การประชุมวงศ์ไพบูลย์ร่วมมหาเอเชียบูรพา (3)
My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง
การประชุมวงศ์ไพบูลย์ร่วมมหาเอเชียบูรพา (3)
การประชุมโตเกียว
การประชุมมหาเอเชียบูรพา (Greater East Asia Conference) หรือที่เรียกในภาษาญี่ปุ่นว่า Dai Toa Kaigi จัดขึ้นเมื่อวันที่ 5-6 พฤศจิกายน 2486 ณ กรุงโตเกียว ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ในช่วงสงครามโดยเฉพาะในมิติของการเมืองระหว่างประเทศและการโฆษณาชวนเชื่อ
ความสำคัญของการประชุมนี้ถือเป็นการประกาศอุดมการณ์ “เอเชียเพื่อชาวเอเชีย” การประชุมนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ผู้นำจากประเทศต่างๆ ในเอเชียมารวมตัวกัน โดยญี่ปุ่นต้องการแสดงให้โลกเห็นถึงความมุ่งมั่นในนโยบาย “วงศ์ไพบูลย์มหาเอเชียบูรพา” (Greater East Asia Co-Prosperity Sphere) เพื่อต่อต้านลัทธิล่าอาณานิคมของตะวันตก และประกาศย้ำว่า เอเชียควรได้รับการปกครองโดยชาวเอเชียด้วยกันเอง (กนต์ธีร์ ศุภมงคล, 2527, 112-113)
คำปราศรัยพระองค์วรรณฯ ที่โตเกียว
ที่โตเกียว ที่ประชุมผู้นำ 6 ชาติที่ถูกเชิญเข้าร่วมมีมติเอกฉันท์ยอมรับให้ “ญี่ปุ่นเป็นผู้นำของชาวเอเชียตะวันออก” และเมื่อไทยรับรองมติที่ประชุมผู้นำย่อมหมายความไทยรับรองรัฐบาลวัง จิงเว่ย แมนจูกัว ฟิลิปปินส์ พม่า อินโดนีเซีย และอินเดียไปด้วยเช่นกัน
พระองค์วรรณฯ หัวหน้าคณะผู้แทนไทยกล่าวสุนทรพจน์โดยทรงเน้นให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างประวัติศาสตร์ ความเป็นมาของเอเชียและยุโรป ซึ่งทรงเน้นในส่วนของเอเชียว่า “อาเซียเปนทวีปที่เปนบ่อเกิดแห่งความจเรินของมนุส ได้มีความจเรินถึงขีดสูงสุดแต่โบรานกาลมา ความจเรินนั้นเปนแสงสว่างอันบริสุทธิ์ ซึ่งส่องหยู่ไนจิตไจของมนุส ส่งเสิมไห้มนุสได้มีความจเรินถึงขีดสุดแต่โบรานกาลมา
ความจเรินนั้นเปนแสงสว่างอันบริสุทธิ์ ซึ่งส่องหยู่ไนจิตไจของมนุส ส่งเสิมไห้มนุสแสวงหาสันติสุข และกอบด้วยไมตรีจิตมิตรภาพ โดยยึดมั่นหยู่ไนหลักธัม นี่เปนหลักแห่งความจเรินประจำชาติไทย ซึ่งนับถือพระพุทธสาสนาเปนสาสนาของชาติ และหลักความจเรินดังกล่าว ก็เปนหลักวัธนธัมตามประเพนีนิยมของนานาชาติอาเซียทั่วไป หรืออีกนัยหนึ่ง ความจเรินตามประเพนีนิยมของอาเซียก็ได้แก่วัธนธัมนี้ ชาวตะวันตกก็รับรอง ดั่งปรากตไนคติพจน์ที่ว่า กดหมายจากตะวันตก แสงสว่างจากตะวันออก แสงสว่าง ex occidente lex, ex oriente lux”
วิพากษ์เจ้าอาณานิคมตะวันตก
ในขณะเดียวกัน พระองค์วรรณฯ ทรงกล่าวถึงกลุ่มประเทศยุโรปในลักษณะที่ว่าเป็นรูปแบบของอารยธรรมที่มุ่งความเจริญทางโลก โดยเน้นการพัฒนาด้านรัฐและเศรษฐกิจจึงเป็นเหตุของการขยายอำนาจและครอบครองดินแดนในลักษณะอาณานิคมเพื่อวัตถุดิบต่างๆ โดยเฉพาะในเอเชียไปใช้ประโยชน์ ดังคำกล่าวของพระองค์ที่ว่า
“ความจเรินของยุโรปเปนอีกรูปหนึ่ง คือ รูปอารยะธัม ซึ่งมีความมุ่งหมายที่จะส่งเสิมความจเรินทางโลก คือส่งเสิมกำลังของรัถและกำลังทางเสถกิจ ด้วยเหตุนี้ ไนสมัยปัจจุบันแห่งประวัติสาสตรสากล นานาชาติยุโรปจึงได้แผ่ออกไปจากยุโรป และฉเพาะอย่างยิ่ง เมื่อร้อยปีกว่ามานี้ อังกริดและสหรัถอเมริกาได้แผ่อำนาดมาไนมหาอาเซียบูรพา โดยเอาดินแดนในภูมิภาคนี้เปนอานานิคมบ้าง และเปนแหล่งไช้ประโยชน์เฉพาะตนสำหรับเอาสัมภาระดิบไปประดิถสินค้าสำเหร็ดรูป และสำหรับเอาสินค้าสำเหร็ดรูปมาจำหน่ายเปนตลาดของตนบ้าง
ฉะนั้น บันดาประเทศไนมหาอาเซียบูรพาจึงต้องสูญเสียเอกราชและอธิปไตยไป หรือมิฉะนั้นก็ต้องถูกจำกัดเอกราช และอธิปไตยโดยระบอบสภาพนอกอานาเขตและโดยสนธิสัญญาไม่เสมอภาค ไม่มีการถ้อยทีถ้อยปติบัติต่อกันตามหลักกดหมายระหว่างประเทส อาเซียแทนที่จะเปนทวีปอันกอบด้วยความเปนปึกแผ่นทางการเมือง” (วิรัช ศรีพงษ์, 2567, 69)
ความสำคัญของวงศ์ไพบูลย์ร่วมมหาเอเชียบูรพา
พระองค์ทรงกล่าวถึงนโยบายของญี่ปุ่นในลักษณะที่สนับสนุนโดยทรงให้คำอธิบายจากหลักการของการก่อตั้งวงศ์ไพบูลย์ กล่าวคือ “ฮักโก อิจิว (Hakko Ichiu)” ซึ่งเป็นหลักการที่เน้นความยุติธรรม หลักธรรม และสันติภาพ พร้อมกันนี้ ยังได้ทรงกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและญี่ปุ่นที่มีมาอย่างยาวนานและความช่วยเหลือที่ญี่ปุ่นได้ช่วยเป็นผู้ไกล่เกลี่ยให้ประเทศไทยสามารถได้ดินแดนคืน ดังปรากฏตามคำที่ทรงกล่าวว่า
“ดังเช่นไนกรนีพิพาทระหว่างอินโดจีนฝรั่งเสสกับประเทสไทย ไนเมื่อประเทสไทยขอดินแดนบางส่วนกลับคืนมาจากฝรั่งเสส เพื่อจะได้สถาปนามิตรภาพระหว่างประเทสทั้งสองไห้ปราศจากความหม่นหมอง เนื่องจากการที่ต้องเสียดินแดนของชาติไปนั้น รัถบาลยี่ปุ่นก็ได้กรุนาทำการไกล่เกลี่ยไห้เปนที่ตกลงกันตามความยุติทัม ทั้งนี้ ประชาชาติไทยจะไม่ลืมอุปการะคุนของประเทสยี่ปุ่นเลย”
นอกจากนี้ ทรงกล่าวถึงการที่ญี่ปุ่นได้คืนเอกราชให้กับจีน พม่า และฟิลิปปินส์ โดยมีการพูดถึงประเทศข้างต้นในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของมหาเอเชียบูรพา โดยทรงเน้นให้เห็นว่ามหาเอเชียบูรพาไม่ได้เป็นเพียงชื่อในทางภูมิศาสตร์ แต่เป็น “วงศ์ไพบูลร่วมกัน” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงนัยการเป็นแนวคิดร่วมกันของประเทศในเอเชียเอง อย่างไรก็ดี พระองค์ได้ทรงระบุถึงประเด็นการเคารพเอกราชและอธิปไตยของกันและกัน รวมถึงการเจริญความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจต่อกันในลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัยทั้งต่อประเทศในวงศ์ไพบูลแห่งมหาเอเชียบูรพากันเองและประเทศ (วิรัช ศรีพงษ์, 2567, 69-70)
หัวหน้าคณะผู้แทนไทยกล่าวปิดท้ายว่า “…ความคิดเห็นของรัฐบาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในเรื่องการดำเนินสงครามมหาเอเชียบูรพา และการสถาปนาวงศ์ไพบูลย์ร่วมแห่งมหาเอเชียบูรพานี้เห็นว่า แนวทางที่ปฏิบัติมาแล้ว เฉพาะอย่างยิ่งแนวทางตามหลักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศญี่ปุ่นกับประเทศไทยนั้นเป็นการเหมาะสมดีแล้ว กิจอันพึงกระทำก็คือการส่งเสริมมิตรภาพ ความร่วมมือและความเข้าใจอันดีซึ่งมีอยู่แล้วโดยผาสุกนั้นให้กระชับสนิทสนมกันยิ่งขึ้นเพื่อเป็นกำลังแรงและกำลังใจอันเป็นหนึ่งเดียวกัน ดำเนินการสงครามและการสถาปนาวงศ์ไพบูลย์ร่วมแห่งมหาเอเชียบูรพาให้บรรลุผลสำเร็จในที่สุด…” (สมโชค สวัสดิรักษา, 97)
ทั้งนี้ การประชุมวงศ์ไพบูลย์ร่วมมหาเอเชียบูรพาเป็นเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามถือเป็นการประชุมสุดยอดระดับนานาชาติที่จัดขึ้นโดยจักรวรรดิญี่ปุ่น ผู้นำของกลุ่มประเทศในวงศ์ไพบูลย์ร่วมแห่งมหาเอเชีย โดยมีผู้นำทางการเมืองของรัฐบาลต่างๆ ที่ญี่ปุ่นสนับสนุนหรือเป็นพันธมิตรเข้าร่วม 6 ประเทศ ประกอบด้วย บามอ-พม่า, จางจิงฮุย-แมนจูกัว, วัง จิงเว่ย-สาธารณรัฐจีน, พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร-ไทย, โฮเซ เป. ลอเรล-สาธารณรัฐฟิลิปปินส์, สุภาษ จันทระ โพส-อินเดีย การประชุมครั้งนี้ที่ประชุมต้องการยืนยันในการขับไล่มหาอำนาจตะวันตกออกจากเอเชีย
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : การประชุมวงศ์ไพบูลย์ร่วมมหาเอเชียบูรพา (3)
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly