โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ม.หอการค้าฯ เตือน สงครามยืด 6 เดือน ฉุด GDP ไทย 2.31% เสียหาย 4.27 แสนลบ.

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินผลกระทบเบื้องต้นต่อเศรษฐกิจไทย จากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง และทำให้มีการปิดช่องแคปฮอร์มุซ ซึ่งเป็นช่องทางที่น้ำมันดิบในตลาดโลกถึง 20% หรือคิดเป็น 20 ล้านบาร์เรล/วัน จะต้องขนส่งผ่านเส้นทางนี้ โดยได้จัดทำเป็น 3 ฉากทัศน์ (Scenario) ตามระยะเวลาของความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ดังนี้

*กรณีที่ 1 ความขัดแย้งระยะสั้น (1 เดือน)

-คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 90 ดอลลาร์/บาร์เรล, ราคาก๊าซธรรมชาติ 15 ดอลลาร์/MMBTU ความขัดแย้งจำกัดวง และคลี่คลายได้เร็ว (โอกาสเกิด 45%)

- ต้นทุนพลังงาน (น้ำมัน+ก๊าซ) เพิ่มขึ้น 23,307 ล้านบาท, มูลค่าการส่งออกลดลง 32,510 ล้านบาท รายได้จากการท่องเที่ยวลดลง 8,970 ล้านบาท รวมผลกระทบทางเศรษฐกิจ 64,787 ล้านบาท กระทบต่อ GDP ให้ลดลง 0.35%

- ฐานะสุทธิกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ติดลบ 17,286 ล้านบาท รายได้จากภาษีสรรพสามิตที่ลดลง 3 บาท/ลิตร หายไป 9,265 ล้านบาท รวม Fiscal Cost ที่รัฐบาลต้องแบกรับ 26,551 ล้านบาท

*กรณีที่ 2 สงครามภูมิภาคยืดเยื้อ (3 เดือน)

-คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 90 ดอลลาร์/บาร์เรล, ราคาก๊าซธรรมชาติ 20 ดอลลาร์/MMBTU สงครามยืดเยื้อ ปิดช่องแคบฮอร์มุซยาวนาน (โอกาสเกิด 45%)

- ต้นทุนพลังงาน (น้ำมัน+ก๊าซ) เพิ่มขึ้น 80,019 ล้านบาท, มูลค่าการส่งออกลดลง 97,531 ล้านบาท รายได้จากการท่องเที่ยวลดลง 20,800 ล้านบาท รวมผลกระทบทางเศรษฐกิจ 198,350 ล้านบาท กระทบต่อ GDP ให้ลดลง 1.07%

- ฐานะสุทธิกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ติดลบ 44,736 ล้านบาท รายได้จากภาษีสรรพสามิตที่ลดลง 3 บาท/ลิตร หายไป 27,794 ล้านบาท รวม Fiscal Cost ที่รัฐบาลต้องแบกรับ 72,530 ล้านบาท

*กรณีที่ 3 สงครามขยายวงกว้าง (6 เดือน)

- คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 100 ดอลลาร์/บาร์เรล ราคาก๊าซธรรมชาติ 20 ดอลลาร์/MMBTU สงครามขยายวงกว้าง ไม่มีกำหนดยุติ (โอกาสเกิด 10%)

- ต้นทุนพลังงาน (น้ำมัน+ก๊าซ) เพิ่มขึ้น 202,885 ล้านบาท, มูลค่าการส่งออกลดลง 195,062 ล้านบาท รายได้จากการท่องเที่ยวลดลง 29,250 ล้านบาท รวมผลกระทบทางเศรษฐกิจ 427,197 ล้านบาท กระทบต่อ GDP ให้ลดลง 2.31%

- ฐานะสุทธิกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ติดลบ 96,186 ล้านบาท รายได้จากภาษีสรรพสามิตที่ลดลง 3 บาท/ลิตร หายไป 55,588 ล้านบาท รวม Fiscal Cost ที่รัฐบาลต้องแบกรับ 151,774 ล้านบาท

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า สำหรับความเป็นไปได้มากสุด คือสถานการณ์ความขัดแย้งกินเวลาประมาณ 2 เดือน ซึ่งมีโอกาสจะกระทบต่อ GDP ปีนี้ให้หายไปราว 1% โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะโตในกรอบ 1-1.6% แต่หากสถานการณ์รุนแรงกว่านั้น ก็อาจจะเหลือโตน้อยกว่า 1% ได้ และในกรณีที่ยืดเยื้อและบานปลาย ก็มีโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะหดตัว ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ ก็ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจของประเทศไทยที่ติดลบ แต่จะเป็นในทิศทางเดียวกันทั้งโลกที่เศรษฐกิจติดลบ

ทั้งนี้ ม.หอการค้าไทย ได้นำเสนอมาตรการบริหารราคาพลังงาน การยืดอายุกองทุนน้ำมันฯ และลดแรงกดดันต้นทุนพลังงานทั้งระบบ ดังนี้

1. ขยายเพดานการตรึงราคาน้ำมันดีเซล จาก 30 บาท เป็น 35 บาท/ลิตร โดยการขยับเพดานขึ้นครั้งละ 0.50-1.00 บาท ไปจนถึงระดับราคาที่ 35 บาท ซึ่งจะช่วยลดภาระกองทุนน้ำมันฯ รายวันลงได้ และยังเป็นการส่งสัญญาณทางจิตวิทยาแก่ตลาดว่ารัฐบาลสามารถบริหารจัดการได้

2. เพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซล จาก B7 เป็น B10 หรือ B20 โดยการขยับขึ้นอย่างน้อยถึง B10 ตามที่กระทรวงพลังงานเตรียมปรับ ซึ่งจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 14 มี.ค.นี้ จะช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันดีเซลนำเข้าได้โดยตรง

3. กดค่าการกลั่น (Refinery Margin) โดยในช่วงที่รัฐใช้เงินสาธารณะอุดหนุนราคาขายปลีกน้ำมันอยู่นี้ กระทรวงพลังงาน ควรเจรจากับโรงกลั่นให้ยึด Margin อ้างอิงตามอัตราปกติ จากปัจจุบันที่ค่าการกลั่นเพิ่มขึ้นไปแล้วเป็น 6 บาท/ลิตร จากเดิม 2 บาท/ลิตร

4. ลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ลงจากเดิม 3-5 บาท/ลิตร ซึ่งจะช่วยลดผลภาระประชาชนได้โดยตรง ทำให้ราคาน้ำมันถูกลง แม้รัฐจะสูญเสียรายได้ แต่ถือเป็น cost ที่คาดการณ์ได้ และมีกรอบเวลาที่ชัดเจน

5. มาตรการประหยัดพลังงาน และรณรงค์ลดการใช้น้ำมัน ซึ่งหากลดการใช้น้ำมันลงได้ 20% จะช่วยชดเชยกับอุปทานที่หายไปจากช่องแคบฮอร์มุซในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันได้

นายธนวรรธน์ เชื่อว่า รัฐบาลจะมีมาตรการเพียงพอในการรองรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งด่านแรก เป็นหน้าที่ของกองทุนน้ำมันฯ ที่จะเข้ามาช่วยดูแลเสถียรภาพราคาพลังงานในประเทศ และป้องกันราคาพลังงานที่ผันผวน ซึ่งอดีตที่ผ่านมา กองทุนน้ำมันฯ ก็เคยมีประสบการณ์ที่สถานะเงินกองทุนฯ ติดลบมาแล้ว

อย่างไรก็ดี เมื่อกองทุนน้ำมันฯ มีภาระสูงเกินไปจนถึงระดับแสนล้านบาท ก็เชื่อว่ารัฐบาลจะเลือกใช้ภาษีสรรพสามิตเข้ามาเป็นเครื่องมือในการดูแลราคาน้ำมันแทน เพราะไม่เช่นนั้นกองทุนน้ำมันจะมีภาระหนี้ในระดับที่สูงมาก แต่ทั้งนี้ ภาษีสรรพสามิตถือเป็นฐานสำคัญในการจัดเก็บรายได้เข้ารัฐ เพื่อทำให้การจัดเก็บรายได้งบประมาณแผ่นดินเป็นไปตามเป้าหมาย ดังนั้นเชื่อว่ารัฐบาลจะเลือกใช้มาตรการลดภาษีสรรพสามิตในกรณีที่จำเป็นจริง ๆ

ทั้งนี้ เชื่อว่ารัฐบาลทราบดีว่าการดูแลราคาพลังงาน มีความสำคัญมากในช่วงที่ราคาน้ำมันผันผวน แต่อยากจะฝากว่า ราคาพลังงานที่รัฐบาลดูแลอยู่ส่วนใหญ่ คือ ในภาคของประชาชน ซึ่งในภาคของผู้ประกอบการ ก็ต้องการได้ราคาน้ำมันที่เหมาะสมด้วย เพราะไม่เช่นนั้น หากต้นทุนของผู้ประกอบการเพิ่มสูงขึ้น ก็หลีกเลี่ยงยากที่จะไม่ผลักภาระไปยังผู้บริโภคด้วยการปรับขึ้นราคาสินค้า

"การดูแลในระยะต่อไป ในภาคของผู้ประกอบการก็มีความจำเป็น ตอนนี้ผู้ประกอบการขนส่งไม่ได้เติมน้ำมันที่ปั๊ม แต่ไปเติมจากโรงกลั่น หรือตลาดขายส่ง ซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่าหน้าปั๊มที่ประชาชนเติมอยู่ ทำให้สุดท้ายแล้ว ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นคือ ค่าขนส่งภายในประเทศจะสูงขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อราคาสินค้าโดยรวม แม้ผู้บริโภคจะได้รับการ save เงินจากราคาน้ำมันหน้าปั๊ม แต่ท้ายสุด ผลกระทบที่เกิดขึ้นคือ สินค้าจะมีการปรับขึ้นราคา เพราะค่าขนส่ง ซึ่งเห็นสัญญาณชัดแล้วตอนนี้ คือ การบินไทยประกาศขึ้นราคาค่าตั๋วโดยสาร ชัดเจนว่าราคาพลังงานที่สูงขึ้นนี้ หากไม่ดูแลในภาคขนส่ง จะกระเทือนทันที เพราะค่าระวางเรือก็เพิ่มขึ้น 3 เท่า ดังนั้น จึงอยากฝากว่า ถ้ารัฐบาลจะดูแลราคาพลังงานให้กับประชาชน ก็อยากให้ดูแลในภาคของผู้ประกอบการด้วย โดยทำความเข้าใจกับประชาชนว่า การดูแลผู้ประกอบการนั้น ก็เพื่อที่ว่าเมื่อผู้ประกอบการมีต้นทุนค่าขนส่งไม่สูง ก็จะไม่มีการผลักภาระค่าสินค้าไปยังประชาชน" นายธนวรรธน์ กล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...