค์ที่สองของมกุฎราชกุมารโอลอฟแห่งเดนมาร์กเป็นพระมหากษัตริย์ของนอร์เวย์ สาเหตุหนึ่งที่พระองค์เป็นที่นิยมของชาวนอร์เวย์ เพราะพระองค์ทรงมีพระราชดำริในแนวเสรียมและสนับสนุนขบวนการประชาธิปไตยที่นำนอร์เวย์ไปสู่การเป็นอิสระจากสวีเดน แต่พระองค์ตระหนักว่า ผู้นำทางการเมืองและนายทหารระดับต้องการให้นอร์เวย์เป็นสาธารณรัฐ ดังนั้น แม้ว่าสภานอร์เวย์จะมีทีท่าที่จะต้องการให้พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์นอร์เวย์จึงไม่เพียงพอที่จะทำให้พระองค์ยอมรับเป็นกษัตริย์นอร์เวย์ แต่พระองค์ยืนยันเงื่อนไขที่จะรับเป็นกษัตริย์นอร์เวย์ก็ต่อเมื่อชาวนอร์เวย์ได้แสดงประชามติว่าต้องการให้คงไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ และสภาได้ลงมติเลือกพระองค์ให้เป็นกษัตริย์

ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน ได้มีการทำประชามติเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ผลปรากฏว่าร้อยละ 79 ต้องการให้นอร์เวย์คงไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ และเสียงของชาวนอร์เวย์ต้องการให้พระองค์เป็นกษัตริย์ของชาวนอร์เวย์ เจ้าชายคาร์ลจึงทรงยอมรับเป็นกษัตริย์ของนอร์เวย์ในวันที่ 27 พฤศจิกายน ค.ศ. 1905

จะสังเกตได้ว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ของนอร์เวย์ปัจจุบันเริ่มต้นมาจากการได้รับฉันทามติจากประชาชนผ่านการทำประชามติ และตลอดเวลาหลังจากนั้น ก็ผ่านการทดสอบด้วยคะแนนเสียงข้างมาก 2 ใน 3 ของสมาชิกรัฐสภายืนยันการดำรงอยู่และความชอบธรรมของสถาบันพระมหากษัตริย์ในระบอบการปกครองแบบรัฐสภาของนอร์เวย์

(รายงานความก้าวหน้างานวิจัย โครงการวิจัยเรื่องเอกลักษณ์ของ “ระบอบประชาธิปไตยไทยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ของประเทศไทย: กรณีศึกษาราชอาณาจักรนอร์เวย์การเข้าสู่ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรครั้งแรก (ค.ศ.1814/1905) ได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัยจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) ประจำปีงบประมาณ 2568)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...