โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ยางรถยนต์ไม่ได้มีไว้แค่หมุน รหัสลับบนแก้มยางและการเลือกดอกยางให้เป๊ะ

Amarin TV

อัพเดต 20 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ยางรถยนต์ไม่ได้มีไว้แค่หมุน เจาะลึกรหัสลับบนแก้มยางและการเลือกดอกยางให้เป๊ะกับไลฟ์สไตล์

ท่ามกลางชิ้นส่วนนับหมื่นชิ้นของรถยนต์ "ยางรถยนต์" คือส่วนประกอบเพียงหนึ่งเดียวที่สัมผัสกับพื้นถนนตลอดเวลา แต่กลับเป็นส่วนที่ถูกละเลยมากที่สุดอย่างน่าเสียดาย หลายคนมองว่ายางเป็นเพียงก้อนยางวงกลมสีดำที่มีหน้าที่แค่หมุนไปตามแรงส่งของเครื่องยนต์ ทั้งที่ในความเป็นจริง ยางคือตัวกำหนดสมรรถนะการยึดเกาะ ระยะเบรกฉุกเฉิน และความนุ่มนวลตลอดการเดินทาง การเข้าใจ "ภาษา" ที่ยางพยายามสื่อสารผ่านตัวเลขและสัญลักษณ์บนแก้มยาง รวมถึงการรู้จักประเภทดอกยางที่เหมาะสมกับพฤติกรรมการขับขี่ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของเทคนิคเครื่องยนต์ แต่เป็นเรื่องของการลงทุนเพื่อความปลอดภัยที่จะช่วยให้คุณควบคุม "วินาทีชีวิต" บนท้องถนนได้อย่างมั่นใจ

ไขรหัสลับบนแก้มยาง ภาษาที่บอกทุกอย่างที่คุณต้องรู้

เมื่อเราก้มมองที่แก้มยาง เราจะเห็นชุดตัวเลขและตัวอักษรที่ดูซับซ้อน เช่น 205/55 R16 91V ซึ่งชุดรหัสเหล่านี้คือบัตรประจำตัวประชาชนของยางที่บอกสเปกไว้อย่างครบถ้วน ตัวเลขแรกอย่าง 205 คือความกว้างของหน้ายางที่มีหน่วยเป็นมิลลิเมตร ยิ่งกว้างยิ่งเกาะถนนแต่ก็อาจจะกินน้ำมันเพิ่มขึ้น ตามมาด้วยตัวเลข 55 ซึ่งคือซีรีส์ยางหรือความสูงของแก้มยาง โดยคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของความกว้างหน้ายาง ยางซีรีส์ต่ำจะให้ความมั่นใจในการเข้าโค้งแต่จะมีความกระด้างสูงกว่ายางซีรีส์สูง

ตัวอักษร R ย่อมาจาก Radial ซึ่งเป็นโครงสร้างยางมาตรฐานในปัจจุบัน ตามด้วยเลข 16 คือขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของวงล้อหรือแม็กนั่นเอง ส่วนที่สำคัญที่สุดแต่คนมักมองข้ามคือ 91V ตัวเลข 91 คือดัชนีการรับน้ำหนัก และตัวอักษร V คือสัญลักษณ์ความเร็วสูงสุดที่ยางเส้นนี้รับได้ นอกจากนี้ยังมีรหัส DOT ที่บอกสัปดาห์และปีที่ผลิต เช่น 1225 หมายถึงผลิตในสัปดาห์ที่ 12 ของปี 2025 การอ่านรหัสเหล่านี้เป็นจะช่วยให้คุณไม่โดนหลอกเวลาเปลี่ยนยางใหม่ และมั่นใจได้ว่ายางเส้นนั้นรองรับสมรรถนะรถของคุณได้อย่างแท้จริง

เลือกดอกยางให้ถูกงาน พฤติกรรมการขับขี่คือตัวตัดสิน

ดอกยางไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อความสวยงาม แต่ถูกคิดค้นมาเพื่อวัตถุประสงค์ที่ต่างกัน หากคุณเป็น "นักขับในเมือง" ที่เน้นความเงียบและประหยัดน้ำมัน ดอกยางแบบ ลายละเอียด (Rib Pattern) ที่มีลักษณะเป็นร่องยาวตามแนวเส้นรอบวงจะตอบโจทย์ที่สุด เพราะช่วยลดแรงเสียดทานและให้การขับขี่ที่นุ่มนวล แต่หากคุณเป็น "สายลุยหรือชอบขับออกต่างจังหวัด" ดอกยางแบบ ลายบล็อก (Block Pattern) ที่มีร่องยางลึกและกว้างจะช่วยในการตะกุยดินทรายและการสลัดโคลนได้ดีกว่า

สำหรับผู้ที่ชอบขับขี่ด้วยความเร็วสูงหรือต้องการการตอบสนองที่แม่นยำ ดอกยางแบบ ทิศทางเดียว (Directional) ที่มีลักษณะเป็นรูปตัว V จะช่วยในการรีดน้ำออกจากหน้ายางได้อย่างรวดเร็ว ลดอาการเหินน้ำ (Hydroplaning) ได้ดีเยี่ยม แต่ยางประเภทนี้จะมีข้อจำกัดในการสลับยางที่ต้องสลับไปข้างหน้าหรือข้างหลังเท่านั้น ไม่สามารถสลับไขว้ได้ การเลือกดอกยางให้ตรงกับเส้นทางที่คุณใช้เป็นประจำจะช่วยยืดอายุการใช้งานของยางและเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนนให้สูงสุด

สัญญาณเตือนเมื่อยางเริ่มประท้วง

ยางรถยนต์ที่เสื่อมสภาพมักจะส่งสัญญาณเตือนผ่าน "ความรู้สึก" และ "เสียง" หากคุณเริ่มได้ยินเสียงหอนดังขึ้นเรื่อยๆ ขณะขับขี่ หรือรู้สึกว่ารถสั่นสะเทือนผิดปกติที่พวงมาลัย นั่นอาจหมายถึงยางเริ่มบวมหรือหน้ายางสึกไม่เท่ากัน อีกจุดที่สำคัญคือ "สะพานยาง" (Tread Wear Indicator) ซึ่งเป็นสันนูนเล็กๆ ในร่องยาง หากดอกยางสึกจนถึงระดับเดียวกับสะพานยางนี้ นั่นคือสัญญาณสุดท้ายที่บอกว่า "ต้องเปลี่ยนยางทันที" เพราะความสามารถในการรีดน้ำจะหายไปเกือบหมด ทำให้รถลื่นไถลได้ง่ายเมื่อฝนตก

ทริกการเช็กลมยางตามฤดูกาล เมื่อ "อากาศเย็น" ทำให้ยางหดตัว

นอกจากรหัสบนแก้มยางและลายดอกยางแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยที่มือใหม่และมือโปรมักมองข้ามคือ "ความสัมพันธ์ของอุณหภูมิและลมยาง" โดยเฉพาะในช่วงที่อากาศเย็นลงอย่างเห็นได้ชัดในขณะนี้

  • อากาศเย็น ลมยางอ่อน ตามหลักฟิสิกส์ เมื่ออุณหภูมิลดลง มวลอากาศภายในยางจะเกิดการหดตัว ส่งผลให้ความดันลมยางลดลงตามไปด้วย (โดยเฉลี่ยอุณหภูมิที่ลดลงทุก 5-6 องศาเซลเซียส อาจทำให้ลมยางลดลงประมาณ 1 PSI) ดังนั้นในช่วงเช้าที่อากาศเย็น คุณอาจรู้สึกว่ารถอืดขึ้นหรือหน้ายางดูแบนกว่าปกติ
  • ตรวจเช็คในขณะยางเย็น การเช็คลมยางที่แม่นยำที่สุดคือการเช็คในช่วงเช้า หรือหลังจากจอดรถสนิทมาแล้วอย่างน้อย 3 ชั่วโมง เพราะการขับขี่จะทำให้เกิดความร้อนและมวลอากาศขยายตัว ซึ่งจะทำให้ค่าที่วัดได้คลาดเคลื่อนสูงกว่าความเป็นจริง
  • ปรับค่าให้เหมาะสมกับฤดูกาล ในช่วงฤดูหนาวหรือช่วงที่มีอากาศเย็นจัด แนะนำให้เติมลมยางเพิ่มจากค่ามาตรฐานที่ระบุข้างประตูรถประมาณ 1-2 PSI เพื่อชดเชยการหดตัวของอากาศ และช่วยให้หน้ายางไม่สึกหรอผิดปกติจากการขับขี่ขณะลมยางอ่อน

ยางรถยนต์ คือปราการด่านแรกและด่านสุดท้ายระหว่างรถกับพื้นถนน การรู้จักเลือกยางให้ถูกขนาด อ่านรหัสแก้มยางให้ขาด และเลือกดอกยางให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้งาน ไม่เพียงแต่จะช่วยให้คุณประหยัดค่าน้ำมันและค่าซ่อมแซมจากการสึกหรอที่ผิดปกติ แต่ยังเป็นการดูแลชีวิตและทรัพย์สินที่คุ้มค่าที่สุดอย่างหนึ่ง เพราะในทุกทางโค้งหรือทุกจังหวะเบรกกะทันหัน ความกว้างเพียงไม่กี่นิ้วของหน้ายางคือสิ่งเดียวที่ยึดโยงคุณไว้กับความปลอดภัย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...