“เนทันยาฮู” บินพบ “ทรัมป์” กดดันสหรัฐอย่าจบแค่ดีลนิวเคลียร์อิหร่าน
หลังทรัมป์ส่งสัญญาณอาจยอมรับดีลอิหร่านแบบจำกัดวง "เนทันยาฮู" เดินทางด่วนพบผู้นำสหรัฐ กดดันสหรัฐอย่าจบแค่ดีลนิวเคลียร์อิหร่าน
วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 12.59 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล มีกำหนดเข้าพบโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดี สหรัฐ ที่ทำเนียบขาวในวันนี้ (11 ก.พ.2569) ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นของอิสราเอลว่าสหรัฐอาจเดินหน้าไปสู่ข้อตกลงทางการทูตกับอิหร่านในลักษณะจำกัดวงแคบเฉพาะประเด็นนิวเคลียร์
การเดินทางเยือนกรุงวอชิงตันอย่างเร่งด่วนครั้งนี้ เนทันยาฮูเตรียมใช้โอกาสกดดันทรัมป์ให้ผลักดันข้อตกลงที่ครอบคลุมกว่านั้น โดยต้องรวมถึงการลดบทบาททางทหารของอิหร่านในตะวันออกกลาง การจำกัดโครงการขีปนาวุธพิสัยไกล และการยุติการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธที่อิหร่านหนุนหลัง เช่น ฮามาสในกาซา ฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน และกลุ่มฮูตีในเยเมน
ท่าทีดังกล่าวสะท้อนความไม่สบายใจของอิสราเอล หลังทรัมป์ให้สัญญาณเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า ข้อตกลงที่มุ่งเฉพาะประเด็นนิวเคลียร์ก็ถือว่ายอมรับได้ ภายหลังการเริ่มต้นเจรจากับอิหร่านที่ประเทศโอมาน
ขณะเดียวกัน ทรัมป์ ซึ่งเพิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลเวเนซุเอลาด้วยปฏิบัติการทางทหาร ได้สั่งระดมเรือรบและเครื่องบินขับไล่สหรัฐเข้าประจำการใกล้อิหร่าน เพื่อตอบโต้การปราบปรามผู้ประท้วงครั้งใหญ่ของรัฐบาลเตหะรานในช่วงปลายเดือนธันวาคมและมกราคมที่ผ่านมา พร้อมขู่ว่าจะโจมตีอิหร่าน หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้
ทรัมป์เปิดเผยกับสำนักข่าว Axios เมื่อวันอังคารว่า กำลังพิจารณาส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินชุดที่สองเข้าสู่ตะวันออกกลาง เพื่อเตรียมความพร้อมหากการเจรจาล้มเหลว อย่างไรก็ดีฝ่ายบริหารของเขายังคงส่งสัญญาณที่คลุมเครือเกี่ยวกับเงื่อนไขที่สหรัฐจะยอมรับจากอิหร่าน
ด้านเนทันยาฮูมองว่านี่เป็นโอกาสพิเศษที่จะทำลายขีดความสามารถด้านขีปนาวุธของอิหร่าน และบีบให้เตหะรานยุติการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาค ขณะที่เจ้าหน้าที่อิสราเอลบางส่วนถึงขั้นเสนอว่า สหรัฐควรเดินหน้าโจมตีและมุ่งโค่นล้มระบอบศาสนาที่เป็นศัตรูกับทั้งสหรัฐและอิสราเอลมายาวนานกว่า 45 ปี
เอลี โคเฮน รัฐมนตรีพลังงานของอิสราเอล ให้สัมภาษณ์กับสถานีวิทยุ Kan ว่า “สารหลักที่นายกรัฐมนตรีจะสื่อถึงทรัมป์ คือ แทบไม่มีคุณค่าใด ๆ ในการเจรจากับอิหร่าน เพราะอิหร่านไม่เคยปฏิบัติตามพันธกรณีที่ให้ไว้”
เนทันยาฮูย้ำว่า การเจรจาใด ๆ กับอิหร่านต้องรวมถึงข้อจำกัดด้านขีปนาวุธ และการยุติการสนับสนุนเครือข่ายพันธมิตรของอิหร่าน
ท่าทีแข็งกร้าวนี้ถือเป็นสัญญาณความเห็นต่างที่หาได้ยากระหว่างพันธมิตรใกล้ชิด ซึ่งเมื่อเดือนมิถุนายนปีก่อน เพิ่งร่วมกันโจมตีเป้าหมายทางทหารและโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมของอิหร่าน
มิริ เรกาฟ รัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีความมั่นคงของอิสราเอล กล่าวว่า “หากเราพลาดโอกาสนี้ ทั้งที่ประชาชนอิหร่านกำลังต่อต้านรัฐบาลของตนเอง และผู้เห็นต่างกำลังถูกสังหาร เราคงต้องโทษตัวเอง” พร้อมส่งสัญญาณว่า อิสราเอลอาจพิจารณาโจมตีอิหร่านฝ่ายเดียว
อย่างไรก็ตามทำเนียบขาวพยายามลดกระแสข่าวความร้าวฉาน โดยโฆษกหญิง แอนนา เคลลี ระบุว่า ทรัมป์และเนทันยาฮูมีความสัมพันธ์ที่ดี และอิสราเอลไม่เคยมีมิตรที่ดีกว่าสหรัฐภายใต้การนำของทรัมป์
นักวิเคราะห์อย่างโจนาธาน พานิคอฟ จาก Atlantic Council มองว่า เนทันยาฮูจะพยายามกดดันไม่ให้ทรัมป์ยอมรับข้อตกลงที่อ่อนแอกับอิหร่าน เพราะอิสราเอลกังวลว่าความต้องการประกาศชัยชนะทางการทูตของทรัมป์ อาจบดบังผลกระทบด้านความมั่นคงในระยะยาว
ความเสี่ยงของการใช้กำลังทหารยังสูงมากสำหรับทรัมป์ โดยอิหร่านเตือนว่า การโจมตีของสหรัฐอาจจุดชนวนสงครามภูมิภาค และนำไปสู่การตอบโต้ต่ออิสราเอลและฐานทัพสหรัฐทั่วตะวันออกกลาง ซึ่งได้ช่วยผลักดันราคาน้ำมันเบรนท์ปรับขึ้นเกือบ 14% ตั้งแต่ต้นปี มาอยู่เหนือระดับ 69 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
นักกลยุทธ์ของ RBC Capital Markets มองว่า ความกังวลต่อราคาน้ำมันที่อาจพุ่งสูงกว่านี้ อาจทำให้ทำเนียบขาวเลือกเส้นทางการทูตในท้ายที่สุด
ขณะเดียวกัน การเจรจาระหว่างสหรัฐกับอิหร่านที่โอมาน ซึ่งนำโดย สตีฟ วิทคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษของสหรัฐฯ และได้รับการสนับสนุนจากรัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ คาดว่าจะมีรอบที่สองในสัปดาห์หน้า แม้ทั้งสองฝ่ายระบุว่าการพูดคุยรอบแรกเป็นไปในเชิงบวก แต่ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากยังสงสัยว่าจะสามารถลดช่องว่างความเห็นต่างได้จริงหรือไม่
อิหร่านยืนยันว่าการเจรจาควรจำกัดอยู่ที่ประเด็นนิวเคลียร์เท่านั้น แม้ประเทศจะถูกโจมตีเมื่อปีที่แล้ว แต่ยังคงมีขีดความสามารถด้านขีปนาวุธ โดรน และอาวุธร่อน ที่สามารถโจมตีเป้าหมายทั่วตะวันออกกลางได้
นอกเหนือจากอิหร่าน ผู้นำทั้งสองยังเตรียมหารือสถานการณ์ในกาซา ซึ่งสหรัฐพยายามต่อยอดจากการหยุดยิงที่เปราะบางมา 4 เดือน สู่แผนสันติภาพและฟื้นฟูพื้นที่ระยะยาว รวมถึงประเด็นเวสต์แบงก์ และแนวคิดการจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์ ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการทำให้อิสราเอลสามารถสถาปนาความสัมพันธ์กับประเทศอาหรับและมุสลิมเพิ่มเติมในอนาคตได้
อ้างอิง : www.bloomberg.com