โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เปรียบเทียบค่าไฟอาเซียน ไทยแพงอันดับ 4 แต่ไฟไม่ดับ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 08 ก.พ. 2567 เวลา 14.33 น. • เผยแพร่ 09 ก.พ. 2567 เวลา 03.05 น.

หลายครั้งที่ประเด็น “อัตราค่าไฟ” ได้กลายเป็นต้นเหตุของข้อถกเถียงที่ว่าไทยแข่งขันสู้ประเทศต่าง ๆ ในอาเซียนไม่ได้ เพราะ “ค่าไฟแพง” ทั้งที่กำลังผลิตไฟฟ้าล้นประเทศ แต่เอกชนไทยต้องจ่ายถึง 4-5 บาท/หน่วย ขณะที่เวียดนามจ่าย 2 บาทกว่านักลงทุนทนไม่ไหวกำลังย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศไทยไป

แต่เมื่อเหตุการณ์ไฟดับที่ประเทศเวียดนามเมื่อปีที่ผ่านมา ทำให้ต้องย้อนตั้งคำถามว่า ความมั่นคงทางพลังงานต้องมาก่อนค่าไฟหรือไม่ เพราะถึงหากค่าไฟจะราคาถูกเพียงใด แต่ถ้าขาดไฟใช้ก็ไม่มีประโยชน์

ส่องต้นทุนค่าไฟของอาเซียน

ในช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านพลังงานไฟฟ้า (Energy Transition) แต่ละประเทศต้องวางแผนการผลิตโดยคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ 5-6 เรื่อง คือ ทรัพยากรที่แต่ละประเทศมี ระบบมีความมั่นคงเพียงใด ราคา ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การยอมรับของสังคม ทำอย่างไรให้เกิดความยั่งยืน ทำให้แต่ละประเทศ “มิกซ์” หรือมีส่วนผสมของการผลิตไฟฟ้าจาก “วัตถุดิบ” ที่ต่างกัน และทำให้ราคาแต่ละประเทศต่างกัน

นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. ระบุว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในการบริหารจัดการด้านพลังงาน จะมีหัวใจ 3 เรื่อง คือ 1.ต้นทุนค่าไฟฟ้าจะต้องสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงอย่างเหมาะสม 2.การผลิตไฟฟ้าต้องมีความมั่นคงไม่มีปัญหาไฟตกไฟดับ และ 3.การดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อม

ไล่เรียงจากประเทศในอาเซียนที่มีค่าไฟสูงสุดและแพงกว่าไทย 3 ประเทศ คือ สิงคโปร์ สูงสุดในอาเซียน 7.88 บาทต่อหน่วย เพราะไม่มีทรัพยากร จึงต้องใช้ก๊าซผลิตไฟฟ้า ต้นทุนการนำเข้าสูง ทำให้อัตราค่าไฟฟ้าสูง

ขณะที่ฟิลิปปินส์ใช้ไฟฟ้าจากถ่านหินเป็นหลัก 58% ผสมกับน้ำมันและอื่น ๆ ทำให้ค่าไฟฟ้าอยู่ที่ 6.03 บาท และกัมพูชา ผลิตจากน้ำสัดส่วนสูงสุด 36% และมีการผลิตจากวัตถุดิบอื่น ๆ อีก 33% รวมเฉลี่ยค่าไฟอยู่ที่ 5.12 บาท

ส่วนกลุ่มประเทศที่ค่าไฟถูกกว่าไทย คือ มาเลเซีย 3.13 บาท ซึ่งการผลิตไฟฟ้าถ่านหิน 51% เพราะเป็นแหล่งถ่านหิน และยังมีผลิตจากน้ำและจากก๊าซ และมีการสนับสนุนค่าไฟไปที่ผู้ใช้ไฟโดยตรง ขณะที่เวียดนาม ราคา 2.82 บาท เพราะวัตถุดิบหลักมาจากถ่านหิน 39% พลังงานหมุนเวียนคือ พลังงานน้ำ 36% แต่การผลิตยังไม่เสถียร

ขณะที่อินโดนีเซีย ราคา 2.62 บาท จากการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน 62% เมียนมา 2.91 บาท จากการผลิตไฟฟ้าก๊าซ 57%

ส่วนบรูไนผลิตจากก๊าซ 100% เพราะเป็นแหล่งก๊าซ จึงทำให้มีค่าไฟอยู่ที่ 1.57 บาท และสุดท้ายคือ สปป.ลาว ซึ่งผลิตไฟฟ้าจากน้ำมากถึง 90% ทำให้มีค่าไฟฟ้าถูกมากที่สุดในอาเซียนเพียง 1.44 บาท

คมกฤช ตันตระวาณิชย์

ไทยต้องเลือกอนาคตพลังงาน

ปัจจุบันประเทศไทยมีอัตราการใช้ไฟฟ้าพีกอยู่ที่ 34,000 เมกะวัตต์ (MW) ถือว่าใหญ่มากเทียบกับในอาเซียน ไทยจำเป็นต้องให้เอกชนเข้ามาลงทุนผลิตไฟฟ้าซึ่งเป็นการลงทุนขนาดใหญ่ ขณะเดียวกันไฟฟ้าเป็นสินค้าจำเป็นที่ต้องมีสแตนด์บายตลอดเวลา เปิดแล้วต้องติดตลอดเวลา

ส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ปัจจุบันมีทั้งหมด 22,108.640 GWH จากทั้งหมดของประเทศ 211,745 GWH คิดเป็น 10% หรือเทียบได้กับ 7,343 เมกะวัตต์ (MW) โดย 3 อันดับแรกมาจากพลังงานแสงอาทิตย์ สัดส่วน 21.65% กำลังผลิต 2,917 MW รองลงมาคือ ชีวมวล (ไบโอแมส) 2,077 MW และ 3.พลังงานลม 1,502 MW

“ไทยจัดอยู่ในอันดับกลาง ๆ ในอาเซียน ประมาณอันดับ 4 ค่าไฟปี 2565 เฉลี่ยที่ 4.14% ซึ่งหลัก ๆ ไทยผลิตไฟฟ้าจากก๊าซถึง 53% เรามีทรัพยากรก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย แต่แม้ว่าไทยจะมีอัตราค่าไฟที่สูงกว่าเวียดนามและ สปป.ลาว แต่หากเทียบอัตราไฟตกดับของไทยยังมีอัตราที่ต่ำกว่า ส่วนหนึ่งเป็นผลจากสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนของเวียดนามสูงเกินไปกว่า 50% ซึ่งขาดเสถียรภาพ จึงต้องมีปรับเปลี่ยน”

ค่าไฟ อาเซียน

มุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

นายคมกฤชให้มุมมองว่า ไทยจำเป็นต้องวางอนาคต เพื่อก้าวสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Energy Transition) ด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อจำกัดอุณหภูมิของโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส เป็นหนึ่งในเป้าหมายที่ประชากรโลกให้ความสำคัญ

จึงร่วมกันตั้งเป้าหมายที่จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หรือก๊าซเรือนกระจก ให้มีความชัดเจนมากขึ้น เช่น ประเทศไทยมีเป้าหมายการเข้าสู่สังคม Carbon Neutral ในปี 2050 และเข้าสู่สังคม Net Zero Emission ในปี 2065

ขณะนี้ในหลายประเทศ เช่น สหภาพยุโรปเริ่มมีมาตรการหรือกลไกเชิงบังคับ อย่าง CBAM เพื่อให้ทุกประเทศร่วมกันใช้พลังงานสะอาดลดโลกร้อนตามเป้าหมาย

นโยบายด้านพลังงานก็ถูกนำมาใช้เป็นหนึ่งในเครื่องมือในการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก ด้วยการเร่งเครื่องการใช้พลังงานที่สะดวกในราคาที่เหมาะสม เป็นไปตามกติกาสากล คำถามคือ จะเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนประเภทใด และเพิ่มขึ้นเท่าไร ซึ่งเป็นความท้าทายในระดับนโยบาย

หากเปรียบเทียบทางเทคนิคแล้ว แน่นอนว่า ขณะนี้ไทยได้เปรียบเวียดนาม เพราะการมีปริมาณสำรองไฟฟ้ามากทำให้สามารถเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน (RE) ขึ้นอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่เสี่ยงไฟดับ ขณะที่เวียดนามมีสัดส่วน RE 50% แต่สัดส่วนไฟฟ้าสำรองที่จะมาแบ็กอัพน้อย ซึ่งการจะหวนไปเพิ่มโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ เพื่อจะดึงไฟขึ้นมาใช้ในช่วงที่การผลิตไฟฟ้า RE ยังไม่เสถียรนั้นต้องใช้เวลา

ดังนั้น บทสรุปการวางแผนเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียว (Energy Transition) จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ “ไทยต้องตัดสินใจเลือก” ว่าจะไปทิศทางใด โดยจะต้องคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการทางเทคโนโลยีประกอบด้วย เช่น หลายประเทศในยุโรปเริ่มพัฒนาไปสู่การประยุกต์ใช้ไฮโดรเจนในการผลิตไฟฟ้า หรือจะเลือกการพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) การพัฒนาการของระบบกักเก็บพลังงาน รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่รวดเร็ว เป็นต้น

หากประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ได้ทันเวลา จะสามารถช่วยให้เกิดการเปลี่ยนผ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการลงทุนที่ซ้ำซ้อน ลดราคาพลังงาน และสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่แล้วได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสม ตรงเวลา เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ แต่หากช้าไม่แน่ว่าเทคโนโลยีในวันนี้ อาจตกยุคเสียแล้วในวันข้างหน้า

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปรียบเทียบค่าไฟอาเซียน ไทยแพงอันดับ 4 แต่ไฟไม่ดับ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...