โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สาวร่ำไห้ ป่วยไตขายของหมดบ้านจ่ายค่ารักษา หลัง ประกันสังคม ให้สำรองจ่ายก่อน 60 วัน จนหมดตัว

Khaosod

อัพเดต 05 ก.พ. เวลา 23.27 น. • เผยแพร่ 05 ก.พ. เวลา 12.08 น.

สาวออฟฟิศร่ำไห้ ป่วยโรคไตระยะสุดท้าย ขายทรัพย์สินจนหมดบ้านไปรักษา แต่สิทธิ ประกันสังคม ให้สำรองจ่ายเองไปก่อน 60 วัน จนไม่มีจ่ายค่ารักษา

จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ภาพผู้ป่วยและข้อความว่า “สวัสดีค่ะเพื่อนๆ พี่ๆ ที่ผ่านมาเจอโพสต์นี้ ข้าพเจ้าได้ป่วยเป็นโรคไต ระยะสุดท้าย ได้รักษาตัวเองมา 4 เดือนกว่าแล้ว โดยใช้สิทธิประกันสังคม แต่ค่าฟอกไต ต้องสำรองจ่ายไปก่อนอาทิตย์หนึ่งต้องฟอก3วัน จนสำรองจ่ายจนเงินหมด ไม่มีจะฟอกไตแล้วค่ะ จนวันนี้ไม่ได้ฟอกมาจะอาทิตย์แล้วค่ะ ทรมานมาก จึงอยากจะขอความเห็นใจจากเพื่อนๆ พี่ๆ ทุกคนค่ะทุกวันนี้พ่อกับแม่เสียหมดแล้วค่ะอยู่ตัวคนเดียว ขอความเห็นใจจากเพื่อนๆ พี่ๆ ในเฟสที่ผ่านเจอ ร่วมบริจาคค่าฟอกไต ได้ที่ กสิกรไทย 5592114099 ขอบพระคุณนะคะ ที่ได้ช่วยต่อชีวิตให้ค่ะ ขอความเมตตาจากเพื่อนๆ พี่ๆ ที่ผ่านมาเจอโพสต์นี้นะคะ”

วันที่ 5 ก.พ.2569 ผู้สื่อข่าวเดินทางลงพื้นที่ตรวจสอบ โดยได้พบกับ น.ส.จิตติมา (สงวนนามสกุล) อายุ 47 ปี อาศัยอยู่ที่บ้านพักหลังหนึ่งใน อ.บางกรวย จ.นนทบุรี โดยพบว่า น.ส.จิตติมาเป็นผู้ป่วยโรคไตในระยะสุดท้าย ซึ่งพักอาศัยอยู่เพียงลำพังในบ้านไม้ชั้นเดียว สภาพร่างกายซูบผอม ลำคอและแขนมีผ้ากอตปิดอยู่เนื่องจากเพิ่งกลับจากการฟอกไต โดย น.ส.จิตติมายังมีอาการเหนื่อยและหอบง่าย ขณะให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าว

น.ส.จิตติมา เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวทั้งน้ำตาว่า ตนเคยทำงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ปัจจุบันต้องพักงานรักษาจากการป่วยเป็นโรคไตระยะสุดท้าย ตั้งเดือนกันยายน 68 ทำให้ต้องไปเข้ารับรักษาตัวโดยใช้สิทธิประกันสังคม ในครั้งแรกที่โรงพยาบาลธนบุรี

ซึ่งในวันที่ป่วยหนักนั้น ตนต้องคลานไปหน้าหมู่บ้านเพื่อให้ รปภ.เรียกรถแท็กซี่ไปส่งที่โรงพยาบาลธนบุรี โดยเมื่อไปถึงโรงพยาบาลในตอนนั้นตนหมดสติไม่รู้เรื่องแล้ว หมอทำการตรวจเลือดอัลตราซาวนด์ทุกอย่างหมด และพบว่าตนได้หยุดหายใจไป 2 นาที หมอจึงทำการปั๊มหัวใจกลับขึ้นมาจนตนฟื้น

โดยค่ารักษา ที่โรงพยาบาลธนบุรีทำให้ต้องเสียค่าส่วนต่างไป เพราะเขาไม่รับประกันสังคม จากนั้นตนจึงต้องย้ายรพ.มาใช้สิทธิ์ที่โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ประชาชื่น ซึ่งในตอนแรกทางโรงพยาบาลก็คิดส่วนต่างครั้งละ 250 บาทต่อการฟอกไต 1 ครั้ง ใช้สิทธิ์ได้ภายใน 2 เดือน แล้วหลังจากนั้นต้องสำรองจ่ายไปก่อน จนกว่าแพทย์จะอนุมัติให้ โดยทาง รพ.จะให้เอกสารมาเพื่อเอาไปยื่นเบิกกับประกันสังคม

ในตอนนั้นตนเหลือเพียงตัวคนเดียว พ่อแม่ก็เสียไปหมดแล้ว ญาติพี่น้องก็ไม่มี ทำให้ตนไม่ได้ไปยื่นเบิก และก็เข้าออกโรงพยาบาลอยู่หลายครั้ง ในบางครั้งตนต้องโทรเรียกรถฉุกเฉิน 1169 มารับที่บ้านถึง 2 ครั้ง เนื่องจากร่างกายตนไม่ไหว อาศัยนอนที่แคร่หน้าบ้านแทน รอรถเจ้าหน้าที่มารับตัวไปรักษา

ปัญหาที่เจ็บปวดของคนที่ทำประกันสังคมแบบตนไว้ก็คือ ตนไม่มีเงินที่จะไปจ่ายสำรองค่ารักษาแล้ว เพราะนับตั้งแต่ตนไม่สบายมา ก็ต้องหยุดงานเพื่อไปรักษาตัวแล้วโรคไตระยะสุดท้ายจะต้องทำการฟอกเอาของเสียของจากร่างกายวันเว้นวัน แล้วตนก็ต้องมานั่งหาเงินสำรองจ่ายไปก่อน แล้วค่อยไปทำเรื่องเบิกคืนจากประกันสังคมที่ให้รออีก 60 วัน

ตนไม่ได้มีรายได้อะไร แล้วจะเอาเงินที่ไหนไปสำรองจ่ายได้ ทรัพย์สินต่างๆ ที่เคยมี ตนก็ขายไปหมดแล้ว รวมทั้งเงินที่สะสมมาต้องทำงานก็ไม่มีเหลือแล้ว เพราะต้องไปฟอกไตอาทิตย์ละ 3 ครั้ง คือวันจันทร์ พุธ ศุกร์ ตอนแรกฟอกที่โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ครั้งละ 2,482 บาท ยังไม่รวมค่าเดินทางและค่าเครื่องกรอง 2,000 บาท ที่อยู่ได้ 15-20 วัน

ถ้าเบิกประกันสังคมได้ตนจะเสียแค่ส่วนต่าง 1,500 บาทต่อครั้งในการฟอกไต หลังจากไม่มีเงินก็โทรหาเพื่อน เพื่อนจึงได้ติดต่อคลินิกให้แถวบางใหญ่ ฟอกไตครั้งหนึ่ง 1,500 บาทแต่ก็ต้องสำรองจ่าย ค่ากรอง 1,000 บาท ค่าแท็กซี่ไปกลับอีก 300 บาท รวมแล้วมีค่าใช้จ่ายประมาณ 3,000 บาทต่อครั้ง

น.ส.จิตติมา กล่าวอีกว่า ในกรณีแบบนี้ทำไมประกันสังคม จึงให้คนที่จ่ายค่าประกันสังคม ต้องออกเงินสำรองจ่ายไปก่อนแล้วไปยื่นเบิกที่หลัง ทำไมไม่ดูแลให้ผู้ป่วยที่ต้องฟอกไตได้รับสิทธิการรักษาไปเลยโดยไม่ต้องสำรองจ่าย เพราะบางคนไม่มีเงินมาสำรองจ่าย เพราะเขาไม่มีเงินจริงๆ แบบนี้ถ้าคนป่วยที่ไม่มีเงินสำรองก็คือจบชีวิต เพราะอาการของโรคนี้ถ้าไม่ได้ฟอกไตเพื่อขับเอาของเสียในร่างกายออก ก็เสี่ยงที่จะเสียชีวิตได้สูงจากอาการน้ำท่วมปอด

เมื่อเช้านี้ หลังทางประกันสังคมและเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ประชาชื่นทราบเรื่องราวของตนในโซเชียล ก็พากันมาเยี่ยมตนที่ศูนย์ฟอกไต ย่านบางใหญ่ เพื่อจะมาสอบถามกับตนว่าจะให้ช่วยเหลืออะไร ตนจึงบอกเขาว่าเงินตนไม่มีสำรองจ่ายรักษาแล้วเพราะหมดตัวแล้ว ของในบ้านก็นำไปขายจนหมด รถก็โดนยึด

ซึ่งทางประกันสังคมก็รับเรื่องไป และแจ้งว่าจะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด โดยมีเจ้าหน้าที่มาขอสลิปที่ตนสำรองจ่ายไปก่อน เพื่อนำไปเร่งดำเนินการคืนเงินให้ ซึ่งเป็นเงินตกค้างที่ตนสำรองจ่ายไปก่อนประมาณ 3-4 หมื่น ทั้งๆที่ความจริงที่ตนสำรองจ่ายไป จะอยู่ที่ 50,000-60,000 บาท แต่จะเบิกได้เพียงประมาณ 30,000 - 40,000 บาท เท่านั้น ถ้าตนได้เงินสำรองก้อนนี้มาก็คงจะช่วยตนได้เยอะ เพราะจะนำกลับมาจ่ายเป็นค่ารักษาฟอกไตได้ต่อไป โดยไม่ต้องมานั่งกังวลว่าจะมีเงินสำรองไปจ่ายค่าฟอกไตหรือไหม

ตนอยากให้ประกันสังคมดูแล เรื่องสิทธิของผู้ป่วยที่ต้องไปฟอกไตโดยไม่ต้องไปหาเงินมาสำรองจ่าย ตนอยากให้ประกันสังคมแก้ไขเร่งด่วน อยากให้ประกันสังคมเห็นใจประชาชนที่ไม่มีเงินสำรองจ่ายด้วย เพราะถ้าปล่อยทิ้งไว้แบบนี้ คนไม่มีเงินไปจ่ายค่ารักษาก็คงต้องรอความตายอย่างเดียว เหมือนตอนที่ตนไม่มีเงินไปจ่ายค่าฟอกไตเกือบอาทิตย์ จนได้รับเงินบริจาคช่วยเหลือมา

จากที่ตนป่วยมา 4 เดือนกว่า ทำให้ตนเห็นว่าประกันสังคมควรต้องปรับปรุงระบบการสำรองจ่ายไปก่อน คือประกันสังคมต้องจ่ายให้ผู้ป่วยที่ต้องฟอกไตเลย อย่างตนที่เป็นผู้ป่วยโรคไตในระยะสุดท้ายแล้วไม่สามารถหยุดฟอกไตได้เลย ต้องฟอกไปตลอดชีวิต เพราะถ้าไม่ฟอกไตก็ทำให้เกิดอาการน้ำท่วมปอดตามมา นอกจากนี้ยังไม่สามารถกินอาหารได้ และยังมีอาการคันตามร่างกาย เนื้อตัวบวม เพราะร่างกายขับของเสียไม่ได้เต็มที่

หลังจากที่เมื่อวานนี้ตนได้ไปฟอกไตมา ตอนนี้อาการก็เริ่มดีขึ้นต่อไปบ้าง ซึ่งตนก็ตั้งใจว่าจะทำขนมหวานขาย เพราะเป็นอาชีพเก่าของบรรพบุรุษไว้เป็นช่องทางหารายได้ต่อไป แม้ว่าตนจะได้รับเงินช่วยเหลือจากผู้ใจดีช่วยบริจาคผ่านทางบัญชีธนาคารมาให้จำนวนหนึ่ง แต่ตนก็ต้องนำไปใช้เป็นเงินสำรองจ่ายฟอกไตต่อไป โดยที่ทางประกันสังคมยังไม่มีคำตอบให้ว่าจะเร่งคืนเงินสำรองจ่ายให้กับตนได้เร็วที่สุดเมื่อไหร่

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สาวร่ำไห้ ป่วยไตขายของหมดบ้านจ่ายค่ารักษา หลัง ประกันสังคม ให้สำรองจ่ายก่อน 60 วัน จนหมดตัว

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...