โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

พ่อนักเรียน ม.1 เอาเรื่องครูโหดสั่งลูกลุกนั่ง 800 ครั้ง ครูท้าพ่อแจ้งความ

สยามนิวส์

เผยแพร่ 05 ก.พ. เวลา 02.07 น. • ทีมข่าวสยามนิวส์
จากกรณีเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 เพจเฟซบุ๊ก “เจ๊ม๊อย v+” ได้เผยแพร่เรื่องราวร้องเรียนจากผู้ปกครองรายหนึ่ง หลังบุตรชายวัย 13 ปี ถูกครูในโรงเรียนแห่งหนึ่งลงโทษด้วยการสั่งให้ “ลุกนั่ง” เป็นจำนวนมากถึง 800 ครั้ง เนื่องจ

จากกรณีเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 เพจเฟซบุ๊ก “เจ๊ม๊อย v+” ได้เผยแพร่เรื่องราวร้องเรียนจากผู้ปกครองรายหนึ่ง หลังบุตรชายวัย 13 ปี ถูกครูในโรงเรียนแห่งหนึ่งลงโทษด้วยการสั่งให้ “ลุกนั่ง” เป็นจำนวนมากถึง 800 ครั้ง เนื่องจากไม่ส่งงานตามกำหนด จนร่างกายรับไม่ไหวและต้องเข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วน

ผู้ปกครองระบุว่า หลังเด็กชายกลับถึงบ้านมีอาการปวดขาอย่างรุนแรง ไม่สามารถเดินได้ตามปกติ จึงรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล แพทย์ทำการตรวจเลือดเบื้องต้นพบว่าค่าไตยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ค่ากล้ามเนื้อยังต้องรอผลตรวจซ้ำอีกครั้งภายใน 3 วัน พร้อมสั่งให้เด็กชายพักผ่อน งดเดินเป็นเวลา 3 วัน ให้นอนยกขาสูง และดื่มน้ำวันละประมาณ 3 ลิตร เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน

ผู้เป็นพ่อได้ตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของการลงโทษดังกล่าว โดยมองว่าการสั่งให้ลุกนั่งจำนวนมากเกินไปอาจก่อให้เกิดอันตรายรุนแรงต่อร่างกายเด็ก ถึงขั้นกล้ามเนื้อฉีกขาดหรือเกิดภาวะแทรกซ้อน จึงเสนอให้โรงเรียนพิจารณาเปลี่ยนวิธีการลงโทษเป็นรูปแบบอื่น เช่น การทำความสะอาดหรือกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์แทน

ที่น่าตกใจคือ พยาบาลประจำจุดคัดกรองของโรงพยาบาลให้ข้อมูลว่า เหตุการณ์ลักษณะเดียวกันนี้อาจไม่ใช่ครั้งแรก เนื่องจากเมื่อสัปดาห์ก่อน มีนักเรียนหญิง 2 คน จากโรงเรียนเดียวกัน เข้ารับการรักษาด้วยอาการใกล้เคียงกัน หลังถูกลงโทษด้วยวิธีเดียวกัน

ล่าสุด เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปพบกับนายอดิศักดิ์ ธวัชชัย อายุ 45 ปี ผู้เป็นบิดา ซึ่งเปิดเผยว่า ไม่เคยคาดคิดว่าครูจะลงโทษนักเรียนในลักษณะนี้ และตั้งแต่เกิดเหตุยังไม่เคยได้รับการติดต่อสอบถามอาการจากครู มีเพียงตนเองที่โทรศัพท์ไปตั้งแต่วันแรก โดยครูผู้สั่งลงโทษยอมรับผิดและกล่าวว่าจะรับผิดชอบ แต่กลับพูดในลักษณะว่าเป็นเรื่องระหว่างกันเพียงสองคน และแสดงท่าทีแข็งกร้าว พร้อมกล่าวว่า “ถ้าคุณพ่อไม่สบายใจ ให้ไปแจ้งความได้เลย” โดยไม่มีคำถามแสดงความห่วงใยต่ออาการของนักเรียนแม้แต่คำเดียว

นายอดิศักดิ์กล่าวต่อว่า วันที่ 3 กุมภาพันธ์ ได้เดินทางไปขอพบผู้อำนวยการโรงเรียน แต่มีรองผู้อำนวยการออกมารับเรื่องแทน ระหว่างเดินทางกลับ ครูผู้สั่งลงโทษได้เข้ามาสอบถามว่าจะพูดคุยอะไรหรือไม่ เมื่อตนเองตอบว่ายังไม่คุย ครูได้ตอบกลับเพียงว่า “โอเค ไม่คุยรู้เรื่อง” โดยยังไม่มีการสอบถามถึงอาการของลูกศิษย์เช่นเดิม

นายอดิศักดิ์กล่าวด้วยความสะเทือนใจว่า เด็กชายวัย 13 ปี ย่อมมีความดื้อบ้างตามวัย หากทำผิดก็ควรได้รับการคาดโทษหรือทำโทษด้วยวิธีที่ไม่เป็นอันตราย หากเกิดเหตุร้ายแรงกว่านี้ ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ทั้งนี้ หลังเลิกเรียนลูกชายมักช่วยตนขายน้ำเต้าหู้ทุกวัน เนื่องจากมารดาเพิ่งเดินทางไปทำงานต่างประเทศเพื่อหาเงินเลี้ยงครอบครัว แต่ขณะนี้เป็นวันที่ 3 แล้วที่ไม่สามารถออกไปขายของได้ เพราะต้องดูแลลูกอย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังเดินไม่ได้ ต้องป้อนน้ำ ป้อนข้าว ป้อนยา และอุ้มเข้าห้องน้ำตามคำสั่งแพทย์

ผู้สื่อข่าวยังได้พูดคุยกับ ด.ช.ธนดล อายุ 13 ปี ผู้ได้รับการลงโทษ ซึ่งนอนพักรักษาตัวอยู่ในบ้าน โดยมีผ้าห่มพันรอบขาทั้งสองข้างและยกสูงด้วยหมอนยาง เด็กชายกล่าวด้วยสีหน้าเจ็บปวดว่า ปวดน่องทั้งสองข้างอย่างมาก โดยเล่าว่า เช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา หลังเข้าแถวเคารพธงชาติ ครูได้เรียกนักเรียนทั้งห้องและสอบถามผู้ที่ยังไม่แก้งาน ตนเองยังค้างอยู่ 5 วิชา จึงถูกสั่งให้ลุกนั่ง 400 ครั้ง และในช่วงเย็นวันเดียวกัน ครูคนเดิมสอบถามเรื่องการแก้งานวิชารักการอ่าน เมื่อตนเองยอมรับว่ายังไม่ได้แก้ จึงถูกสั่งให้ลุกนั่งเพิ่มอีก 400 ครั้ง รวมเป็น 800 ครั้ง ทำให้กลับบ้านแทบไม่ไหว ก่อนถูกพ่อพาไปโรงพยาบาล และแพทย์สั่งให้งดเรียน งดเดินเป็นเวลา 3 วัน

นายอดิศักดิ์กล่าวทิ้งท้ายว่า ในส่วนของการดำเนินการทางวินัย ขอให้เป็นหน้าที่ของโรงเรียนพิจารณาเอง ส่วนกรณีที่บุตรชายได้รับบาดเจ็บ ได้ปรึกษากับญาติและเตรียมเข้าแจ้งความเอาผิดตามกฎหมาย แต่ขอให้ลูกชายหายกลับมาเป็นปกติเสียก่อน

ทีมข่าว จังหวัดลพบุรี รายงาน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...