จะเกิดอะไรขึ้นหาก กระแสน้ำแอตแลนติกหายไป? ซึ่งเราอาจถึงจุดนั้นเร็วๆนี้
จะเกิดอะไรขึ้นหากกระแสน้ำในมหาสมุทรแอตแลนติกหายไป? หลังจากรายงานล่าสุดระบุว่าธารน้ำแข็งที่กำลังละลายอาจปิดการทำงานของกระแสน้ำทั้งหมดภายในเวลาเพียง 100 ปี และอาจเริ่มต้นในปี 2050 นี้
หากใครยังจำได้ในภาพยนต์เรื่อง ‘The Day After Tomorrow’ ที่กล่าวถึงเหตุการณ์กระแสน้ำในมหาสมุทรแอตแลนติกหยุดลง มันได้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดพายุรุนแรง อากาศที่ขึ้นลงอย่างฉับพลัน และนิวยอร์กที่ถูกแช่แข็ง ซึ่งเป็นจินตนาการที่ฮอลลีวูดแสดงออกมา แต่ทว่ามันจะเป็นแบบนั้นในโลกความจริงไหม?
ปัจจุบันปัญหาภาวะโลกร้อนทำให้น้ำแข็งละลายเป็นจำนวนมาก เหตุการณ์นี้ได้ไปเพิ่มปริมาณ ‘น้ำจืด’ ลงในมหาสมุทรซึ่งทำให้ระดับน้ำทะเลสูง ขณะเดียวกันมันก็ได้ไปแตะจุดสำคัญของธรรมชาตินั่นคือ ‘การไหลเวียนของกระแสน้ำในมหาสมุทรแอตแลนติก (Atlantic Meridional Overturning Circulation)’ หรือที่รู้จักกันในชื่อ กัลฟ์สตรีม (เป็นส่วนหนึ่งของกระแสน้ำนี้)
กระแสน้ำนี้ไหลเวียนได้เพราะอาศัยความแตกต่างระหว่าง ‘น้ำจืดและน้ำเค็ม’ กับ ‘อุณหภูมิ’ ของน้ำที่แตกต่างกัน ซึ่งเริ่มต้นจากน้ำใกล้ผิวที่ค่อนข้างอุ่นและเค็มใกล้เส้นศูนย์สูตร ธรรมชาติได้พามันเดินทางขึ้นไปสู่กรีนแลนด์ โดยจะผ่านทะเลแคริเบียน วนขึ้นสู่อ่าวเม็กซิโก แล้วไหลไปตามชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกา ก่อนที่จะไปถึงจุดหมายคือมหาสมุทรแอตแลนติก
เมื่อไปถึงที่นั่นมันจะถูกความเย็นจากขั้วโลกเหนือ ดันให้มันมุดจมลงไปแล้วผลักกลับไปที่เส้นศูนย์สูตรอีกคราเพื่อเริ่มการไหลเวียนใหม่ กระบวนการเหล่านี้ได้ช่วยให้แถบยุโรป และโลกทางเหนือมีอากาศที่อบอุ่นจากความร้อนที่กระแสน้ำพามาและไม่ถูกแช่แข็ง อีกทั้งยังมีสารอาหารไหลเวียนในมหาสมุทร ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องพึ่งพา ‘ความสมดุล’ ที่ว่ามาอย่างมาก
แต่เมื่อเกิดภาวะโลกร้อนที่ทำให้น้ำแข็งละลายเพิ่มขึ้น ปริมาณน้ำจืดในกระบวนการก็มากขึ้นตาม การละลายของน้ำแข็งนี้ไปเจือจางความเค็มของน้ำ และป้องกันไม่ให้มันจมลง ซึ่งทำให้กระแสน้ำเริ่มอ่อนกำลังลงไปตาม เมื่อการไหลเวียนที่ว่ามีน้อยลง ความอบอุ่นของโลกทางเหนือที่ได้รับก็จะน้อยลงเช่นเดียวกัน และท้ายที่หากเราไม่หยุดภาวะโลกร้อน กระแสน้ำนี้จะหยุดชะงักพร้อมกับปิดตัวลงอย่างรวดเร็ว
#ความน่ากังวลที่คลืบคลานเข้ามา
นักวิทยาศาสตร์ได้เริ่มใช้เครื่องมือศึกษากระแสน้ำนี้และบันทึกข้อมูลมันมาตั้งแต่ปี 2004 แนวโน้มเผยให้เห็นว่าการไหลเวียนดังกล่าวเริ่มช้าลงอย่างเห็นได้ชัดในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งในตอนนี้มันอาจอยู่ในจุด ‘อ่อนแอ’ ที่สุดในรอบเกือบ 1,000 ปี
การศึกษาหลายชิ้นยังชี้ให้เห็นว่ามันกำลังเข้าใกล้ถึงจุดเปลี่ยนที่อันตราย และเป็นจุดเปลี่ยนที่หากเกิดขึ้นแล้วจะหยุดยั้งไม่ได้ นักวิยาศาสตร์ยังเสริมว่า การปิดตัวลงอย่างรวดเร็วนั้นอาจเกิดขึ้นแค่เพียงภายใน 100 ปีเท่านั้น ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผู้คนทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง
#จะเกิดอะไรขึ้นบ้างเมื่อเราเดินทางไปถึงจุดเปลี่ยนนั้น?
ผู้เชี่ยวชาญได้ทำการทดลองกับแบบจำลองสภาพอากาศอย่างละเอียดในทุกตัวแปรที่ทำได้ เพื่อค้นหาว่าหากระบบปิดตัวลงทั้งในแบบกระทันหันและค่อยเป็นค่อยไป จะเกิดอะไรขึ้น
ผลลัพธ์แรก: ซีกโลกเหนือจะหนาวเย็นลงอย่างทันทีโดยเฉพาะภูมิภาคยุโรป เนื่องจากยุโรปได้รับความร้อนจากกระแสน้ำนี้มากกว่าภูมิภาคอื่น ๆ บางส่วนจะเย็นลง 3 °C ต่อทศวรรษ ขณะที่บางส่วนของนอร์เวย์อาจลดลงได้มากถึง 20 °C กลับกันภูมิภาคซีกโลกใต้จะอุ่นขึ้นอีกเล็กน้อย
ผลลัพธ์ต่อมา: ระดับน้ำทะเลและการตกตะกอนต่าง ๆ จะเปลี่ยนแปลงไปซึ่งจะไปมีผลกับระบบนิเวศอื่น ๆ ให้มีความเสี่ยงมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ป่าฝนแอมะซอนอาจมีปริมาณฝนลดลง ซึ่งอาจทำให้เปลี่ยนกลายเป็นระบบนิเวศแบบทุ่งหญ้าได้ (เพราะความชื้นน้อยลง) และหลังจากนั้นทั่วโลกจะวุ่นวายไปหมดทุกแห่งเพราะอากาศที่คาดเดาไม่ได้ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วมีความเป็นไปได้หลายเส้นทางมาก เนื่องจากสภาพอากาศได้รับผลจากปัจจัยนับหมื่นนับพันตัวแปร นักวิทยาศาสตร์ก็ได้แต่เดาว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่ที่แน่ ๆ พวกเขารู้ว่าผลลัพธ์ทั้งสองนี้จะเกิดขึ้นแน่นอนหากกระแสน้ำในแอตแลนติกหายไป
#เราจะเห็นจุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อไหร่?
คำถามนี้ยังไม่มีคำตอบ เนื่องจากไม่สามารถศึกษาย้อนกลับไปได้นานพอที่จะเห็นภาพรวมทั้งหมด ณ ตอนนี้เราเห็นช่วง ๆ หนึ่งเท่านั้นซึ่งแสดงให้เห็นว่ากระแสน้ำกำลังอ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาก่อนหน้า มันอาจเกิดขึ้นภายในไม่กี่ปีข้างหน้า บางวิจัยชี้ว่าอาจเริ่มต้นปี 2050 แต่ทว่าก็ยังมีความไม่แน่นอนอยู่
แต่เราก็ไม่อาจเพิกเฉยต่อสัญญาณอันตรายและสัญญาณเตือนของวิทยาศาสตร์ที่มองเห็นได้ งานวิจัยที่ผ่านมาได้เน้นย้ำถึงความรุนแรงของผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น มันอาจดูขัดกับสัญชาตญาณของเราว่าพื้นที่บางแห่งของโลกจะเย็นลงถึง 20 °C ในภาวะโลกร้อน แต่เหตุการณ์นี้จะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของหายนะทางธรรมชาติอันหลากหลายที่จะตามมาภายหลัง
ดังเช่นที่ใครบางคนพูดไว้ “หายนะในภาพยนต์ทุกเรื่องเกิดขึ้น เพราะไม่ใครฟังวิทยาศาสตร์”
ข้อมูลจาก
https://www.science.org/doi/10.1126/sciadv.adk1189
https://phys.org/…/2024-02-scientists-current-atlantic…
https://www.euronews.com/…/this-tipping-point-would-be…
https://theconversation.com/atlantic-ocean-is-headed-for…
https://www.scientificamerican.com/…/if-the…/…
https://apnews.com/…/atlantic-collapse-climate-change…
https://www.washingtonpost.com/…/atlantic-ocean-amoc…/
Photo : UCL