ข้าคือภรรยาแสนชังของท่านโหว (อ่านฟรีจนจบ)
ข้อมูลเบื้องต้น
'ภรรยาแสนชัง' หน้าที่ของข้าคือการเป็น 'แม่พันธุ์'
ที่ต้องอุ้มบุตรให้ท่านโหวผู้มีฉายา 'หมาป่าโลหิต'
แต่นอกจากสามีจะไม่ชิงชังข้าแล้ว ยังคลั่งรักข้า
คลั่งการสัมผัสร่างกายของข้าราวกับเสพติด! #หลงเมีย
บทนำ คุณหนูไร้ตัวตน
บทนำ
คุณหนูไร้ตัวตน
จืดจางไร้ค่า
สตรีรูปร่างบอบบาง สวมใส่เสื้อผ้าเก่าที่ปะชุนซ้ำๆ จนมีลวดลายหลากสีอย่างน่าขบขัน ผมสีดำคลับถูกรวบมวยอย่างระเกะระกะไม่เป็นทรง ใบหน้าที่ปกติมักก้มต่ำมองปลายเท้าค่อยๆ เงยขึ้นมองทิวทัศน์เบื้องหน้าระดับเดียวกับสายตา
‘ข้าไม่ได้เงยหน้าเช่นนี้…มานานแค่ไหนแล้วนะ’
ทันทีที่เงยหน้าขึ้น ไหล่ที่งองุ้มก็ผายออก แผ่นหลังตั้งตรงรับกับดวงตานางหงส์ ประกายตาวาววับเต็มไปด้วยพลังชีวิตแตกต่างจากเมื่อก่อนที่มักหม่นเศร้าดั่งคนไร้ชีวิตชีวา
เรียวปากอวบอิ่มสีชาดค่อยๆ แย้มยิ้มน้อยๆ เป็นยิ้มที่ปนไปด้วยความสังเวชและความโล่งใจระคนกัน
‘ขะ…ข้ากลับมาแล้ว ข้ากลับมาแล้วจริงๆ’
ราวกับมีก้อนแข็งๆ แล่นมาจุกอยู่ในลำคอ เรียวปากอวบอิ่มที่คลี่ยิ้มเม้มเข้าหากันเป็นเส้นตรง สวรรค์คงนึกสมเพชเวทนาที่นางมีชีวิตอาภัพปราศจากความสุขนับตั้งแต่ลืมตาเกิดจนสิ้นสุดลมหายใจสุดท้าย จึงได้ส่งนางให้หวนคืนกลับมาอีกครา หลังจากที่นางเสียชีวิตจากการถูกสามีเฒ่ารุ่นราวคราวปู่ทารุณกรรมจนช้ำในตายอย่างโหดร้าย
นางตายไปพร้อมกับบุตรที่มีอายุครรภ์เพียงสองเดือนกว่าๆ เท่านั้น
มือข้างหนึ่งจับกระโปรงเอาไว้ก่อนจะยกเท้าก้าวผ่านธรณีประตูเข้าไปในโถงประชุมโอ่อ่า ยอบกายน้อยๆ ทำความเคารพประมุขของตระกูลผู้มีศักดิ์เป็นบิดาผู้ให้กำเนิด
“ลี่เซียนคารวะท่านประมุขเจ้าค่ะ”
ชาติก่อน ‘ม่านลี่เซียน’ แทบจำไม่ได้เลยว่าครั้งสุดท้ายที่ได้เหยียบย่างเข้ามาในโถงประชุมอันทรงเกียรติของตระกูลม่านนั้นเมื่อใด เพราะนับตั้งแต่นางลืมตาถือกำเนิด นางก็เป็นเพียง ‘คุณหนูไร้ตัวตน’ แห่งสกุลม่านมาโดยตลอด
แม้นางจะเป็นบุตรสาวคนโตของตระกูล แต่ถือกำเนิดจากสตรีที่บิดามิได้รักใคร่ชอบพอ ด้วยถูกผู้ใหญ่จับคลุมถุงชนให้แต่งงานโดยไร้ใจ
ซึ่งลี่เซียนคือผลผลิตของ ‘ความชิงชัง’ นั้นเอง
‘ม่านจางหมิ่น’ และ ‘ไท่ซูเซียว’ ต่างฝ่ายต่างไม่รักกัน ต่างฝ่ายต่างเมินเฉยต่อกันดั่งคนแปลกหน้า ทันทีที่ไท่ซูเซียวคลอดบุตรสาวออกมา ก็ขอหย่าขาดจากบิดาแล้วเดินทางกลับสกุลเดิมทันที
ทั้งที่เวลานั้นนางเป็นเพียงทารกตัวแดงๆ ที่มีอายุแค่เพียงสิบวันเท่านั้น อย่าว่าแต่จะได้ดื่มนมสักหยดจากอกของมารดาเลย แม้แต่อ้อมกอดอบอุ่นนางก็ไม่เคยได้รับ
นางเติบโตโดยเหล่าสาวใช้ช่วยกันเลี้ยงดูไปวันๆ พอแค่ให้นางมีชีวิตรอด ให้น้ำต้มข้าว ให้ที่ซุกหัวนอน มีสภาพไม่ต่างจากสุนัขตัวหนึ่งในจวนที่กว้างใหญ่
สามเดือนหลังจากนั้นบิดาก็รับ ‘หวังฮุ่ยซิว’ หญิงคนรักเข้ามาเป็นภรรยา พิธีวิวาห์ถูกจัดอย่างยิ่งใหญ่จนเป็นที่กล่าวขานไปทั้งเมืองดั่งจะประกาศให้ทุกคนประจักษ์ในรักมั่นคงที่ต่างฝ่ายต่างมีให้แก่กัน ทั้งสองมีบุตรที่เกิดจากความรักด้วยกันสองคน
คุณหนูม่านถิงถิง และ คุณชายม่านซีซวนเติบโตขึ้นท่ามกลางความรักของบิดามารดา รายล้อมไปด้วยเหล่าข้าทาสบริวารที่พร้อมจะปรนนิบัติรับใช้ด้วยความภักดี ทว่าคุณหนูใหญ่ผู้ไร้ตัวตนกลับไม่มีใครเลย
ไม่มีใครอยู่เคียงข้างเลยสักคน…
เรือนที่หญิงสาวอยู่อาศัยนั้นแม้เป็นเรือนเดิมของมารดาที่เคยอาศัยอยู่ แต่ก็ผุพังไปตามกาลเวลาด้วยไม่เคยถูกแยแสทำนุบำรุงซ่อมแซม เสื้อผ้าที่นางสวมใส่ทุกวันนี้เป็นเสื้อผ้าที่มารดาทิ้งเอาไว้เพราะเก่าและล้าสมัยเกินกว่าจะนำกลับไปด้วย
ตัวตนของนางจืดจางและแห้งแล้งดั่งผืนดินที่แตกระแหงไม่มีแม้ต้นหญ้าสักต้นแต่งแต้มลงมา
ทางด้านมารดานั้นก็หาได้น้อยหน้าบิดา หย่าขาดไปได้เพียงหนึ่งปี มารดาก็แต่งงานใหม่กับรองหัวหน้าองครักษ์เสื้อแพร ครองรักกันอย่างมีความสุขหวานชื่น มีบุตรฝาแฝดชายหญิงเป็นดั่งโซ่ทองคล้องใจ
ม่านลี่เซียนจึงเป็นเพียงส่วนเกินในครอบครัวใหม่ของบิดามารดา
นางไม่อาจหันหน้าไปพึ่งพาใครได้ แม้ใช้ชีวิตไปวันๆ ไม่ทำตัวโดดเด่น แต่ถึงอย่างนั้นมารดาเลี้ยงและน้องสาวต่างมารดาก็มักจะสั่งสาวใช้ให้มาหาเรื่องกลั่นแกล้งรังแกนางมาโดยตลอด
ที่บิดาเรียกนางมาในวันนี้ ก็เพื่อให้นางเป็นหนึ่งในสตรีทั้งเจ็ดที่องค์ฮ่องเต้จะแต่งตั้งเป็น ‘ภรรยาสมรสพระราชทาน’ แก่สหายคู่พระทัย ‘โหวหย่งเหวิน’ หรือผู้ที่มีสมญานามว่า ‘หมาป่าโลหิต’ บุรุษผู้มีกลิ่นอายเลือดคาวคลุ้ง ด้วยดาบของเขาฆ่าฟันมนุษย์และสัตว์ปีศาจมานับครั้งไม่ถ้วน
แรกทีเดียวบิดาต้องการให้ ‘ม่านถิงถิง’ ไปเข้ารับการคัดเลือก เพราะผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นภรรยาของหยางโหว ย่อมได้มาซึ่งอำนาจ เงินทอง เส้นสายที่ทำให้ตระกูลเดิมแข็งแกร่งขึ้น ด้วยทุกคนต่างรู้ดีว่าหยางโหวมีอำนาจเป็นรองเพียงโอรสสวรรค์เท่านั้น
ทว่าหยางโหวมีลักษณะนิสัยสันโดษ พูดน้อย ขี้หงุดหงิด โมโหร้าย ไม่คบค้าสมาคมกับใคร อีกทั้งยังไม่ฝักใฝ่ในอำนาจการเมือง จึงยิ่งได้รับการไว้วางพระทัยจากฮ่องเต้
และที่สำคัญที่สุด…ด้วยพลังเหนือธรรมชาติที่หยางโหวครอบครอง ฮ่องเต้จึงต้องการให้สหายเพียงหนึ่งเดียวมีทายาทสืบเชื้อสาย เพื่อส่งต่อพลังเหนือธรรมชาตินี้ไม่ให้จางหายไปจากแผ่นดิน
ทรงมองการณ์ไกลว่าบุตรของหยางโหวจะเป็นสหายร่วมรบของพระโอรสเฉกเช่นพระองค์และหยางโหวสนิทสนมกัน และหวังอยากให้บุตรชายของหยางโหวช่วยคุ้มครองพระโอรสของพระองค์ที่เวลานี้มีวัยเพียงห้าชันษาเท่านั้น
แน่นอนว่าฮ่องเต้ทรงดำริเรื่องนี้กับหยางโหวมากว่าห้าปีแล้ว ทุกครั้งที่พบหน้าพระองค์จะหยิบยกเรื่องนี้มาหว่านล้อมเสมอ แต่หยางโหวกลับปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย ฮ่องเต้ก็หาได้ละความพยายามจนในที่สุดหยางโหวจึงตอบรับคล้ายปัดรำคาญอยู่ในที
บทที่ 1 บุตรสาวแสนชัง
บทที่ 1
บุตรสาวแสนชัง
ผลักไส
เมื่อทราบข่าวตระกูลขุนนางทั้งเจ็ดผู้ทรงอิทธิพลจึงเร่งรีบเตรียมบุตรสาวเดินทางเข้าวังหลวงเพื่อไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ และเพื่อให้หยางโหวเลือกเป็นภรรยาอย่างเร่งด่วนที่สุด
ทว่าม่านถิงถิงบุตรสาวผู้เป็นดั่งดวงแก้วของเสนาบดีกรมโยธาม่านจางหมิ่นกลับกรีดร้องฟูมฟายไม่ยอม ด้วยมีใจชอบพออยู่กับคุณชายตระกูลหนึ่ง อีกทั้งนางยังหวาดกลัวหยางโหวผู้โหดเหี้ยมอำมหิต เมื่อถูกบิดาบังคับนางจึงขู่จะผูกคอตาย
ประมุขม่านทั้งรักทั้งหลงบุตรสาวเมื่อได้ยินคำขู่เช่นนั้นก็ยอมศิโรราบแต่โดยดี แล้วหันไปบังคับม่านลี่เซียนให้เข้าร่วมการคัดเลือกในครั้งนี้แทน
แน่นอนว่า…หากม่านลี่เซียนบอกว่าจะผูกคอตาย บิดาคงโยนเชือกมาให้แทนการห้ามปราม
ชาติก่อนนางไม่ได้รับเลือกให้เป็นภรรยาของหยางโหว ครานั้นนางดีใจจนปล่อยโฮออกมา เพราะโหวหยางหย่งเหวินนั้นเป็นบุรุษน่ากลัว แววตาของเขาคมกร้าวอำมหิต ริมฝีปากของเขามักยกขึ้นน้อยๆ ราวกับจะเย้ยหยันคนทั้งโลก อีกทั้งรอบกายของเขายังอวลไปด้วยปราณสังหารและกลิ่นคาวเลือด
ทว่านางไม่รู้เลยว่าการไม่ได้รับเลือกให้เป็นภรรยาของหยางโหวในครั้งนั้นจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของนางไปตลอดกาล
บิดาโกรธมากเพราะตระกูลที่ได้รับเลือกเป็นตระกูลของอดีตภรรยาที่เขาแสนเกลียดชัง ซึ่งก็คือตระกูล ‘ไท่’ ของมารดาม่านลี่เซียนนั่นเอง
เสนาบดีม่านจึงส่งบุตรสาวแสนชังให้ไปเป็น ‘อนุภรรยา’ ของเสนาบดีเฒ่าที่มีอายุกว่าหกสิบปี ม่านลี่เซียนกลายเป็นของเล่นบำเรอกาม ถูกเหล่าภรรยาที่มีอยู่นับสิบทำร้าย อีกทั้งยังถูกคุณหนูหลี่ไฉ่หงบุตรสาวคนเล็กของตระกูลหลี่กลั่นแกล้งรังแกต่างๆ นานา
นางมีชีวิตด้วยความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส
ม่านลี่เซียนไม่คิดจะจมปลักอยู่กับความสิ้นหวัง นางเขียนจดหมายไปร้องขอความช่วยเหลือจากมารดา บอกเล่าถึงความทุกข์ทรมานที่นางได้รับอย่างละเอียด ว่านางมีชีวิตอยู่ดั่งตกนรกทั้งเป็นอย่างไรบ้าง เสนาบดีหลี่ทารุณกรรมทางร่างกายนางอย่างไรบ้าง ทว่ามารดากลับตอบจดหมายมาเพียงว่า
‘อย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่หน่อยเลย เจ้าโตเป็นผู้ใหญ่แล้วก็หัดอดทนอดกลั้นเสียบ้าง หัดอ่อนน้อมถ่อมตนให้ตระกูลหลี่เมตตาไม่ใช่ทำตัวเกียจคร้าน
เวลานี้ข้ากำลังวุ่นวายกับการดูแลน้องฝาแฝดของเจ้า ดังนั้นอย่าได้เขียนจดหมายไร้สาระเช่นนี้มารบกวนข้าอีกเป็นอันขาด!’
ราวกับหัวใจแหลกสลาย..
‘เรื่องเล็ก’ ‘ไร้สาระ’ ดังก้องอยู่ในหัวสมองซ้ำๆ ผลักเอาหยาดน้ำใสที่เอ่อคลออยู่ในกระบอกตาให้ไหลทะลักออกมาราวกับไม่อาจควบคุม
กระนั้นม่านลี่เซียนกลับไม่ย่อท้อ นางส่งจดหมายไปขอความช่วยเหลือจากบิดา แม้บิดาจะผลักไสนางให้กลายเป็นอนุภรรยาของเสนาเฒ่าตัณหากลับ แต่นางก็ยังมีความหวังอยู่ลึกๆ ว่าแท้จริงแล้วบิดาอาจไม่รู้ว่าได้ส่งนางมาลงนรกทั้งที่ยังหายใจก็เป็นได้
เงียบหาย…
ไม่มีแม้จดหมายสักฉบับตอบกลับมา ม่านลี่เซียนต้องช่วยตัวเอง นางแอบหนีออกจากจวนสกุลหลี่เดินทางไปร้องขอความเป็นธรรมต่อนายอำเภอ ทว่านายอำเภอกลับมองเหยียดนางตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้า อีกทั้งยังส่งตัวนางให้เสนาบดีกรมธรรมการผู้เป็นสามีอีกด้วย
วันนั้นนางถูกสามีตบตีจนช้ำในกระอักออกมาเป็นเลือด ทั้งๆ ที่นางตั้งครรภ์อยู่ แต่มันก็ใช้เท้ากระทืบลงมาบนลำตัวของนางอย่างไม่ปรานีด้วยความโกรธที่นางนำเรื่องคาวคลุ้งในจวนสกุลหลี่ไปโพนทะนาถึงจวนนายอำเภอ
นางแท้ง…
เจ็บปวดไปทั้งกายใจอย่างแสนสาหัส
ทว่านาทีที่นางหายใจรวยรินนั่นเอง นางก็ได้รับจดหมายจากบิดา ดวงตาที่กำลังจะปิดลงเบิกขึ้นด้วยความหวัง หวังว่าบิดาจะช่วยนางออกไปจากขุมนรกที่แสนดำมืดนี่เสียที
ทว่าสิ่งที่นางได้รับกลับเป็นจดหมายก่นด่าว่านางอกตัญญู เป็นบุตรสาวสารเลวที่ทำให้ตระกูลต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง…
ม่านลี่เซียนปล่อยกายไปกับพื้นห้อง สิ้นหวังจนหัวใจแทบแตกสลาย ก่อนที่นางจะสิ้นใจลงนางเฝ้าถามต่อสวรรค์ ว่าเหตุใดกัน…
เหตุใดนางจึงต้องทุกข์ตรมอย่างแสนสาหัสเช่นนี้ เหตุใดนางจึงประสบแต่ความทุกข์ไม่เคยพานพบความสุขเลยแม้แต่ครั้งเดียว
เหตุใดกัน…
คำถามของนางราวกับส่งไปถึงสวรรค์ นางหวนกลับมายังจวนสกุลม่านอีกครั้ง ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่สาวใช้มาตามให้นางไปพบบิดาที่โถงประชุมพอดี
ครานี้นางจะไม่ผิดพลาด นางจะต้องได้เป็นภรรยาของหยางโหว ต่อให้นางจะต้องเป็นภรรยาแสนชังของเขาก็ตาม
บทที่ 2 ครอบครัวจอมปลอม
บทที่ 2
ครอบครัวจอมปลอม
หลอกใช้
ม่านลี่เซียนเม้มริมฝีปากเข้าหากันเป็นเส้นตรง ชาติก่อนผู้ที่ได้เป็นภรรยาของหยางโหวคือคุณหนู ‘ไท่จูเจียว’ ผู้มีศักดิ์เป็นญาติผู้พี่ฝ่ายมารดาของนางนั่นเอง
นางจำได้ว่าไท่จูเจียวไม่เคยได้รับความรักจากสามี จนถูกซุบซิบในวงสังคมว่านางคือ ‘ภรรยาแสนชัง’ เพราะสามีแทบไม่มองหน้า ไม่พูดคุย ทำเพียงร่วมกิจกามอาทิตย์ละหนึ่งครั้งเป็นเวลาสองเดือนเพื่อให้กำเนิดบุตรเท่านั้น
เมื่อไท่จูเจียวตั้งครรภ์หยางโหวก็ทิ้งร้างไม่เคยมายุ่งเกี่ยวด้วยอีกเลย จนกระทั่งบุตรชายผู้เป็นทายาทมีอายุได้ห้าปี หยางโหวจึงเอ่ยอนุญาตให้ภรรยาเลี้ยงชู้รักเอาไว้ในเรือนหลังเพื่อปรนเปรอความต้องการที่เขาไม่อาจมอบให้ได้ ซึ่งที่เขาอนุญาตก็เพราะมีข่าวคาวเข้าหูว่าภรรยาของเขาแอบไปซ่องบุรุษที่ตรอกลับอยู่เสมอ
เพื่อที่ภรรยาจะได้ไม่ต้องลักลอบไปยังสถานที่อบายมุข สู้เลี้ยงบุรุษเอาไว้หลังเรือนมิง่ายกว่าหรือ
ไท่จูเจียวซึ่งมีนิสัยห่ามและยึดเอาความต้องการของตนเองเป็นหลักจึงเลี้ยงบุรุษผู้เป็นชายยาใจเอาไว้ถึงสามคน และใช้ชีวิตอย่างมีความสุขบนกองเงินกองทองของสกุลหยางที่ไม่มีวันหมด
นายหญิงแห่งจวนโหว มีอำนาจ เงินตรา และมีผู้คนในสังคมนับหน้าถือตา ต่อให้ไม่ได้รับความรักจากสามี แต่มีบุตรชายเป็นโซ่ทองคล้องใจ อีกทั้งบุตรชายยังเป็นสหายสนิทขององค์รัชทายาท ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าฐานอำนาจของไท่จูเจียวจะมั่นคงแข็งแกร่งไปจนกว่าจะสิ้นอายุขัย
และที่สำคัญหยางโหวแม้ไม่รักภรรยาแต่ไม่เคยทำร้ายตบตี ไม่มีอนุภรรยา ไม่เจ้าชู้ออกนอกลู่นอกทางหรือมีข่าวเกี่ยวพันกับสตรีคนใด และที่สำคัญเขาให้เกียรติภรรยาในฐานะคู่ชีวิตเป็นอย่างดี
ม่านลี่เซียนคาดเดาจากเหตุการณ์ในชาติที่แล้ว เป็นไปได้สูงว่าหยางโหวอาจไม่รักชอบสตรี เขาอาจจะมีคู่รักลับๆ ที่เป็นบุรุษเช่นกันก็เป็นไปได้ เพียงแต่ต้องมีภรรยาและบุตรเพื่อตัดรำคาญการวอนขอทายาทจากฮ่องเต้ก็เท่านั้นเอง
หากเป็นเช่นนี้นางยิ่งอยากเป็นภรรยาของเขา เพราะนางหวาดกลัวสัมผัสของบุรุษ นางเกลียดการร่วมเตียงกับบุรุษ หากนางไปอยู่ในจุดที่ไท่จูเจียวอยู่ นางคงมีความสุขมากที่สามีไม่หลับนอนด้วยแต่ให้อิสระในการใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่
ดังนั้นหวนกลับมาคืนนี้หนทางเดียวที่จะทำให้นางหลุดพ้นจากเสนาเฒ่าตัณหากลับมีเพียงหยางโหวผู้เดียวเท่านั้น และนางรู้วิธีที่จะทำให้ได้เป็นภรรยาของเขา เพราะนางยังจำขั้นตอนการคัดเลือกแม่พันธุ์ของหยางโหวได้เป็นอย่างดี
“….”
คำพูดหว่านล้อมของบิดาแทบไม่ได้เข้าสู่โสตประสาทของม่านลี่เซียนเลย ด้วยเป็นถ้อยคำที่นางเคยได้ยินมาทั้งหมดแล้วในชาติก่อน
“หวังว่าเจ้าจะเข้าใจนะเซียนเอ๋อร์ ว่าพ่อหวังดีต่อเจ้ามากเพียงใด หากเจ้าได้เป็นภรรยาของหยางโหว ก็นับว่าเจ้าได้ตอบแทนบุญคุณบิดา ตอบแทนบุญคุณตระกูลม่านแล้ว”
อา…
ขยะแขยงเหลือเกิน!
เรียกตนเองว่า ‘พ่อ’ อย่างไม่กระดากปากเลยหรือ อีกทั้งยังเรียกนางว่า ‘เซียนเอ๋อร์’ ทั้งที่ปกติแล้วไม่เคยพูดคุยกันแม้เพียงครึ่งคำ
แล้วใครกันอยากตอบแทนบุญคุณ!
ตระกูลม่านเคยมีบุญคุณใดต่อนางงั้นหรือ?
“แม่ต้องขอโทษด้วยนะเซียนเอ๋อร์ ที่ผ่านมาแม่ละอายใจเหลือเกินที่ละเลยต่อเจ้า แม่คิดว่าเจ้ามีชีวิตอย่างสุขสบายมาโดยตลอด เพราะแม่ได้มอบอำนาจในการดูแลเจ้าแก่หัวหน้าสาวใช้ โดยที่แม่ไม่เคยรู้เลยว่าหัวหน้าสาวใช้ผู้นั้นจะยักยอกเงินในส่วนของเจ้าไปจนหมดจนทำให้เจ้าลำบากเช่นนี้ แต่เจ้าไม่ต้องกังวลไปนะเซียนเอ๋อร์ เพราะต่อไปนี้จะไม่มีเรื่องเช่นนั้นแล้ว เพราะแม่ได้ไล่หัวหน้าสาวใช้ออกจากจวนไปแล้ว ต่อไปจะไม่มีใครมารังแกเจ้าได้อีก”
อา….
เป็นมารดาเลี้ยงมิใช่หรือ ที่สั่งให้สาวใช้มารังแกตบตีนาง แม้จะไม่ออกหน้าตบตีด้วยตนเอง แต่ก็ยืนมองด้วยความสะใจมาโดยตลอด
อีกทั้งฮูหยินม่านไม่ได้ไล่หัวหน้าสาวใช้ออกไปจริงๆ แต่เป็นเพียงให้ลาพักระยะยาวเพื่อรับสมอ้างว่าเป็นผู้ยักยอกเงินค่าดูแลนาง
เพื่อที่จะจัดฉากละครจอมปลอมตบตานางเท่านั้นเอง!
น่าคลื่นไส้เกินไปแล้ว!
“ท่านพี่ได้โปรดเดินทางเข้าวังเพื่อไปร่วมคัดเลือกเถอะนะเจ้าคะ ข้าอยากเห็นท่านพี่มีชีวิตที่สุขสบาย ข่าวว่าท่านโหวหยางหย่งเหวินกล้าแกร่งเป็นสุภาพบุรุษ ข้าเชื่อเหลือเกินว่าท่านโหวจะทำให้ท่านพี่มีความสุข”
ม่านถิงถิงปราดเข้ามาเกาะแขนราวกับออดอ้อนพี่สาว ทั้งที่ปกติแล้วมักจะถุยน้ำลายรดยามนางเดินผ่าน หรือไม่ก็ยกเท้าถีบจนผู้เป็นพี่สาวต่างมารดาล้มคว่ำลงไปกับพื้น
‘นังขยะ’ ได้กลายเป็น ‘ท่านพี่’ ไปเสียแล้ว
อา…
ไอ้อีสารเลวพวกนี้ น่าสมเพชเกินไปแล้ว! ครอบครัวจอมปลอมช่างน่าขยะแขยงเหลือเกิน
ม่านลี่เซียนแย้มยิ้มกดเก็บความเกลียดชังเอาไว้ภายใน แสดงท่าทีดั่งคนหัวอ่อนหน้าโง่ให้พวกมันหลอกใช้ดั่งเช่นชาติก่อน
“ข้าสำนึกในบุญคุณของพวกท่านทุกคน ไม่คิดเลยว่าท่านประมุข ฮูหยิน และคุณหนูม่านจะมีน้ำใจห่วงใยข้าถึงเพียงนี้ ข้าซาบซึ้งใจเหลือเกินเจ้าค่ะ”
“ท่านประมุขอะไรกัน เรียกข้าว่าท่านพ่อเถอะ”
“เจ้าค่ะท่านพ่อ”
ลี่เซียนจำได้ไม่ลืม ว่าชาติก่อนนางดีใจมากเพียงใด ที่คนไร้ค่าแสนจืดจางอย่างนางได้เป็นส่วนหนึ่งของคนในครอบครัวอีกครั้ง การเอ่ยเรียกท่านพ่อในชาติก่อนทำให้นางปีติจนตื้อตันไปทั้งลำคอด้วยความดีใจ ทว่าการเรียกท่านพ่อในชาตินี้กลับทำให้นางพะอืดพะอมดั่งจะอาเจียนออกมาเสียให้ได้
“เช่นนั้นเดี๋ยวข้าจะให้มารดาเจ้าคอยดูแลเรื่องการเตรียมตัว เจ้าจะต้องงดงามที่สุด ข้าจะไม่ยอมให้ใครมาดูถูกเจ้าซึ่งเป็นบุตรสาวคนโตอย่างเด็ดขาด”
ลี่เซียนได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มกว้าง ค่อนแคะในใจด้วยรู้ดีว่าหน้ากากจอมปลอมของคนในครอบครัวจะพังทลายลงทันทีเมื่อนางเดินทางกลับจวนโดยไม่ได้รับคัดเลือกให้เป็นภรรยาของหยางโหว