โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ทำเนียบส่งหนังสือด่วน รีเช็คอำนาจรัฐบาล ออกกฎหมายเก็บภาษีซื้อ-ขายทองคำ

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ขณะนี้ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้ทำหนังสือด่วนที่สุด ถึงกระทรวงการคลัง กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง และสำนักงบประมาณ เพื่อรับทราบมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 ซึ่งได้มีการทบทวนแนวทางปฏิบัติตามมติครม.เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.2568 เรื่อง แนวทางปฏิบัติอันเนื่องมาจากการยุบสภาผู้แทนราษฎร

ภายหลังเกิดประเด็นคำถามและความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติเรื่องต่าง ๆ ว่าจะสามารถทำได้หรือไม่ โดยเฉพาะในกรณีการออกกฎหมายเพื่อจัดเก็บภาษีอากรในการซื้อขายทองคำ รวมทั้งมาตรการภาษีต่าง ๆ เช่นเดียวกับการแต่งตั้งผู้บริหาร การจัดทำ FTA การมอบรางวัล และการเตินทางไปต่างประเทศ

ทั้งนี้ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี แจ้งว่า ในคราวประชุมครม. เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 ครม.พิจารณาเห็นว่า ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้บัญญัติให้ครม.ที่พ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 167 (2) ต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไปตามเงื่อนไขในมาตรา 169 และครม.ได้มีมติเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 เห็นชอบแนวทางปฏิบัติอันเนื่องมาจาก การยุบสภาผู้แทนราษฎร และให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐถือปฏิบัติต่อไปแล้ว นั้น

โดยใช้แนวทางปฏิบัติเดิมในปี 2566 เป็นหลัก โดยที่ข้อเท็จจริงและสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในปี 2568 แตกต่างจากปี 2566 ในหลายกรณีจนเกิดประเด็นคำถามและความไม่ชัดเจนว่าจะสามารถกระทำได้หรือไม่ประการใด โดยไม่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและมติครม. ดังกล่าวข้างต้น ดังกรณีตัวอย่างต่อไปนี้

1. กรณีปัจจุบันประเทศไทยได้เผชิญกับสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคงบริเวณชายแดน ไทย - กัมพูชา และสถานการณ์อุทกภัยรุนแรงในหลายพื้นที่ของประเทศ อันเป็นเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นจำนวนมาก ซึ่งรัฐบาลมีความจำเป็นต้องดำเนินการออกมาตรการภาษีในการช่วยเหลือ เยียวยา หรือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และผู้ประกอบการ

โดยการยกเว้นหรือลดภาษีอากร ตามมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 อันมีลักษณะเป็นงานปกติ ไม่ว่ารัฐบาลชุดใดก็จำเป็นต้องทำอย่างเร่งด่วนและโดยมิได้เอื้อประโยชน์แก่บุคคลใด มิฉะนั้นจะส่งผลเสียต่อประชาชนและการประกอบธุรกิจของภาคเอกชน ตลอดจนเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม

2. กรณีที่ประเทศไทยต้องปฏิบัติการให้เป็นไปตามพันธกรณีหรือข้อตกลงระหว่างประเทศ และมีลักษณะเป็นงานปกติประจำและจำเป็นต้องทำให้แล้วเสร็จภายในกรอบเวลาที่กำหนดไว้ เช่น การยกเว้น หรือลดภาษีตามข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA)

การนำเข้าสินค้าเกษตรตามพันธกรณี และข้อผูกพันภายใต้ WTO เช่น กากถั่วเหลือง เมล็ดถั่วเหลือง หอมหัวใหญ่ มันฝรั่ง ซึ่งหากไม่ดำเนินการ จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการผลิตและการบริโภคของประชาชนในประเทศเป็นอย่างมาก รวมทั้งจะส่งผลกระทบ โดยรวมต่อความเชื่อมั่นของการลงทุนในประเทศด้วย

3. กรณีการดำเนินการเกี่ยวกับภาษีอากรที่ไม่ได้มีลักษณะเป็นการยกเว้นหรือลดภาษีอากร แต่เป็นการทำให้เกิดรายได้ของรัฐเพิ่มขึ้น เช่น การออกกฎหมายเพื่อจัดเก็บภาษีอากรในการซื้อขายทองคำ

4. กรณีการอนุมัติให้ดำเนินการโครงการที่ได้รับงบประมาณตามพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 และที่บรรจุไว้แล้วในแผนการบริหารหนี้สาธารณะที่คณะรัฐมนตรี อนุมัติไว้แล้วก่อนมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร เช่น โครงการปรับปรุงประสิทธิภาพโรงไฟฟ้า โดยเปลี่ยน HRSG และ Steam Turbine เครื่องใหม่ทดแทนเครื่องเดิม (Revamp Project) ของกระทรวงพลังงาน

5. กรณีการใช้อำนาจของรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งผู้บริหารของหน่วยงาน ซึ่งผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการตามกฎหมายแล้ว เช่น การแต่งตั้งผู้อำนวยการธนาคารออมสิน

6. กรณีการเดินทางไปราชการต่างประเทศของรัฐมนตรีตามที่ได้กำหนดไว้ในแผนงาน หรืองบประมาณรายจ่ายประจำปีแล้ว เช่น การเดินทางไปร่วมการประชุม World Economic Forum ประจำปี 2569

7. กรณีที่รัฐมนตรีเป็นประธานในการมอบรางวัลในโอกาสต่าง ๆ เช่น การมอบเงินรางวัล แก่นักกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ 2-25

ดังนั้น คณะรัฐมนตรีจึงมีมติ ดังนี้

1. มอบหมายให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งพิจารณาทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 เรื่อง แนวทางปฏิบัติอันเนื่องมาจากการ ยุบสภาผู้แทนราษฎร

ตามกรณีตัวอย่างในข้อ 1-7 เพื่อให้เกิดแนวทางปฏิบัติในกรณีต่าง ๆ ให้ครบถ้วน ถูกต้อง ชัดเจน และเหมาะสมสอดคล้องกับข้อมูลข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ปัจจุบัน และแนวทางปฏิบัติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง และให้นำเสนอครม. โดยด่วนต่อไป

2. มอบหมายให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬารับเรื่องตามกรณีตัวอย่างในข้อ 7 ซึ่งอาจเข้าข่ายเป็นกรณีตามมาตรา 169 (4) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ไปหารือกับสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ให้ชัดเจน ก่อนดำเนินการต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...