โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“กอบศักดิ์” ประเมินศก.ไทยยังโตต่ำ 2 ปี ย้ำปรับโครงสร้าง 4 มิติ - หา New S-Curve พาจีดีพีแตะ 4-5 %

efinanceThai

เผยแพร่ 26 ม.ค. เวลา 09.06 น.

กอบศักดิ์ ประเมินศก.ไทยยังโตต่ำ 2 ปี ย้ำปรับโครงสร้าง 4 มิติ - หา New S-Curve พาจีดีพีแตะ 4-5 %

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -26 ม.ค. 69 16:06 น.

ดร.กอบศักดิ์ ประเมินเศรษฐกิจโตต่ำในอีก 2 ปี เพราะเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจที่ยังรอออกดอก หวังปรับโครงสร้าง 4 มิติ ติดตั้งเครื่องยนต์ใหม่เอสเคิร์ฟพาไทยทะยาน 4-5 % ขอรัฐบาลใหม่ ไม่หวังกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น กรีนแลนด์ เป็นเหตุการสะท้อนโลกใหม่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ไทยจะต้องเตรียมพร้อมรับมืออยู่รอดในโลกผันผวนเจรจาขั้วอำนาจโลก

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL เปิดเผยถึงทิศทางเศรษฐกิจในปีนี้มีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่องไปอีก 2-3 ปี เนื่องมาจากเป็นช่วงของการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจสู่การเติบโตด้วยโมเดลธุรกิจใหม่ ประกอบกับสถานการณ์ความผันผวนเศรษฐกิจโลก โรคระบาด การเมือง จึงทำให้เป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่สามารถพุ่งสูง หลายสำนักงาน ประเมินเศรษฐกิจไทยในปีนี้และปีหน้าอาจเติบโตเพียงราว 2% เท่านั้น ซึ่งต้องมองถึงรากปัญหาที่แท้จริงเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน ปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจเพื่อรองับการเติบโตใหม่ในระยะยาว แม้จะมีการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นจึงไม่ส่งผลต่อความยั่งยืนสอดคล้องกับยุคอนาคต

เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงชะลอตัวและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งจากสถานการณ์การเมืองโลก โรคระบาด และความผันผวนทางเศรษฐกิจ เป้าหมายของภาคธุรกิจในปีนี้จึงอาจไม่ใช่การเติบโตอย่างหวือหวา แต่ประคองตัวให้ผ่านปีนี้ไปได้อย่างมั่นคง เป็นช่วงสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน

อย่างไรก็ตาม การที่รัฐบาลใหม่ที่เข้ามาบริหารประเทศ จะต้องไม่คำนึงถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น เพื่อหวังการเติบโตด้านตัวเลขเพียงอย่างเดียว เพราะเป็นยุคของการเปลี่ยนผ่านที่ถึงเวลาต้องมีการปรับโครงสร้าง เปรียบเหมือนการเร่งเครื่องรถคันเก่า ถึงเวลาต้องซ่อมบำรุง เปลี่ยนอะไหล่ บางครั้งการเปลี่ยนคันใหม่ทั้งระบบ อาจทำให้ไทยเราเดินทางได้ไกลและมั่นคงกว่าเดิม
ไทยอยู่จุดศูนย์กลาง เนื้อหอม ในสายตานักลงทุน

ในปัจจุบันประเทศไทยอยู่ศูนย์กลางภูมิภาคอาเซียน ตำแหน่งที่นักลงทุนให้ความสำคัญ เพราะเป็นจุดยุทธศาสตร์มีเงินทุนจากต่างประเทศรอบใหม่หลั่งไหลเข้ามา ที่นำไปสู่การเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจใหม่ ดังนั้น การเสียเวลาไปกับการนำมาตรการระยะสั้นมาใช้ อาจจะส่งผลพลาดโจทย์ใหญ่ของอนาคต

มีหลายอุตสาหกรรมที่กำลังเริ่มดึงดูดเม็ดเงินลงทุน เติบโตเป็น นิวเอสเคิร์ฟ เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ ที่เติบโตท่ามกลางยอดขายรถแบบเดิมลดลง แต่รถไฟฟ้ากำลังเริ่มเติบโต เพราะเป็นช่วงที่รับการลงทุนใน 1-2 ปีข้างหน้า ที่จะเริ่มเห็นผลลัพธ์ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า เมื่อโรงงานเก่ากำลังปิดตัวลง มีรถไฟฟ้าเริ่มมียอดส่งออกขยายตัว เป็นธรรมชาติของช่วงเปลี่ยนผ่าน

ทางด้านในภาคการเงินและพลังงานทางเลือก พลังงานสะอาด เป็นอีกหนึ่งภาคที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านทั้งเศรษฐกิจ ที่จะเป็นฐานเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของประเทศไทย ใน 4 มิติ ประกอบด้วย 1.จากพลังงานฟอสซิล สู่พลังงานหมุนเวียน 2.จากระบบอนาล็อก สู่ดิจิทัลและAI 3.จากการพึ่งพาตลาดในประเทศ สู่ภูมิภาคและตลาดโลก 4.จากขั้วเศรษฐกิจเดิม สู่ขั้วเศรษฐกิจใหม่

มีการพัฒนการสนับสนุนอาคารสีเขียว กระบวนการผลิตคาร์บอนต่ำ และนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม สะท้อนว่า กรีน ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่คือการเปลี่ยนฐานเศรษฐกิจครั้งใหญ่ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่ง่าย ต้องใช้เวลา หากวางรากฐานให้ถูกต้อง วันนี้อาจเติบโตเพียง 2% แต่ในอนาคต จะสามารถกลับไปสู่การเติบโตระดับ 4% ได้อย่างยั่งยืน

ทางด้านกรณีของกรีนแลนด์ ถือเป็นการช่วงชิงความได้เปรียบทางจุดยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของประเทศสหรัฐอเมริกา และความมั่นคงของโลก กรีนแลนด์ตั้งอยู่บนเส้นทางสำคัญของขีปนาวุธที่อาจพุ่งจากรัสเซียเข้าสู่ทวีปอเมริกา เปรียบเสมือนด่านหน้าของการป้องกันประเทศ นั่นเป็นที่มาของการมีแนวคิดสร้างระบบป้องกันแบบโกลเด้นโดม ที่กรีนแลนด์ จะสามารถสร้างแนวป้องกันเป็นชั้น ๆ ลดความเสียหาย เพราะเป็นเกราะป้องกันที่แข็งแกร่ง เป้าหมายคือการลดโอกาสของความขัดแย้งทางทหารในระดับรุนแรง อีกทั้งยังเป็นเส้นทางเดินเรือทางการค้า ยุทธศาสตร์ใหม่

สหรัฐกังวลว่า หากปล่อยให้กรีนแลนด์อยู่ภายใต้อิทธิพลของประเทศอื่น อาจนำไปสู่การขยายบทบาทของจีนและรัสเซียในภูมิภาคนี้ และเมื่อถึงวันนั้น การจะดึงอิทธิพลกลับมา อาจไม่ใช่เรื่องง่าย สะท้อนให้เห็นว่า กรีนแลนด์ไม่ใช่เพียงเกาะน้ำแข็งกลางมหาสมุทร แต่กลายหมากสำคัญบนกระดานความมั่นคงโลก การตัดสินใจและท่าทีของมหาอำนาจ จึงถือเป็นการกำหนดทิศทางของความปลอดภัยและเสถียรภาพของโลกในวันข้างหน้า

จะเห็นว่าโลกใหม่จะเต็มไปด้วยการเปิดเจรจาทางขั้วอำนาจมากขึ้น ที่เหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นถี่ขึ้นจนเป็นเรื่องปกติ ที่ประเทศมีอำนาจของโลกจะแสดงพลังเรียกร้องให้มีการเจรจาระดับทวิภาคี แลกผลประโยชน์ ในการทำการค้า ประเทศเล็กๆ อย่างไทย จะต้องติดตามและรับมือกับความผันผวนนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เรียบเรียง โดย สุรเมธี มณีสุโข
อีเมล์. suramatee@efnancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...