สงครามตะวันออกกลางยังระอุ อิหร่านเสียชีวิตพุ่งกว่า 1,000 ราย ด้านกลุ่มเคิร์ดประกาศเตรียมเข้าร่วมสงครามอิหร่านภายใน 7–10 วัน
สงครามตะวันออกกลางยังระอุ สื่ออิหร่านเผยยอดผู้เสียชีวิตพุ่งกว่า 1,000 ราย หลังถูกโจมตีร่วมโดยอิสราเอลและสหรัฐฯ ขณะที่อิหร่านตอบโต้โจมตีท่าเรือในอ่าวเปอร์เซีย ด้าน “ทรัมป์” ย้ำปฏิบัติการถล่มอิหร่านยังเดินหน้าต่อ ประเมินสถานการณ์สหรัฐ “15 เต็ม 10” พร้อมระบุคลังขีปนาวุธของเตหะรานถูกกวาดล้าง ขณะที่ทำเนียบขาวปฏิเสธข่าวสนับสนุนกองกำลังเคิร์ดเปิดศึกภาคพื้นดิน — อิสราเอลยิงจรวดถล่มเลบานอน มุ่งเป้าฐานบัญชาการฮิซบอลเลาะห์ พร้อมเตือนประชาชนเร่งอพยพ — สหรัฐฯ ยอมรับไม่สามารถสกัดโดรนอิหร่านได้ทั้งหมด เตรียมหันทำลายฐานปล่อยแทน — ด้านกลุ่มเคิร์ดประกาศเตรียมเข้าร่วมสงครามอิหร่านภายใน 7–10 วัน
วันที่ 5 มี.ค. 2569 สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังสื่อของ อิหร่าน รายงานว่ามีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 1,000 คน จากการโจมตีทางทหารร่วมกันระหว่าง อิสราเอล และ สหรัฐอเมริกา ซึ่งเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
รายงานระบุว่า การโจมตีดังกล่าวมุ่งเป้าไปยังเป้าหมายทางทหารและโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคงของอิหร่านหลายแห่ง ส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างหนักและมีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก ขณะที่ตัวเลขผู้เสียชีวิตยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของ สหรัฐอเมริกา ระบุว่า ปฏิบัติการทางทหารต่อ อิหร่าน จะยังคงดำเนินต่อไปตราบเท่าที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ยังตัดสินใจให้มีการปฏิบัติการ โดยย้ำว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อปกป้องผลประโยชน์และความมั่นคงของสหรัฐฯ และพันธมิตรในภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม มีรายงานตอบโต้จากฝั่ง อิหร่าน ว่าได้ทำการโจมตีเป้าหมายหลายแห่งทั่วภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย รวมถึงท่าเรือ สนามบิน และโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนในหลายประเทศ ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อระบบขนส่งและเศรษฐกิจในพื้นที่
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้หลายฝ่ายในประชาคมระหว่างประเทศแสดงความกังวลว่า ความขัดแย้งอาจขยายวงกว้างและนำไปสู่ความไม่มั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลางและตลาดพลังงานโลก หากการเผชิญหน้าทางทหารยังคงทวีความรุนแรงต่อไป
"ทรัมป์" ชี้ปฏิบัติการ ถล่ม อิหร่าน เดินหน้าต่อ คะแนนสถานการณ์สหรัฐ “15 เต็ม 10” ลั่นคลังขีปนาวุธเตหะรานถูกกวาดล้าง ขณะ ทำเนียบขาว ปัดข่าวหนุนกองกำลังเคิร์ดเปิดศึกภาคพื้นดิน
วันที่ 5 มี.ค. 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุง วอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศ สหรัฐอเมริกา ว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวถึงปฏิบัติการทางทหารต่อ อิหร่าน ภายใต้รหัส “มหากาพย์พิโรธ” (Epic Fury) ว่า กองกำลังในแนวหน้าทุกฝ่ายกำลังปฏิบัติภารกิจได้อย่างยอดเยี่ยม พร้อมระบุว่าสถานการณ์ของสหรัฐในขณะนี้ “แข็งแกร่งมาก” หากประเมินเป็นคะแนน จะอยู่ที่ระดับ “15 เต็ม 10”
ผู้นำสหรัฐกล่าวเพิ่มเติมว่า คลังแสงขีปนาวุธนำวิถีของรัฐบาลเตหะรานกำลังถูก “กวาดล้างอย่างรวดเร็ว” และย้ำว่าเหตุผลของปฏิบัติการโจมตีครั้งนี้ เนื่องจากรัฐบาลอิหร่านพยายามครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของภูมิภาคและโลก
โดนัลด์ ทรัมป์ ยังยืนยันว่า ปฏิบัติการทางทหารจะ “เดินหน้าต่อไป” แม้จะมีการสังหาร อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของ อิหร่าน ไปแล้วก็ตาม อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ ผู้นำสหรัฐยังไม่ได้เปิดเผยแผนการอย่างชัดเจนเกี่ยวกับอนาคตของอิหร่านหลังสงครามว่าจะเป็นอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลทั้งชุด หรือการเจรจากับกลุ่มอำนาจเดิมที่ยินยอมร่วมมือกับรัฐบาลวอชิงตัน
ขณะเดียวกัน นาง แคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว ปฏิเสธรายงานของ เดอะ วอลล์ สตรีท เจอร์นัล ที่ระบุว่า สหรัฐเตรียมสนับสนุนอาวุธให้กับกองกำลังชาวเคิร์ดในอิหร่าน เพื่อเปิดปฏิบัติการภาคพื้นดินในการลุกฮือต่อต้านรัฐบาลเตหะราน
อย่างไรก็ตาม โฆษกทำเนียบขาวยอมรับว่า รัฐบาลสหรัฐได้มีการหารือกับคณะผู้นำชาวเคิร์ดจริง ท่ามกลางความตึงเครียดที่ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคตะวันออกกลาง
"อิสราเอล" ยิงจรวดถล่ม "เลบานอน" มุ่งเป้าฐานบัญชาการฮิซบอลเลาะห์ เตือน ปชช.เร่งอพยพ
วันที่ 5 มี.ค. 2569 มีรายงานว่า กองทัพอิสราเอล เดินหน้าโจมตีเป้าหมายของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ในประเทศเลบานอน โดยกองกำลังป้องกันอิสราเอล ไอดีเอฟ แถลงว่า การโจมตีทางอากาศของอิสราเอลในช่วงข้ามคืนต่อเนื่องถึงวันที่ 5 มี.ค. พุ่งเป้าไปที่ศูนย์บัญชาการหลายแห่งของกองกำลังฮิซบอลเลาะห์ในกรุงเบรุต
โดย ไอดีเอฟ ระบุว่า การโจมตีครั้งนี้เป็นระลอกการโจมตีฐานข่าวกรอง โดยศูนย์บัญชาการแห่งหนึ่งเป็นฐานปฏิบัติงานของหน่วยอากาศยานของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ โดยตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา กองทัพอิสราเอลโจมตีหลายพื้นที่ในเลบานอน หลังจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ร่วมสู้กับอิหร่าน โดยเปิดฉากยิงจรวดโจมตีจากเลบานอนเข้าใส่อิสราเอล เพื่อแก้แค้นให้กับอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่านที่ถูกสังหารเสียชีวิต ในปฏิบัติการโจมตีอิหร่านของสหรัฐอเมริการ่วมกับอิสราเอลเมื่อวันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน อิสราเอล ได้ออกคำสั่งเตือนให้ประชาชนทางตอนใต้ของเลบานอน รวมถึงพื้นที่ใกล้กรุงเบรุตอพยพ เพื่อความปลอดภัย ก่อนที่กองทัพอิสราเอลจะปฏิบัติการทางทหารถล่มใส่เลบานอน
สหรัฐฯ ยอมรับ ยิงสกัดโดรนอิหร่านไม่หมด เล็งทำลายฐานปล่อยแทนการสกัดทั้งหมด
วันที่ 5 มี.ค. 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพสหรัฐฯ ได้แจ้งต่อสมาชิกรัฐสภาในการประชุมลับเมื่อวันที่ 3 มี.ค. ว่า กองทัพสหรัฐฯ อาจไม่สามารถสกัดโดรนของอิหร่าน ได้ทุกลำที่ถูกส่งมาโจมตีฐานทัพและทรัพย์สินทางทหารของสหรัฐฯ
เจ้าหน้าที่ซึ่งนำโดย Dan Caine ประธานคณะเสนาธิการร่วม ระบุว่า อิหร่านได้ใช้โดรนโจมตีแบบใช้ครั้งเดียวจำนวนหลายพันลำ แม้ว่าสหรัฐฯ จะมีศักยภาพในการยิงสกัดโดรนส่วนใหญ่ได้ แต่ก็ไม่สามารถทำลายได้ทั้งหมด
ด้วยเหตุนี้ ในการบรรยายสรุปลับต่อสมาชิกรัฐสภา กองทัพสหรัฐฯ จึงให้ความสำคัญกับการทำลายฐานปล่อยโดรนและขีปนาวุธของอิหร่านให้เร็วที่สุด เพื่อลดการโจมตีต่อฐานทัพและผลประโยชน์ของสหรัฐฯ
รายงานระบุว่า อิหร่านใช้โดรนรุ่น Shahed drone ซึ่งเป็นโดรนราคาประหยัดแบบโจมตีครั้งเดียว โดยโดรนชนิดนี้บินต่ำและมีความเร็วไม่สูง ทำให้สามารถหลบเลี่ยงระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบดั้งเดิมได้ดีกว่าขีปนาวุธ
เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ ยังมองว่า กลยุทธ์ของอิหร่านคือการบังคับให้สหรัฐฯ ต้องใช้ระบบสกัดกั้นขีปนาวุธราคาแพง เช่น Patriot missile system และ THAAD เพื่อรับมือกับโดรนราคาถูก ซึ่งทำให้ต้นทุนในการป้องกันสูงมาก
ด้านสมาชิกพรรคเดโมแครตระดับสูงใน United States Congress แสดงความกังวลว่า สหรัฐฯ กำลังใช้ระบบสกัดกั้นราคาแพงจำนวนมากเพื่อป้องกันอาวุธราคาถูกจากอิหร่าน ขณะที่พล.อ.เคนยอมรับถึงความกังวลดังกล่าว แม้จะยืนยันต่อสาธารณะว่าสหรัฐฯ ยังมีคลังอาวุธเพียงพอสำหรับภารกิจทั้งเชิงรุกและเชิงป้องกัน
“เรามีกระสุนที่มีความแม่นยำสูงเพียงพอสำหรับภารกิจที่กำลังดำเนินอยู่ ทั้งในด้านการโจมตีและการป้องกัน” พล.อ.เคนกล่าว
ทั้งนี้ รายงานระบุว่า ในช่วงแรกของความขัดแย้ง สหรัฐฯ ต้องใช้ค่าใช้จ่ายทางทหารสูงถึงประมาณ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวัน (ราว 6.3 หมื่นล้านบาท) ก่อนที่ค่าใช้จ่ายจะลดลงเหลือใกล้เคียง 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวัน (ประมาณ 3.16 หมื่นล้านบาท) และคาดว่าจะลดลงอีกเมื่อสถานการณ์ยืดเยื้อออกไป
กลุ่มเคิร์ด ประกาศเตรียมร่วมสงครามอิหร่าน ภายใน 7–10 วัน
วันที่ 5 มี.ค. 2569 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า กลุ่มชาวเคิร์ดที่ต่อต้านรัฐบาลอิหร่านกำลังเตรียมเข้าร่วมความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน ซึ่งอาจทำให้สถานการณ์ในภูมิภาคตึงเครียดและขยายวงมากขึ้น
รายงานระบุว่า กองกำลังชาวเคิร์ดซึ่งตั้งฐานอยู่ในเขตปกครองตนเองทางตอนเหนือของอิรัก กำลังเตรียมการปฏิบัติการทางทหารข้ามพรมแดนเข้าสู่อิหร่าน โดยมีข้อมูลว่าสหรัฐอเมริกาได้ติดต่อขอให้ชาวเคิร์ดในอิรักให้การสนับสนุนด้วย
กลุ่มชาวเคิร์ดเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในกองกำลังฝ่ายต่อต้านอิหร่านที่มีการจัดตั้งและฝึกฝนดีที่สุด โดยคาดว่ามีนักรบหลายพันคน หากเข้าร่วมสงครามจริง อาจสร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อรัฐบาลเตหะราน และยังเสี่ยงทำให้อิรักถูกดึงเข้าสู่ความขัดแย้งด้วย
คาลิล นาดีรี เจ้าหน้าที่ของพรรคเสรีภาพเคิร์ด (PAK) ซึ่งตั้งอยู่ในภูมิภาคเคิร์ดของอิรัก เปิดเผยเมื่อวันที่ 4 มี.ค. ว่า กองกำลังบางส่วนได้เคลื่อนกำลังไปยังพื้นที่ใกล้ชายแดนอิหร่านในจังหวัดสุไลมานิยาห์ และอยู่ในภาวะเตรียมพร้อมสำหรับปฏิบัติการ
เขายังระบุด้วยว่า ผู้นำชาวเคิร์ดได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เกี่ยวกับความเป็นไปได้ของปฏิบัติการทางทหาร แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม
ขณะที่รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ พีต เฮกเซธ ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 4 มี.ค. ว่า เป้าหมายของสหรัฐฯ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการสนับสนุนหรือจัดหาอาวุธให้กับกองกำลังใดโดยเฉพาะ แม้จะยอมรับว่าอาจมีหน่วยงานอื่นที่ดำเนินการในเรื่องดังกล่าว
หากกลุ่มชาวเคิร์ดจากอิหร่านและอิรักเข้าร่วมการสู้รบ จะถือเป็นการส่งกำลังภาคพื้นดินขนาดใหญ่เข้าสู่สมรภูมิเป็นครั้งแรก โดยกองกำลังเหล่านี้มีประสบการณ์การรบจากการต่อสู้กับกลุ่มรัฐอิสลาม (ISIS)
ด้านเจ้าหน้าที่จากกลุ่มโคมาลา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลุ่มชาวเคิร์ดในอิหร่าน เปิดเผยว่า กองกำลังของพวกเขากำลังเตรียมพร้อมที่จะข้ามพรมแดนภายใน 7-10 วัน และกำลังรอจังหวะที่เหมาะสมสำหรับการปฏิบัติการ
ชาวเคิร์ดในอิหร่านมีประวัติการต่อต้านรัฐบาลมาอย่างยาวนาน ทั้งในยุคสาธารณรัฐอิสลามปัจจุบันและในสมัยราชวงศ์ของชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี ก่อนการปฏิวัติอิสลามปี 1979 ซึ่งเคยเกิดการลุกฮือและการสู้รบกับกองกำลังรัฐบาลหลายครั้ง
อย่างไรก็ตาม แม้กลุ่มชาวเคิร์ดจะมีเป้าหมายร่วมกันในการโค่นล้มรัฐบาลอิหร่าน แต่ก็ยังมีความขัดแย้งกับฝ่ายต่อต้านอื่น ๆ โดยเฉพาะกลุ่มที่สนับสนุนเรซา ปาห์ลาวี มกุฎราชกุมารอิหร่านในต่างแดน ซึ่งกล่าวหาว่ากลุ่มเคิร์ดต้องการแบ่งแยกดินแดน
ขณะเดียวกัน ความเป็นไปได้ของปฏิบัติการดังกล่าวยังทำให้ผู้นำชาวเคิร์ดในอิรักต้องเผชิญสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อน เนื่องจากเกรงว่าการเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงอาจนำไปสู่การตอบโต้จากอิหร่าน
เจ้าหน้าที่ชาวเคิร์ดอิรัก 3 คนเปิดเผยกับสำนักข่าวเอพีว่า เมื่อคืนวันที่ 1 มี.ค. ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้โทรศัพท์หารือกับมาซูด บาร์ซานี และบาเฟล ทาลาบานี ผู้นำสองพรรคการเมืองใหญ่ของชาวเคิร์ดในอิรัก ได้แก่ พรรคประชาธิปไตยเคิร์ด (KDP) และพรรคสหภาพรักชาติเคิร์ด (PUK) เพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ในอิหร่าน
แหล่งข่าวระบุว่า ทรัมป์ได้ขอให้ผู้นำชาวเคิร์ดอิรักสนับสนุนกลุ่มชาวเคิร์ดอิหร่าน และเปิดพรมแดนเพื่อให้กองกำลังสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างสะดวก
อย่างไรก็ตาม แคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว กล่าวเพียงว่า ทรัมป์ได้หารือกับผู้นำชาวเคิร์ดเกี่ยวกับฐานทัพสหรัฐฯ ในภาคเหนือของอิรัก แต่ไม่ได้ยืนยันว่ามีข้อตกลงเกี่ยวกับแผนปฏิบัติการใดโดยเฉพาะ
ด้านเจ้าหน้าที่ชาวเคิร์ดอิรักยอมรับว่า มีความกังวลอย่างมากต่อความเสี่ยงในการตอบโต้จากอิหร่าน เนื่องจากในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา พื้นที่เคิร์ดในอิรักเผชิญการโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธหลายครั้ง โดยมีเป้าหมายทั้งฐานทัพสหรัฐฯ สถานกงสุลสหรัฐฯ ในเมืองเออร์บิล และฐานที่มั่นของกองกำลังชาวเคิร์ด
ขณะที่พรรค PUK ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า บาเฟล ทาลาบานี ได้หารือกับทรัมป์จริง และผู้นำสหรัฐฯ ได้อธิบายวิสัยทัศน์เกี่ยวกับเป้าหมายของสหรัฐฯ ในสงครามครั้งนี้ แต่พรรคยังย้ำว่าทางออกที่ดีที่สุดของสถานการณ์คือการกลับไปสู่โต๊ะเจรจา
ทั้งนี้ โฆษกรัฐบาลภูมิภาคเคิร์ดในอิรักปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเพิ่มเติมต่อประเด็นดังกล่าว