“Shichi” กางแผนปีที่ 9 บุกสาทรปักหมุด Strategic Location รับกลุ่มธุรกิจ-คนเมือง
ตลาดอาหารญี่ปุ่นในไทยเริ่มเข้าสู่ยุคคัดกรองเชิงโครงสร้าง "Shichi" เน้นแข่งขันด้านคุณภาพและความเชื่อมั่นใช้ Experience-Driven Dining อัพเกรดการบริการแบบ Table Service ในย่าน CBD ของกรุงเทพฯ กางตัวเลขรายปี 68 รายได้แตะ 300 ล้านบาท พร้อมรักษายอดบิลเฉลี่ยกลุ่มพรีเมียม 3,000 บาทต่อราย
27 มกราคม 2569—บริษัท ปั้นข้าว ปั้นรัก จำกัด ผู้บริหารแบรนด์ "Shichi Japanese Restaurant" ร้านอาหารญี่ปุ่นระดับพรีเมียม ประกาศยุทธศาสตร์การเติบโตในปีที่ 9 ด้วยการเปิดตัวสาขาใหม่ล่าสุด “Shichi Sathorn” ณ โครงการ Supalai Icon Sathorn ซึ่งถือเป็นความเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์ (Strategic Move) ครั้งสำคัญในการเปลี่ยนผ่านจากร้านอาหารญี่ปุ่นสำหรับครอบครัว สู่การเป็นจุดหมายด้านอาหารที่รองรับกลุ่มนักธุรกิจ ผู้บริหาร และชาวต่างชาติในย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) อย่างเต็มตัว
การขยายสาขาเข้าสู่ย่านสาทรในครั้งนี้สะท้อนถึงการปรับตัวของแบรนด์ภายใต้แนวคิด Experience-Driven Dining ที่เน้นความเข้าใจในพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์และบรรยากาศที่เกื้อหนุนต่อการสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจ โดยสาขาดังกล่าวถูกออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ Modern Japanese Luxury ที่เน้นความเป็นส่วนตัวผ่านห้อง Private Room หลายขนาด ซึ่งบางส่วนติดตั้งอุปกรณ์รองรับการประชุมทางธุรกิจควบคู่ไปกับการรับประทานอาหาร
[caption id="attachment_221930" align="aligncenter" width="1000"]
นายปพนธีร์ ชาญชนะโยธิน[/caption]
นายปพนธีร์ ชาญชนะโยธิน กรรมการบริหาร บริษัท ปั้นข้าว ปั้นรัก จำกัด (Shichi สาทร) ระบุว่าตลอด 9 ปีที่ผ่านมา แบรนด์ได้เรียนรู้ว่าลูกค้าในเซกเมนต์พรีเมียมไม่ได้มองหาเพียงรสชาติของอาหารเท่านั้น แต่ยังมองหาความมั่นใจในมาตรฐานการบริการ
“Shichi Sathorn คือบทต่อไปของการเติบโตเชิงคุณภาพ เราออกแบบสาขานี้จากพฤติกรรมของลูกค้าเป็นหลัก… เพื่อให้ร้านสามารถเป็นทั้งพื้นที่รับรองแขก พื้นที่พูดคุยงาน และพื้นที่สร้างความสัมพันธ์ เราอยากให้ลูกค้ารู้สึกว่า Shichi เป็นร้านที่สามารถพาแขกคนสำคัญมาได้อย่างมั่นใจ” นายปพนธีร์ กล่าว
[caption id="attachment_221929" align="aligncenter" width="1000"]
นายธนัท ทองโสมแก้ว[/caption]
ในส่วนของผลประกอบการนายธนัท ทองโสมแก้ว กรรมการบริหารฯ เปิดเผยว่าในปี 2568 กลุ่มShichi มีรายได้รวมประมาณ 300 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของโมเดลธุรกิจท่ามกลางความผันผวนของตลาด โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าพรีเมียมที่มีกำลังซื้อสูง (Willingness to Pay) ซึ่งมียอดใช้จ่ายต่อบิลเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3,000 บาท ข้อมูลยังระบุว่าการเติบโตดังกล่าวมาจากทั้งฐานลูกค้าเดิมที่มีความรอยัลตี้ต่อแบรนด์สูงและการขยายสาขาไปยังทำเลศักยภาพอย่างต่อเนื่อง
สำหรับการแข่งขันในอุตสาหกรรม ข้อมูลจากองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) ระบุว่าในปี 2568 ตลาดอาหารญี่ปุ่นในไทยเริ่มพบจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง โดยจำนวนร้านรวมลดลง 2.2% เหลือ 5,781 ร้าน ซึ่งเป็นการปรับลดลงครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2550 สภาวะดังกล่าวมิได้หมายความถึงการถดถอยของตลาด แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านจากการแข่งขันเชิงปริมาณไปสู่เชิงคุณภาพ (Specialty & Experience) ซึ่ง Shichi มองว่าเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความไว้วางใจระยะยาวผ่านมาตรฐานวัตถุดิบนำเข้าและการบริการที่ไม่ลดเกณฑ์แม้ต้นทุนจะผันผวน
ด้านกลยุทธ์การยกระดับมื้ออาหาร สาขาสาทรได้นำเสนอรูปแบบ Table Service ที่เชฟจะปรุงอาหารและบรรยายเรื่องราววัตถุดิบถึงโต๊ะ เช่น เมนูShichi Steak Flambé ที่ใช้เนื้อ Wagyu Australian Striploin MB 8–9 เพื่อสร้างโมเมนตัมที่มากกว่าแค่การรับประทานอาหารทั่วไป
“ในตลาดที่แข่งขันสูง เราไม่เชื่อว่าความยั่งยืนจะมาจากการเติบโตที่เร็วที่สุด แต่เกิดจากการเลือกสิ่งที่ดีกว่าให้กับลูกค้าในทุกการตัดสินใจ… เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่การเป็นร้านอาหารที่ลูกค้าเคยมา แต่เป็นร้านที่ลูกค้าเลือกกลับมาเสมอ เพราะเชื่อใจในคุณภาพและประสบการณ์ที่เราให้ได้จริง” นายปพนธีร์ เน้นย้ำถึงอุดมการณ์ Always Better
ปัจจุบัน Shichiเปิดให้บริการครอบคลุมตั้งแต่พื้นที่ชานเมืองไปจนถึงใจกลางกรุง อาทิ ราชพฤกษ์, บางนา, เซ็นทรัลชิดลม, ไอคอนสยาม และล่าสุดที่สาทร โดยการขยายตัวแต่ละครั้งมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบให้สอดรับกับกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่นั้นๆ อย่างชัดเจน เพื่อรักษาอัตราการกลับมาใช้บริการซ้ำ (Repeat Rate) ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจสู่ทศวรรษใหม่