“อนุทิน” มอบนโยบายทีมเศรษฐกิจ-กต. ชูไทยกลับสู่เรดาร์โลก เร่งต่อยอด Quick Big Win ตั้งเป้าผงาดเป็น “เสือ” ภูมิภาค
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มอบนโยบายในการประชุมหารือร่วมกับรัฐมนตรีเศรษฐกิจและผู้บริหารกระทรวงการต่างประเทศ ขอบคุณการทำงานที่ผ่านมา ชี้ผลงาน 4 เดือนช่วยให้ “ประเทศไทยกลับสู่จอเรดาร์ของโลก” พร้อมย้ำต้องต่อยอดนโยบาย Quick Big Win เพิ่มโมเมนตัมขับเคลื่อนประเทศ ตั้งเป้าหมายใหม่ให้ไทยผงาดเป็น “เสือ” ในภูมิภาค ท่ามกลางความท้าทายภูมิรัฐศาสตร์โลก
วันนี้ (13 กุมภาพันธ์ 2569) เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุม 3 ชั้น 2 กระทรวงการต่างประเทศ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางตรวจเยี่ยมกระทรวงการต่างประเทศ และเป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจและผู้บริหารกระทรวงการต่างประเทศ
โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมประชุม
นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณรัฐมนตรีทั้ง 3 ท่านที่ทำงานร่วมกันอย่างเข้มแข็งตลอดช่วงที่ผ่านมา พร้อมระบุว่าการทำงานร่วมกันได้สร้างความหวังให้กับประชาชน และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ “ประเทศไทยกลับสู่จอเรดาร์ของโลก” อีกครั้ง
นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า การที่ไทยกลับมาเป็นที่จับตามองของนานาชาติ ถือเป็นความหมายที่สำคัญอย่างยิ่ง และต้องไม่เป็นเพียงกระแสชั่วคราว แต่ต้องทำให้ไทยเป็นประเทศที่ต่างชาติให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านท่าทีและบทบาทในเวทีโลก
พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวชื่นชมการทำงานของกระทรวงการต่างประเทศว่าเป็น “คุณูปการ” ต่อประเทศ ทั้งในด้านการสร้างความสัมพันธ์กับนานาประเทศ การเจรจาต่อรอง การรักษาสถานะของไทย รวมถึงการส่งเสริมความเชื่อมั่น โดยเฉพาะการได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งถือเป็นความสำเร็จที่มีความหมายอย่างยิ่ง
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ต้องเดินหน้าต่อยอดนโยบาย Quick Big Win ที่ได้ดำเนินการในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา เพื่อสร้างแรงส่งให้กับการขับเคลื่อนประเทศ เนื่องจากรัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลวาระ 4 ปี และเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก จึงสามารถผลักดันนโยบายได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ
นายกรัฐมนตรีระบุเพิ่มเติมว่า ไทยควรกลับมาตั้งเป้าหมายใหม่ให้ชัดเจน โดยย้ำว่า “ไทยจะเป็นเสือตัวที่เท่าไหร่ก็ได้ แต่ไทยต้องเป็นเสือ” เพราะไทยมีศักยภาพ มีโอกาส และมีช่องทางในการเติบโต พร้อมชี้ว่าสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกในปัจจุบัน แม้เป็นความท้าทาย แต่ก็เป็นโอกาสของไทย หากสามารถใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของประเทศได้อย่างเต็มที่
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไทยมีความพร้อมในฐานะศูนย์กลางของอาเซียน และอาเซียนยังคงเป็นภูมิภาคที่แข็งแกร่ง เป็นแหล่งการลงทุนสำคัญของโลกในด้านห่วงโซ่อุปทาน โดยไทยสามารถใช้บทบาทดังกล่าวเพื่อสร้างความได้เปรียบทางเศรษฐกิจและการลงทุนในระยะต่อไป
ด้านปลัดกระทรวงการต่างประเทศได้รายงานถึงภารกิจสำคัญที่ผ่านมา โดยเฉพาะการดำเนินการจัดการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร ซึ่งเป็นไปอย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า เสถียรภาพทางการเมืองจะช่วยยกระดับความเชื่อมั่นของนานาชาติที่มีต่อประเทศไทย
ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศยืนยันความพร้อมในการสืบสานภารกิจด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการทูตเชิงเศรษฐกิจ เพื่อสร้างสมดุลบทบาทของไทยในเวทีโลก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างต่อเนื่อง