โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ตลาดน่าสนทว่าอาจไม่เสี่ยงมาก ปี 2026

Finnomena

เผยแพร่ 15 ม.ค. เวลา 04.45 น. • MacroView

ผมมองว่าตลาดที่ดูน่าสนใจแถมดูอาจไม่เสี่ยงมาก โดยที่ไม่ใช่ตลาดหุ้นแนว AI ในปี 2026 มีดังนี้

Global Dividend Stock

จากความไม่แน่นอนของการเปลี่ยนผ่านตัวประธานธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด จาก เจย์ พาวเวล ที่ตำแหน่งประธานเฟดของเขาจะครบวาระในเดือนพฤษภาคมปีนี้ โดยตัวเก็งที่จะมาสานต่อได้แก่ เควิน ฮาสเส็ตต์ และ เควิน วอร์ชนั้น ปรากฎว่า ได้เกิดเหตุการณ์ที่ถือว่าเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดความสั่นคลอนต่อความน่าเชื่อถือของเฟด นั่นคือ การออกหมายศาลจาก District of Columbia ว่าด้วยคดีอาชญากรรมเกี่ยวกับทุจริตการก่อสร้างต่อเติมอาคารเฟด จากคำให้การต่อสภาคองเกรสของพาวเวลเมื่อกลางปีที่แล้ว ทำให้ช่วงรอยต่อดังกล่าวในช่วงกลางปีนี้มีความไม่แน่นอนสูงขึ้นมาก นอกจากนี้ ประธานเฟดท่านใหม่น่าจะทำงานได้ยากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนเริ่มต้นใหม่ ๆ ผมจึงมองว่าหุ้นกลุ่มที่เน้นความแน่นอนของเงินปันผล น่าจะดูเป็นต่อหุ้นในสาย Growth ที่พึ่งพาการเพิ่มขึ้นของค่า P/E เป็นหลัก

กระนั้นก็ดี การพึ่งพาเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐน่าจะดูมีความเสี่ยงมากจนเกินไปในการลงทุน ณ วันนี้ จึงเห็นควรขยายขอบข่ายตลาดการลงทุนไปทั่วโลกทั้งในยุโรปและเอเชีย ดังนั้นหุ้นกลุ่ม Global Dividend ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเซกเตอร์อุตสาหกรรม การเงิน และโครงสร้างปัจจัยพื้นฐาน ดูมีความน่าสนใจสำหรับในช่วงเวลานี้

US Bank

ในปีนี้ ถือว่ามีหลายปัจจัยที่น่าจะช่วยส่งผลดีต่อแบงก์สหรัฐ ดังนี้

ปัจจัยแรก ได้แก่ การผ่อนคลายเกณฑ์กำกับสถาบันการเงินของเฟด ที่คาดว่ากำลังจะออกมาเป็นกฎหมายในปีนี้ สิ่งนี้น่าจะทำให้แบงก์สหรัฐมีเงินกองทุนเหลือเพิ่มขึ้นจากปริมาณที่บังคับตามกฎหมายเพื่อนำมาในการปล่อยกู้สินเชื่อได้เพิ่มขึ้น

สอง ในปีนี้ คาดว่าตลาดหุ้นสหรัฐจะมีดีลการควบรวมกิจการบริษัทในอุตสาหกรรมต่างๆอยู่ค่อนข้างมาก อาทิ เซกเตอร์ Healthcare, ธนาคารขนาดเล็ก และ เทคโนโลยีที่เกี่ยวกับ AI ซึ่งแบงก์ใหญ่สหรัฐน่าจะมีรายได้และกำไรจากส่วนนี้มากขึ้นจากปีก่อน ๆ

สาม ได้แก่ ตลาดสินเชื่อและหุ้นกู้ รวมถึงดีลตราสารหนี้ โดยบริษัทเทคโนโลยี นอก BigTech 7 บริษัทหลัก ยังคงต้องการใช้บริการของสถาบันการเงินอยู่ค่อนข้างมาก เนื่องจากบริษัทเหล่านี้ จำเป็นต้องลงทุนเพื่อไม่ให้ตกขบวนรถไฟอุตสาหกรรม AI ที่คาดว่ากำลังจะมาถึง เพียงลำพังกระแสเงินสดที่ได้รับจากธุรกิจของบริษัทย่อมจะไม่เพียงพอที่จะใช้เป็นแหล่งเงินสำหรับการสร้าง Infrastructure ของ AI แม้แต่บรรดาบริษัท 7 นางฟ้า ยังจำเป็นต้องใช้หุ้นกู้กันบ้างแล้ว

อย่างไรก็ดี แม้แบงก์จะมีคู่แข่งจากบริษัท Private Equity และเฮดจ์ฟันด์ อาทิ Apollo, Citadel หรือ Millenium Capital ก็ตาม ทว่าบริษัทเหล่านี้มักจะไม่ยอมทำดีลขนาดเล็ก ซึ่งทำให้ยังมีช่องว่างธุรกิจในเซกเตอร์นี้ให้กับแบงก์อีกมาก

ท้ายสุด เศรษฐกิจสหรัฐไม่ได้ซบเซาอย่างที่กังวลไว้ก่อนหน้าในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ทำให้รายได้จากดอกเบี้ยยังคงเติบโตได้ดีและสัดส่วนหนี้เสียต่อสินเชื่อรวมยังไม่คงสูงมากเมื่อเทียบกับในอดีต ตามที่บรรดาแบงก์สหรัฐเพิ่งรายงานผลประกอบการในสัปดาห์นี้

อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนของนโยบาย Affordability ของทรัมป์ อาทิ การจำกัดอัตราดอกเบี้ยค่าปรับของบัตรเครดิตไว้ที่ไม่เกิน 10% รวมถึงนโยบายอื่นๆที่คาดว่าจะออกมาช่วยเหลือความเป็นอยู่ของชาวสหรัฐที่มีรายได้น้อย น่าจะเป็นความเสี่ยงด้านนโยบายที่มองไม่เห็นสำหรับหุ้นกลุ่มแบงก์ของสหรัฐในปีนี้ นอกจากนี้ นโยบายของทรัมป์ที่เอื้อต่อการออกตราสารทางการเงินในตลาด Private Asset อาทิ การอนุญาตให้เป็นสินทรัพย์ที่คนทำงานในบริษัทสหรัฐสามารถเลือกลงทุนเป็นสินทรัพย์การออมเพื่อพอร์ตการเกษียณได้นั้น จะทำให้บริษัทแนว Private Equity ได้เปรียบมากขึ้น ซึ่งถือเป็นคู่แข่งสำหรับแบงก์ต่าง ๆ ในสหรัฐ

ตลาดเกิดใหม่ หรือ Emerging Market (EM)

จากการที่ธนาคารกลางสหรัฐเริ่มลดดอกเบี้ยลงในเดือนกันยายน 2024 จนถึงเดือนธันวาคม 2025 มาอยู่ที่ระดับ 3.75%

โดยในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยสหรัฐเริ่มลดลงในรอบนี้ สามารถแบ่งเป็น 2 ช่วง ได้แก่ การลดลง 1% ระหว่างเดือนกันยายน ถึง ธันวาคม 2024 ซึ่งตรงนี้ ค่าเงินดอลลาร์ยังแข็งเนื่องจากความมั่นใจต่อการขึ้นมาดำรงตำแหน่งผู้นำของโดนัลด์ ทรัมป์ จากนั้นเฟดหยุดลดดอกเบี้ยไป 9 เดือน ตรงช่วงนี้ มาตรการ Tariff ของทรัมป์ในช่วง Liberation day ได้ป่วนตลาดทั่วโลก จนกระทั่งเฟดมาลดดอกเบี้ยลงอีก 0.75% มาอยู่ที่ระดับ 3.75% ระหว่างเดือนกันยายน ถึง ธันวาคม 2025 ซึ่งจุดนี้เอง ที่ตลาดเริ่มปรับตัวกับมาตรการ Tariff ของทรัมป์ได้แล้ว รวมถึงระดับอัตราดอกเบี้ยสหรัฐก็ลดลงมาในระดับสูงกว่าระดับธรรมชาติเล็กน้อย ที่สำคัญค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าลงส่วนหนึ่งจากความไม่เชื่อมั่นว่าสหรัฐจะเป็นมหาอำนาจทางการเมืองของโลกในอนาคตหรือไม่ ซึ่ง EM ถือว่าเริ่มจะเข้ามาสู่จุดที่น่าสนใจค่อนข้างมากเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 15 ปี

จากตรงจุดนี้ เฟดยังลดดอกเบี้ยต่อได้อีกพักหนึ่ง ซึ่งทำให้ธนาคารกลาง EM ก็สามารถจะลดดอกเบี้ยได้อีกเช่นกัน นอกจากนี้ Real yield ของประเทศ EM ส่วนใหญ่ยังเป็นบวกอยู่ ยิ่งจะทำให้ธนาคารกลาง EM สามารถลดดอกเบี้ยลงไปจากจุดนี้ได้พอสมควร ทั้งนี้ค่าเงินดอลลาร์กำลังอ่อนค่าอยู่นี้ ก็ไม่ส่งผลเชิงลบต่อ EM เช่นกัน แถมยังทำให้อัตราเงินเฟ้อต่ำและสามารถเลื่อนการขึ้นดอกเบี้ยได้อีกด้วย

ตลาด EM ที่น่าสนใจ ผมยังมองเป็นตลาดเกิดใหม่หลัก อย่าง ไต้หวัน เกาหลีใต้ บราซิล อินเดีย รวมถึงจีนด้วย โดยจุดเด่นของแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน อินเดียได้เปรียบในแง่ของการที่ค่า P/E ไม่ได้เพิ่มมากว่าปีแล้ว ทว่า Earning growth ดูค่อนข้างแผ่วลง ด้านเกาหลีใต้มีดีที่ผู้นำใหม่ อีแจมยอง ถือว่าเป็นมิตรได้กับเกือบทุกฝ่าย ทั้ง จีน สหรัฐ และญี่ปุ่น ทำให้ทำธุรกิจได้สะดวกกว่าเพื่อน ส่วนบราซิลนั้น อาจได้การเลือกตั้งใหญ่ช่วงเดือนกันยายนที่คาดว่าลูล่า แดซิลวา น่าจะชนะอีกครั้ง แถมยังได้รับการยกเว้น Tariff จากทรัมป์ในสินค้าหมวดเกษตรกรรมอีกต่างหาก ท้ายสุด ไต้หวันยังคงมีเวลาที่จีนเปิดช่องให้เป็นอิสระอีกพักใหญ่ ทำให้การผลิตชิปที่โดดเด่นยังคงไปได้ดีกับทั้งสหรัฐและยุโรป

ทองคำ

ไม่ว่าจะมองในเหลี่ยมไหน ในปีนี้ ก็ยังน่าจะเป็นปีของทองคำในระดับหนึ่ง โดยหากพิจารณาในมุมมองเศรษฐกิจ แนวโน้มของนโยบายการเงินสหรัฐและทั่วโลก ยกเว้นญี่ปุ่น ออกมาทางผ่อนคลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากท่าทีของทรัมป์ที่ต้องการลดดอกเบี้ยให้ต่ำที่สุด หรือจะมองในมุมของความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ต้องถือว่าน่าจะเข้าสู่จุดสูงสุดทั้งในระดับทวีปและระดับโลก อีกทั้งผู้นำสหรัฐยังชอบทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดการณ์ไว้ก่อนล่วงหน้าอยู่แล้ว ท้ายสุด ความต้องการของบรรดาธนาคารกลางต่าง ๆ ต่อทองคำเพื่อนำมาเป็นสำรองเงินตราระหว่างประเทศ ถือว่ามีสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ จากความไม่น่าไว้วางใจต่อรัฐบาลสหรัฐซึ่งเป็นเจ้าของเงินสกุลดอลลาร์ที่ทำหน้าที่เป็นเงินสกุลหลักของธนาคารกลางทั่วโลก

ดร. บุญธรรม รจิตภิญโญเลิศ, CFP

MacroView, macroviewblog.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...