โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จะเกิดอะไรขึ้นหาก กระแสน้ำแอตแลนติกหายไป? ซึ่งเราอาจถึงจุดนั้นเร็วๆนี้

Environman

เผยแพร่ 21 ก.พ. 2567 เวลา 12.00 น.

จะเกิดอะไรขึ้นหากกระแสน้ำในมหาสมุทรแอตแลนติกหายไป? หลังจากรายงานล่าสุดระบุว่าธารน้ำแข็งที่กำลังละลายอาจปิดการทำงานของกระแสน้ำทั้งหมดภายในเวลาเพียง 100 ปี และอาจเริ่มต้นในปี 2050 นี้

หากใครยังจำได้ในภาพยนต์เรื่อง ‘The Day After Tomorrow’ ที่กล่าวถึงเหตุการณ์กระแสน้ำในมหาสมุทรแอตแลนติกหยุดลง มันได้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดพายุรุนแรง อากาศที่ขึ้นลงอย่างฉับพลัน และนิวยอร์กที่ถูกแช่แข็ง ซึ่งเป็นจินตนาการที่ฮอลลีวูดแสดงออกมา แต่ทว่ามันจะเป็นแบบนั้นในโลกความจริงไหม?

#เส้นเลือดแห่งแอตแลนติก

ปัจจุบันปัญหาภาวะโลกร้อนทำให้น้ำแข็งละลายเป็นจำนวนมาก เหตุการณ์นี้ได้ไปเพิ่มปริมาณ ‘น้ำจืด’ ลงในมหาสมุทรซึ่งทำให้ระดับน้ำทะเลสูง ขณะเดียวกันมันก็ได้ไปแตะจุดสำคัญของธรรมชาตินั่นคือ ‘การไหลเวียนของกระแสน้ำในมหาสมุทรแอตแลนติก (Atlantic Meridional Overturning Circulation)’ หรือที่รู้จักกันในชื่อ กัลฟ์สตรีม (เป็นส่วนหนึ่งของกระแสน้ำนี้)

กระแสน้ำนี้ไหลเวียนได้เพราะอาศัยความแตกต่างระหว่าง ‘น้ำจืดและน้ำเค็ม’ กับ ‘อุณหภูมิ’ ของน้ำที่แตกต่างกัน ซึ่งเริ่มต้นจากน้ำใกล้ผิวที่ค่อนข้างอุ่นและเค็มใกล้เส้นศูนย์สูตร ธรรมชาติได้พามันเดินทางขึ้นไปสู่กรีนแลนด์ โดยจะผ่านทะเลแคริเบียน วนขึ้นสู่อ่าวเม็กซิโก แล้วไหลไปตามชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกา ก่อนที่จะไปถึงจุดหมายคือมหาสมุทรแอตแลนติก

เมื่อไปถึงที่นั่นมันจะถูกความเย็นจากขั้วโลกเหนือ ดันให้มันมุดจมลงไปแล้วผลักกลับไปที่เส้นศูนย์สูตรอีกคราเพื่อเริ่มการไหลเวียนใหม่ กระบวนการเหล่านี้ได้ช่วยให้แถบยุโรป และโลกทางเหนือมีอากาศที่อบอุ่นจากความร้อนที่กระแสน้ำพามาและไม่ถูกแช่แข็ง อีกทั้งยังมีสารอาหารไหลเวียนในมหาสมุทร ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องพึ่งพา ‘ความสมดุล’ ที่ว่ามาอย่างมาก

แต่เมื่อเกิดภาวะโลกร้อนที่ทำให้น้ำแข็งละลายเพิ่มขึ้น ปริมาณน้ำจืดในกระบวนการก็มากขึ้นตาม การละลายของน้ำแข็งนี้ไปเจือจางความเค็มของน้ำ และป้องกันไม่ให้มันจมลง ซึ่งทำให้กระแสน้ำเริ่มอ่อนกำลังลงไปตาม เมื่อการไหลเวียนที่ว่ามีน้อยลง ความอบอุ่นของโลกทางเหนือที่ได้รับก็จะน้อยลงเช่นเดียวกัน และท้ายที่หากเราไม่หยุดภาวะโลกร้อน กระแสน้ำนี้จะหยุดชะงักพร้อมกับปิดตัวลงอย่างรวดเร็ว

#ความน่ากังวลที่คลืบคลานเข้ามา

นักวิทยาศาสตร์ได้เริ่มใช้เครื่องมือศึกษากระแสน้ำนี้และบันทึกข้อมูลมันมาตั้งแต่ปี 2004 แนวโน้มเผยให้เห็นว่าการไหลเวียนดังกล่าวเริ่มช้าลงอย่างเห็นได้ชัดในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งในตอนนี้มันอาจอยู่ในจุด ‘อ่อนแอ’ ที่สุดในรอบเกือบ 1,000 ปี

การศึกษาหลายชิ้นยังชี้ให้เห็นว่ามันกำลังเข้าใกล้ถึงจุดเปลี่ยนที่อันตราย และเป็นจุดเปลี่ยนที่หากเกิดขึ้นแล้วจะหยุดยั้งไม่ได้ นักวิยาศาสตร์ยังเสริมว่า การปิดตัวลงอย่างรวดเร็วนั้นอาจเกิดขึ้นแค่เพียงภายใน 100 ปีเท่านั้น ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผู้คนทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง

#จะเกิดอะไรขึ้นบ้างเมื่อเราเดินทางไปถึงจุดเปลี่ยนนั้น?

ผู้เชี่ยวชาญได้ทำการทดลองกับแบบจำลองสภาพอากาศอย่างละเอียดในทุกตัวแปรที่ทำได้ เพื่อค้นหาว่าหากระบบปิดตัวลงทั้งในแบบกระทันหันและค่อยเป็นค่อยไป จะเกิดอะไรขึ้น

ผลลัพธ์แรก: ซีกโลกเหนือจะหนาวเย็นลงอย่างทันทีโดยเฉพาะภูมิภาคยุโรป เนื่องจากยุโรปได้รับความร้อนจากกระแสน้ำนี้มากกว่าภูมิภาคอื่น ๆ บางส่วนจะเย็นลง 3 °C ต่อทศวรรษ ขณะที่บางส่วนของนอร์เวย์อาจลดลงได้มากถึง 20 °C กลับกันภูมิภาคซีกโลกใต้จะอุ่นขึ้นอีกเล็กน้อย

ผลลัพธ์ต่อมา: ระดับน้ำทะเลและการตกตะกอนต่าง ๆ จะเปลี่ยนแปลงไปซึ่งจะไปมีผลกับระบบนิเวศอื่น ๆ ให้มีความเสี่ยงมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ป่าฝนแอมะซอนอาจมีปริมาณฝนลดลง ซึ่งอาจทำให้เปลี่ยนกลายเป็นระบบนิเวศแบบทุ่งหญ้าได้ (เพราะความชื้นน้อยลง) และหลังจากนั้นทั่วโลกจะวุ่นวายไปหมดทุกแห่งเพราะอากาศที่คาดเดาไม่ได้ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วมีความเป็นไปได้หลายเส้นทางมาก เนื่องจากสภาพอากาศได้รับผลจากปัจจัยนับหมื่นนับพันตัวแปร นักวิทยาศาสตร์ก็ได้แต่เดาว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่ที่แน่ ๆ พวกเขารู้ว่าผลลัพธ์ทั้งสองนี้จะเกิดขึ้นแน่นอนหากกระแสน้ำในแอตแลนติกหายไป

#เราจะเห็นจุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อไหร่?

คำถามนี้ยังไม่มีคำตอบ เนื่องจากไม่สามารถศึกษาย้อนกลับไปได้นานพอที่จะเห็นภาพรวมทั้งหมด ณ ตอนนี้เราเห็นช่วง ๆ หนึ่งเท่านั้นซึ่งแสดงให้เห็นว่ากระแสน้ำกำลังอ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาก่อนหน้า มันอาจเกิดขึ้นภายในไม่กี่ปีข้างหน้า บางวิจัยชี้ว่าอาจเริ่มต้นปี 2050 แต่ทว่าก็ยังมีความไม่แน่นอนอยู่

แต่เราก็ไม่อาจเพิกเฉยต่อสัญญาณอันตรายและสัญญาณเตือนของวิทยาศาสตร์ที่มองเห็นได้ งานวิจัยที่ผ่านมาได้เน้นย้ำถึงความรุนแรงของผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น มันอาจดูขัดกับสัญชาตญาณของเราว่าพื้นที่บางแห่งของโลกจะเย็นลงถึง 20 °C ในภาวะโลกร้อน แต่เหตุการณ์นี้จะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของหายนะทางธรรมชาติอันหลากหลายที่จะตามมาภายหลัง

ดังเช่นที่ใครบางคนพูดไว้ “หายนะในภาพยนต์ทุกเรื่องเกิดขึ้น เพราะไม่ใครฟังวิทยาศาสตร์”

ข้อมูลจาก

https://www.science.org/doi/10.1126/sciadv.adk1189

https://phys.org/…/2024-02-scientists-current-atlantic…

https://www.euronews.com/…/this-tipping-point-would-be…

https://theconversation.com/atlantic-ocean-is-headed-for…

https://www.scientificamerican.com/…/if-the…/…

https://apnews.com/…/atlantic-collapse-climate-change…

https://www.washingtonpost.com/…/atlantic-ocean-amoc…/

Photo : UCL

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...