โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หญิงไทยเปิดใจ ถูกหลอกทำงานกรุงเทพฯ แต่โผล่ตึกสแกมเมอร์ปอยเปต

The Bangkok Insight

อัพเดต 04 มี.ค. เวลา 05.34 น. • เผยแพร่ 04 มี.ค. เวลา 05.27 น. • The Bangkok Insight

หญิงไทยเปิดใจอุทาหรณ์! ถูกหลอกทำงานกรุงเทพฯ แต่โผล่ตึกสแกมเมอร์ปอยเปต ถูกกักขังนาน 6 วัน

วันนี้ (4 มี.ค.) เพจ มังกรซ่อนตัว ได้เปิดประสบการณ์จริงของผู้หญิงไทยคนหนึ่ง ที่ถูกหลอกไปทำงานที่ประเทศกัมพูชา และได้ให้ข้อมูลกับเพจ “มังกรซ่อนตัว” เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ดิฉันอยากเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง เพื่อให้เป็นอุทาหรณ์สำหรับคนไทยทุกคน ไม่ใช่ทุกคนที่เดินทางข้ามไปทำงานฝั่งกัมพูชาด้วยความสมัครใจ หลายคนถูกหลอกเหมือนกันกับดิฉัน

จุดเริ่มต้นมาจากการถูกชักชวนให้ไป “ฝึกงานที่กรุงเทพฯ” แต่เมื่อขึ้นรถตู้กลับถูกพาไปจังหวัดสระแก้วแทน พอสอบถามว่าออฟฟิศอยู่กรุงเทพฯ ไม่ใช่หรือ เขาอ้างว่าต้องไปรับอุปกรณ์ที่สระแก้วก่อน โดยบอกว่าจะมีโน้ตบุ๊ก 1 เครื่อง โทรศัพท์ 2 เครื่องไว้ใช้ทำงาน และต้องผ่านการอบรม รวมถึงลงโปรแกรมส่วนตัวของแต่ละคน

จากนั้นรถตู้พาไปส่งที่บริเวณโลตัสอรัญฯ ให้รอรถของ “ออฟฟิศ” มารับ ซึ่งรถที่มารับจะสลับกันมา ทั้งรถตู้ รถกระบะ หรือรถเก๋ง และคนที่มารับเป็นคนไทยทั้งหมด หลังจากนั้นเราถูกพาไปบริเวณชายแดนทางช่องทางธรรมชาติ มีชายชาวกัมพูชาประมาณสิบกว่าคนรอรับอยู่ ขณะที่คนไทยในรถมีเพียง 5 คน พวกเขาเร่งให้รีบข้ามฝั่ง โดยบอกว่า กลัวทหารไทย จะลาดตระเวนมาเจอ ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างกดดันและหวาดกลัว ดิฉันถูกพาไปอยู่ในตึกแห่งหนึ่งที่ปอยเปตประมาณ 4–5 วัน วันที่ 6 ช่วงเวลาประมาณ 16.00 น. เขาปล่อยตัวกลับ แต่กลับพาไปปล่อยไว้บริเวณด่านผักกาด ซึ่งอยู่ห่างจากปอยเปตกว่า 300 กิโลเมตร และทิ้งไว้ข้างทางเหมือนตั้งใจให้ถูกตำรวจจับ

เขาคืนโทรศัพท์ให้ก็จริง แต่เปลี่ยนรหัสล็อกหน้าจอทั้งหมด ทำให้ไม่สามารถใช้งานได้ โชคดีที่ในกลุ่มคนไทย 6 คน มี 1 คนใช้ iPhone ซึ่งการเปลี่ยนรหัสต้องใช้เวลา 2 วัน ทำให้เครื่องนั้นยังใช้งานได้ เรามีเงินติดตัวรวมกันเพียง 500 บาท จ้างรถตุ๊กตุ๊กไปใกล้ด่านผักกาด ขอใช้ฮอตสปอตจากคนขับ แล้วติดต่อญาติผ่าน Messenger ได้สำเร็จ

โชคดีที่มีคนไทยชื่อคุณเบิร์ดคอยประสานงาน และแนะนำว่าอย่าเพิ่งเข้าไปให้ตำรวจจับที่ด่าน ให้หาที่ปลอดภัยพักก่อน พร้อมทั้งคุณทองต่อ ศรีสวัสดิ์ ช่วยติดต่อโรงแรมให้เข้าไปนั่งรอในล็อบบี้เพื่อความปลอดภัย และจัดหารถมารับในเช้าวันถัดไป รถที่มารับต้องย้อนกลับไปสระแก้ว แล้วประสานกับคนกัมพูชาให้พาออกทางช่องทางธรรมชาติอีกครั้ง ระหว่างรอ เรานั่งอยู่บริเวณ Galaxy ประมาณ 1 ชั่วโมง คนที่พาออกเล่าว่าเมื่อคืนมีคนไทยประมาณ 20 กว่าคน เผาตึกที่ถูกกักขัง และหลบหนีออกมาทางปอยเปตได้ทั้งหมด

หลังจากดิฉันข้ามกลับมาฝั่งไทย ก็ได้รับข่าวว่าคนไทยที่เผาตึกนั้นกลับมาได้ครบทุกคน จากการสอบถามคนไทยในตึก ส่วนใหญ่ถูกหลอกมาด้วยวิธีเดียวกัน มีเพียง 2–3 คนที่ตั้งใจมาขายบัญชี แต่สุดท้ายก็ไม่ได้รับเงินตามที่ตกลง ดิฉันเดินทางไปวันที่ 12 ก.พ. และกลับถึงฝั่งไทยวันที่ 18 ก.พ. ยืนยันว่าไม่เคยรู้มาก่อนว่าจะต้องข้ามไปกัมพูชา ทุกอย่างเกิดขึ้นจากการบังคับและความหวาดกลัว เพราะคนที่มารับมีอาวุธทุกคน หากวันนั้นโทรศัพท์ใช้งานไม่ได้เลย พวกเราคงต้องเดินเข้าไปให้ตำรวจที่ฝั่งผักกาดจับ เพื่อหวังให้ได้กลับประเทศไทย แม้จะต้องติดคุก ก็ยังอยากติดคุกที่ไทยมากกว่าถูกกักขังอยู่ที่นั่น

เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นความทรงจำที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต โดยเฉพาะสำหรับคนไทยที่ไม่ได้ตั้งใจไป
เพิ่มเติมอีกอย่าง คนที่สแกนหน้า สอบถามรหัสผ่านโทรศัพท์ และข้อมูลบัญชีต่าง ๆ ในตึกนั้น ล้วนเป็นคนไทยทั้งหมด

ตึกที่ดิฉันเคยถูกกักขัง เป็นตึกสีเหลือง ปัจจุบันทาสีใหม่เป็นสีเขียว บริเวณนั้นมีทั้งหมด 7 ตึกที่ใช้กักคนไทย เชื่อว่าคนไทยที่ยังติดต่อไม่ได้อาจถูกควบคุมตัวอยู่ในสถานที่ลักษณะนี้ ด้านหลังอาคารเป็นจุดที่กลุ่มสแกมเมอร์ทั้งคนไทยและคนจีนทำงานกันจริง และมีรายได้จากการหลอกลวง ตึกที่ดิฉันเคยอยู่ถูกคนไทยเผาไปแล้ว ไม่ทราบว่าปัจจุบันซ่อมแซมกลับมาใช้งานอีกหรือไม่ นี่คือประสบการณ์ตรงที่อยากถ่ายทอด เพื่อเตือนภัยและหวังว่าจะไม่มีใครต้องเผชิญเหตุการณ์แบบนี้อีกค่ะ

ขอบคุณข้อมูล : เพจมังกรซ่อนตัว

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...