โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เส้นทาง 170 ปี Louis Vuitton แบรนด์ทรงอิทธิพลโลก ผู้ฉีกนิยามแบรนด์หรูให้เข้ากับยุคสมัยด้วยนวัตกรรม

Thairath Money

อัพเดต 23 มี.ค. 2567 เวลา 08.48 น. • เผยแพร่ 23 มี.ค. 2567 เวลา 08.48 น.
ภาพไฮไลต์

หากพูดถึงหนึ่งในแบรนด์เนมระดับโลก ชื่อแบรนด์ ‘Louis Vuitton’ ต้องติดอันดับต้นๆ ของลิสต์ในใจใครหลายคน สำหรับสาวกแบรนด์นอกเหนือจากมูลค่าสินค้าที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จะรู้ดีว่าเสน่ห์ของแบรนด์หรูเจ้านี้ไม่ใช่เพียงแฟชั่นที่ให้ความหรูหราประณีต แต่ยังเต็มไปด้วยเรื่องราวการเติบโตที่ล้อไปกับประวัติศาสตร์ อิทธิพลงานออกแบบของดีไซเนอร์ การร่วมมือกันของศิลปินที่เชื่อมโยงรอยต่อยุคต่อยุค ทำให้ Louis Vuitton ไม่เคยล้าสมัย แต่กลับยืนหนึ่งครองอาณาจักรแฟชั่นมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาเกือบสองศตวรรษ

จุดเริ่มธุรกิจหีบรุ่นสู่รุ่น

ย้อนกลับไปราวช่วงแรกของการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่การขนส่งเริ่มเฟื่องฟู เพราะวิวัฒนาการของเครื่องจักรสมัยใหม่ กลุ่มคนที่มีฐานะในยุโรปเริ่มสัญจรเดินทางระหว่างเมืองอย่างคับคั่ง มองซิเออร์ หลุยส์ วิตตอง มัลติเยร์ (Louis Vuitton Malletier) ผู้ให้กำเนิดแบรนด์ที่ขณะนั้นเป็นลูกจ้างของโรงงานทำกล่องและหีบในปารีสมานานกว่า 17 ปี เห็นถึงโอกาสในการทำธุรกิจของตนเอง เริ่มต้นคิดค้น ‘Louis Vuitton Trunk’ หีบไม้เก็บของสำหรับการเดินทางที่ปฏิวัติวงการด้วยการเดินทางด้วยรูปทรงเหลี่ยมตัดให้เหมาะบริบทการเดินทางซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในปี 1854

หีบไม้ยุคแรกมักจะมีฝาปิดทรงโดมที่ออกแบบมาเพื่อให้น้ำฝนไหลตกอย่างสะดวก มีขนาดที่ใหญ่เหมาะกับการเดินทางที่ต้องใช้เวลานานอย่างการเดิน เช่น การเดินทางด้วยเรือ หรือบางคนอาจหยุดพักที่จุดปลายเป็นเวลาหนึ่ง เรียกได้ว่า หีบของ Louis Vuitton ถูกคิดให้เข้ากับพาหนะและการขนย้าย เพื่อให้ตอบโจทย์รูปแบบการเดินทางของผู้คนทั้งรถม้า รถไฟ รถยนต์ และเครื่องบิน

จนกระทั่งต่อมาธุรกิจหีบของ Louis Vuitton เริ่มได้รับความนิยมจากลูกค้าชนชั้นสูงและลูกค้าต่างชาติที่ต้องสัญจรไปมาในกรุงปารีส เขาจึงเริ่มต้นเปิดโรงงานแห่งแรกในเมือง Asnière ที่นับเป็นจุดยุทธศาสตร์แรกๆ ในการขยายธุรกิจหีบเก็บของ และทำให้จุดเริ่มต้นการรังสรรค์นวัตกรรมกระเป๋าเดินทางอย่างไม่ขาดสาย ซึ่งนวัตกรรมของ Louis Vuitton โด่งดังสุดขีด ได้รับการยอมรับจากกษัตริย์ฝรั่งเศสให้เป็นผู้ผลิตหีบส่วนพระองค์ ชื่อเสียงของเขาแพร่หลายทั่วราชวงศ์ชั้นสูงและกษัตริย์ทั่วภูมิภาค

Louis Vuitton นำเสนอหีบเก็บของที่มีนวัตกรรมการล็อกเฉพาะตัว พร้อมด้วยคุณสมบัติพิเศษด้านอื่นๆ อย่างหีบที่เปิดออกมาเป็นเตียงสำหรับนักสำรวจ ‘Pierre Savorgnan de Brazza’ รวมถึงการนำผ้าใบแคนวาสสีเทา และมาหุ้มด้านนอกก่อนจะพัฒนาลวดลายเพื่อป้องกันการลอกเลียนแบบ ดังที่เราเห็นบนกระเป๋าหลายรุ่นในปัจจุบัน อย่างลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์ที่คิดค้นโดย จอร์จ วิตตอง (Georges Vuitton) ลูกชายที่เข้ารับช่วงต่อธุรกิจในยุคต่อมา ได้แก่ ลวดลายดามีเย่ร์ (Damier canvas) ตารางหมากรุกสีน้ำตาล และลาย Monogram ที่หยิบตัวอักษรย่อชื่อ ‘LV’ มาใช้เพื่อรำลึกถึงพ่อตนเองและได้กลายเป็นลายเซ็นสุดอมตะของแบรนด์ Louis Vuitton นั่นเอง

โดยหลังจากโชว์นวัตกรรมในงานแสดงสินค้าระดับโลก ‘Exposition Universelle’ Louis Vuitton เริ่มได้รับการยอมรับในตลาดต่างประเทศ เริ่มเปิดหน้าร้านในลอนดอนและสหรัฐอเมริกาที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

การบรรจบกันของ Louis Vuitton และ ‘การเดินทาง’

กระทั่งปี 1897 ธุรกิจถูกส่งต่อให้กับหลานชาย กัสตอง หลุยส์ วิตตอง (Gaston-Louis Vuitton) ที่ได้ผสมผสานวิสัยทัศน์ในฐานะนักเดินทางและนักสะสมตัวยงที่ชื่นชอบการรวบรวมของเก่าและของที่ระลึกเกี่ยวกับการเดินทาง ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากต่อการออกแบบของเฮาส์ในขณะนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เขาเริ่มทำกระเป๋ารูปทรงต่างๆ ที่มีประโยชน์ใช้สอยแต่ยังความสวยงามอย่าง กระเป๋ารุ่น Streamer Bag กระเป๋ารุ่นขนมจีบ Noè ที่สามารถใส่ขวดไวน์แชมเปญได้ หรือกระเป๋ารุ่น Keepall ต้นแบบรุ่น Speedy หนึ่งในกระเป๋าเดินทางน้ำหนักเบาชิ้นแรกๆ ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของกระเป๋าเดินทางยุคใหม่ในขณะนั้น เป็นหนึ่งในสินค้าที่เป็นที่ต้องการมากที่สุดของ Louis Vuitton

ซึ่งหลังจากกัสตองเสียชีวิตอองรี เรอคามีเย่ร์ (Henry Racamier) ลูกเขยของตระกูลเข้ามาบริหารและเปลี่ยน Louis Vuitton จากธุรกิจครอบครัวที่บริหารเองสู่ร้านค้าปลีกที่กระจายอยู่ทั่วโลก เขาพา Louis Vuitton เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ และตัดสินใจผนึกกิจการเข้ากับ ‘โมเอต์แอนด์ชันด็อน’ ผู้ผลิตแชมเปญ และ ‘เฮนเนสซี่’ ผู้ผลิตคอนญักยักษ์ใหญ่ระดับโลกในปี 1987 รวมเป็น ‘โมเอต์เฮนเนสซี่’ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ “LVMH” ที่ปัจจุบันกลายเป็นเครือบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ที่ครองธุรกิจสินค้าหรูหราระดับไฮเดอน์จำนวนมากในเครือกว่า 75 แบรนด์ ทั้งแบรนด์แฟชั่น เครื่องสำอาง น้ำหอม อัญมณี ไวน์ สุรา

การขยายอาณาจักรภายใต้ Moët Hennessy Louis Vuitton

เรียกได้ว่าหลังจากนั้น LVMH ขยายเครือข่ายสินค้าบริการของ Louis Vuitton ให้ใหญ่โตขึ้นทั่วโลก จนปัจจุบัน LVMH (Louis Vuitton Moet Hennessy) ขึ้นแท่นธุรกิจที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก โดย Louis Vuitton ยังคงเป็นแบรนด์หรูที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลกเป็นปีที่ 18 ติดต่อกัน โดยในปี 2023 มูลค่าแบรนด์อยู่ที่ 1.24 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 4.5 ล้านล้านบาท

ยุคนี้เรียกว่าเป็น การสร้างภาพใหม่ให้กับแบรนด์ยุโรปสุดคลาสสิกให้ร่วมสมัยเข้ากับยุคได้อย่างน่าสนใจ โดยในระยะแรก อีฟ กาเซล (Yves Carcelle) ผู้บริหารคนแรกที่เข้ามาดูแลช่วงเปลี่ยนผ่าน เขาคือผู้ผุดกลยุทธ์การ ‘Collaboration’ หรือแนวคิดธุรกิจการร่วมมือข้ามแบรนด์ในปี 1990 โดยเขาได้ชวนดีไซเนอร์ที่มีชื่อเสียงมาร่วมกันออกแบบกระเป๋าทรงแปลกใหม่ในวาระครบ 100 ปี ซึ่งนับเป็นเรื่องใหม่ในวงการและยังสร้างอิมแพกต์อย่างมากในผู้ที่ชื่นชอบแฟชั่น

กระทั่งอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ ในปี 1997 ที่ทำให้แบรนด์เป็นมากกว่าธุรกิจกระเป๋าและเครื่องหนัง โดย LVMH ตัดสินใจว่าจ้าง มาร์ค จาค็อบ (Marc Jacobs) ดีไซเนอร์ชื่อดังให้มาเป็นผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์คนแรก ได้รับมอบหมายให้ออกแบบเสื้อผ้าผู้หญิงและผู้ชายของแบรนด์ Louis Vuitton คอลเลกชันแรก

เรียกได้ว่าเขาผสมผสานงานฝีมือแบบดั้งเดิมเข้ากับเทรนด์ร่วมสมัยได้อย่างพิถีพิถัน วางรากฐานให้ Louis Vuitton บนเวทีแฟชั่นโชว์ได้อย่างงดงาม และยังต่อยอดการร่วมมือกับดีไซเนอร์สมัยใหม่และศิลปินในโลก Art World ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับวงการจนกลายเป็นดีเอ็นเอหลักของ Louis Vuitton

ทำให้หลังจากนั้นผู้คนต่างรอคอยการคอลแลบส์ที่จะเกิดขึ้นในแต่ละคอลเลกชันที่จะออกใหม่ เพราะ Louis Vuitton สามารถผลิตสินค้าที่ผสมผสานความสร้างสรรค์แปลกใหม่เข้ากับมรดกแฟชั่นในประวัติศาสตร์ของตนเองได้อย่างหลากหลาย ผ่านการบริหารงานของผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์คนต่างๆ ที่เข้ามาสร้างภาพจำให้กับแบรนด์ยุคต่อยุค

โดยเฉพาะในยุคของเวอร์จิล อาโบลห์ (Virgil Abloh) ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ off-white เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวเรือใหญ่ในฝั่งของเสื้อผ้าผู้ชายในปี 2018 ที่ได้ผสมผสาน Street Fashion เข้ามาใน Louis Vuitton ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาสำคัญในประวัติศาสตร์ของแบรนด์

เรียกได้ว่า Louis Vuitton แม้จะมีประวัติศาสตร์ยาวนาน แต่ไม่เคยหยุดนิ่ง เป็นหนึ่งตัวอย่างของแบรนด์นักนวัตกรรมชั้นยอดที่สามารถปรับตัวด้านการออกแบบ ด้านกลยุทธ์ธุรกิจ และการสื่อสารกับคนในแต่ละสมัย ด้วยการหันไปหยิบยืมมรดกประวัติศาสตร์ของตันเองมาใช้ในสินค้าในยุคปัจจุบันได้อย่างทรงคุณค่า รักษาสถานะเป็นแบรนด์หรูชั้นนำระดับโลก สร้างสรรค์และขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง นำเสนอสินค้าที่แปลกใหม่ที่มาพร้อมกับความครีเอทีฟ ทันสมัย ทันสังคม ซึ่งบางครั้งเองก็ก้าวล้ำนำหน้าสมัยเป็น Trend Setter ให้กับวงการ ดึงดูดลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ยุคต่อยุค

อ้างอิง Louis Vuitton , Savoirflair

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เส้นทาง 170 ปี Louis Vuitton แบรนด์ทรงอิทธิพลโลก ผู้ฉีกนิยามแบรนด์หรูให้เข้ากับยุคสมัยด้วยนวัตกรรม

ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...