โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เมื่อโลกต้องการการเยียวยา แฟชั่นจะช่วยดูแลโลกได้อย่างไร? ช้อปแบบใช้สติ แฟชั่นที่ใจดี และสโลว คือคำตอบจากกูรูแฟชั่นในงาน Fashion Revolution กับการพูดคุยในหัวข้อ New Earth, New Fashion

Mirror Thailand

อัพเดต 30 เม.ย. 2568 เวลา 09.53 น. • เผยแพร่ 30 เม.ย. 2568 เวลา 09.34 น.
ภาพไฮไลต์

ในสัปดาห์ Earth Day 2025 นี้ Fashion Revolution Week 2025 ได้จัดกิจกรรมภายใต้ธีม ‘New Earth, New Fashion’ ที่มีทั้งพื้นที่ป๊อปอัพซึ่งเปิดโอกาสให้ทุกคนมาเรียนรู้การซ่อมแซมเสื้อผ้า พร้อมแลกเปลี่ยนเสื้อผ้ากับเพื่อนๆ ในงาน และวงสนทนาเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในโลกแฟชั่น

กิจกรรมหลักงานนี้คือการ Swap, Mend, Connect ที่มีการ ‘แลก’ ที่ทุกคนในงานนำเสื้อผ้าที่ไม่ใช้แล้วมาแลกเครดิตสำหรับการช้อปปิ้งเสื้อผ้าของเพื่อนๆ คนอื่นในงาน เพื่อการหมุนเวียนเปลี่ยนกันใส่สไตล์ใหม่แบบไม่เสียตังค์ พร้อมกับเวิร์กชอปการเรียนรู้ในการ ‘ซ่อม’ หนึ่งในวิธียืดอายุเสื้อผ้าที่ส่งผลกระทบต่อโลกน้อยที่สุด โดยสอนการซ่อมแบบ visible ซึ่งสอนเทคนิคการเนาผ้าซาชิโกะ หรือการซ่อมรูขาดด้วยเทคนิคการสานด้าย ที่สนับสนุนความคิดสร้างสรรค์ในการเพิ่มสตอรี่ให้กับเสื้อผ้าชิ้นโปรด

ส่วนสุดท้ายคือการ‘เชื่อมต่อ’ โดยมีแขกรับเชิญ 3 คน คือ คุณนี-ชาลิสา วีรวรรณ Wellness & Lifestyle Director แห่ง Wonderfruit, คุณอร-สิริอร เฑียรฆประสิทธิ์ ดีไซเนอร์และผู้ก่อตั้งแบรนด์ PAINKILLER Atelier และคุณแทมมี่-ธนพร อมรเกษมวงศ์ เจ้าของแบรนด์ Seire Collective รวมถึงคุณอุ้ง-กมลนาถ องค์วรรณดี ผู้ประสานงานเครือข่าย Fashion Revolution Thailand ที่มาร่วมหาคำตอบได้ในเสวนา New Earth, New Fashion ที่จะพาเราสำรวจบทบาทใหม่ของแฟชั่นในการฟื้นฟู สร้างสัมพันธ์ และดูแลชุมชนใน 3 ประเด็นแฟชั่นโลกใหม่ที่น่าสนใจ

เมื่อโลกต้องการการเยียวยา แฟชั่นจะช่วยดูแลโลกได้อย่างไร? ไปอ่านต่อกันได้เลย

เพราะบนโลกใบนี้มีเสื้อผ้าที่เพียงพอให้กับคนอีก 6 เจเนอเรชัน ก็ถึงเวลาแล้วที่เราต้องทำอะไรสักอย่างให้กับโลกใบนี้

จุดประสงค์ในการจัดงาน New Earth, New Fashion ในครั้งนี้ คุณอุ้ง-กมลนาถ องค์วรรณดี ผู้ประสานงานเครือข่าย Fashion Revolution Thailand กล่าวเอาไว้ว่าว่า “เรามีเสื้อผ้าบนโลกนี้ให้กับคนอีก 6 เจเนอเรชันใส่เพียงพอ จนกลายเป็นกองขยะเสื้อผ้าที่ประเทศชิลีที่เห็นบนดาวเทียมได้เลย เสื้อผ้าที่ถูกผลิตขึ้นมา มีน้อยกว่า 1% ที่ถูกนำไปรีไซเคิลจริงๆ และโดยประมาณการ อัตราการบริโภคในปี 2030 จะเพิ่มขึ้น 60% แม้ว่ามูฟเมนต์เรามีมา 10 ปี แต่ก็ไม่ได้ทำให้การบริโภค fast fashion ลดลงแต่อย่างใด มีแต่ยิ่งเร็วขึ้นเรื่อยๆ”

“วันนี้ถือว่าได้รับการตอบรับที่ดีมากค่ะ เพราะเราไม่ได้จัดมา 2 ปีแล้ว รู้สึกสนุกและดีใจที่ได้เห็นบรรยากาศของคนที่สนใจในแฟชั่นแบบยั่งยืนมารวมกัน เมื่อย้อนกลับไปตอนเราทำกิจกรรมของ fashion revolution ตั้งแต่ปี 2018 ในตอนนั้นคนเริ่มตระหนักถึงขยะพลาสติก หลอด ถุงผ้า แต่คนยังไม่เข้าใจเรื่องแฟชั่นว่าเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วย การจัดในปีแรกๆ มันเหงามากค่ะ”

“แต่วันนี้เราเห็นความเปลี่ยนแปลง ที่มีสื่อ มีธุรกิจ ของการฮิตเสื้อผ้ามือสอง แบรนด์รุ่นใหม่ๆ ที่ทำงานคราฟต์ slow fashion เกิดขึ้นเยอะมาก คือเราไม่ได้มองเห็นแค่มูฟเมนต์นี้อย่างเดียว แต่มันก็โตไปพร้อมกับความตระหนักกับปัญหาเหล่านี้มากขึ้น ทำให้การจัดกิจกรรมไม่เหงามากขึ้น กลายเป็นพื้นที่ให้คนที่สนใจมาพบปะพูดคุย เราต้องบอกว่าเราไม่ได้เป็นธุรกิจที่แสวงหาผลกำไร จึงอยากเก็บความออร์แกนิก ให้เป็นพื้นที่ของคอมมูนิตี้ให้คนที่สนใจเรื่องนี้มาเคลื่อนไหวร่วมกัน”

“พอทุกคนเอาเสื้อผ้ามาแลกกัน ก็จะเห็นคะแนนของเสื้อผ้าแต่ละชิ้นที่ขึ้นอยู่กับเนื้อผ้า การตัดเย็บ เหมือนเป็นการเรียนรู้ถึงคุณค่าของวัสดุธรรมชาติและกระบวนการผลิตไปในตัว ที่สำคัญที่สุดเราต้องเช็คตัวเองเวลาหยิบอะไรกลับไป ก็ลองคิดว่าเสื้อผ้าชิ้นนี้มันยังสะท้อนความเป็นตัวเราอยู่หรือเปล่า”

แค่รู้จักตัวเองมากขึ้น Shopping Therapy ก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป

สำหรับคุณนี-ชาลิสา วีรวรรณ ก่อนที่จะทำตำแหน่ง Wellness & Lifestyle Director แห่ง Wonderfruit เธอก็ผ่านงานในโลกแฟชั่นมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นแฟชั่นเอดิเตอร์ที่ Vogue Thailand ทำบล็อกแฟชั่นของตัวเอง จนในช่วงโควิดก็ได้เริ่มศึกษาเรื่องพลังงานจักรวาลและดวงดาวทำให้เธอได้รู้จักพลังงานรายล้อมอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

“ในช่วงโควิดพอทุกอย่างหยุดนิ่ง เราก็ได้นึกถามตัวเองว่าชอบทำอะไรมากที่สุด ก็เลยศึกษาในเรื่องของดวงดาว จึงเรียนรู้ว่าปีที่แล้วเป็นช่วงของพลังงานโลกเก่า ที่กำลังถูกชะล้างออกไป ทำให้เรารู้สึกถึงสิ่งใหม่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเทคโนโลยี AI อย่างเต็มตัว จนถึงเศรษฐกิจที่ผันเปลี่ยน แม้แต่เหตุการณ์แผ่นดินไหวล่าสุด ทุกคนคงเคยได้ยินว่า everything is energy ทุกอย่างคือพลังงานที่สัมพันธ์กันหมด ทุกอย่างคือธรรมชาติที่ทำให้เราเริ่มตระหนักรู้ว่าเราอยู่กับธรรมชาติหรือเปล่า”

“วันที่แผ่นดินไหว เราเชื่อว่าทุกคนเกิดการตื่นรู้ว่าเราคิดถึงใคร หรือหยิบอะไรก่อนเป็นสิ่งแรก นั่นคือสิ่งที่สำคัญกับเราที่สุด ตอนนี้โลกเรากำลังเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านที่ค่อนข้างสำคัญมากๆ แล้วทำอย่างไรทำให้เราผ่านไปได้ สิ่งแรกคือเราต้องหันกลับมารู้จักตัวเองก่อนในทุกแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นวิถีการใช้ชีวิตของเรา เราละเลยอะไรไปบ้างไหม เราเป็นเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดของตัวเองหรือยัง ในขณะเดียวกันเรารู้สึกว่าเราเป็นหนึ่งกับธรรมชาติ นับจากนี้ไปความสามัคคี ความเป็นคอมมิวนิตี้ และความรักที่เรามีให้กันจะเป็นพลังอันเป็นมวลมหาศาลที่ทำให้เราก้าวเข้าสู่ New Earth อย่างมั่นคง”

“แต่ก่อนเวลาที่รู้สึกเหนื่อย เราจะชวนเพื่อนไปช้อปปี้ซื้อของฉาบฉวย แล้วบางทีก็ไม่ได้อะไร ทำให้เกิด waste เยอะมาก จึงคิดว่า shopping therapy ซื้อของในการแก้ไขปัญหาก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป ถ้าเรารู้จักและรักตัวเอง การสร้างความสุขก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาวัตถุเสมอ การซื้อของก็ขึ้นอยู่กับความสมดุล ถ้าเราซื้อและตั้งใจเรารู้ว่าเราต้องการอะไร เราซื้ออะไรไปแล้วเราใช้ได้แน่ๆ ก็จะดีกว่า”

“ตอนนี้โลกหมุนเร็วมากและจะยิ่งหมุนเร็วกว่านี้อีก และยังเป็นช่วงเวลาของพลังงานขาลง มีแต่ข้อมูลข่าวสารที่เป็นดิจิทัล ทำให้ทุกคนไหลไปกับพลังงานนี้ด้วย สิ่งแรกที่เราทำได้คือ การใช้เวลาอยู่กับตัวเองนิ่ง ๆ และถามตัวเองว่าอะไรมีคุณค่ากับเรา เวลาใช้จ่ายก็ไตร่ตรองว่า สิ่งนี้มันสมเหตุสมผลไหม ตรงนี้แหละคือจุดเริ่มต้นที่ดี ที่ดูเหมือนเล็กน้อยมาก แต่ยิ่งใหญ่มากๆ ถ้าทุกคนทำร่วมกัน”

เพราะอยากให้โลกแฟชั่นมีแต่ความใจดีต่อกัน

การทำแบรนด์ PAINKILLER Atelier มายาวนานถึง 17 ปีได้นั้น เกิดจาก คุณอร-สิริอร เฑียรฆประสิทธิ์ ดีไซเนอร์และผู้ก่อตั้ง มีประสบการณ์ไม่ดีในการทำงานแรกๆ ในฝรั่งเศส ทำให้เธอตั้งใจว่าถ้ามีบริษัทของตัวเองสักวันอยากทำให้เป็น Kind Fashion

“สมัยนั้นไม่มีโซเชียลมีเดีย และยุคนั้นทุกคนต้อง bitchy ใส่กันแล้วมันจะดูคูล ตอนนั้นเป็นผู้ช่วยดีไซเนอร์อยู่ที่ฝรั่งเศส เป็นคนที่ทำทุกอย่างให้เจ้านาย เคยใส่เฝือกที่ขา แต่บอสใช้เราทำงาน พอเราขอค่าแท็กซี่ เขาบอกว่าทำไมไม่ขึ้นซับเวย์ และยังเป็นแบรนด์ที่ผลิตในจีน ที่เขาก็ทรีตคนจีนไม่ดี แม้กระทั่งเราทำอาหารเลี้ยงพนักงาน แล้วเราอยากใส่ผัก เขาก็บอกว่าถ้าอยากใส่เราต้องเป็นคนออกเงินเอง มันก็เป็นความรู้สึกว่าทำไมเราไม่ใจดีต่อกันในออฟฟิศล่ะ ”

“การจ้างงานตัดข้างนอกเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่า working condition ของเขาเป็นอย่างไรบ้าง มีโรงงานบางโรงงานที่จีนที่ล็อคห้องเย็บไม่ให้คนออกไปเข้าห้องน้ำ เพราะมันเสียเวลาการผลิต เราเราไม่อยากให้เงินของเรามันไปกดขี่คนอื่น เราจึงมีทีมตัดเย็บของเราเอง เพื่อดูแลความสุขของคนที่มาทำงานให้เรา เรามีแปลงผักที่ทุกคนช่วยกันปลูกผัก มีแมวไว้ซัพพอร์ตจิตใจของพนักงาน มีแคร่ตามคำขอ เพื่อเป็นที่กินข้าวพักผ่อน”

“การทำงานฝั่งหน้าของแฟชั่นจะเป็นผู้ชาย แต่ข้างหลังคนที่ผลิตเสื้อผ้าส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงซึ่งจะมีรายละเอียดบางอย่าง เช่น ประจำเดือนหรือการมีลูก ยกตัวอย่างเช่นคนในออฟฟิศถึงวัยอยากมีลูก เขาจึงคุยกันแล้วมาขอคิวการมีลูกได้ไหม เพราะว่าเขาไม่สามารถมีลูกพร้อมกันไม่อย่างนั้นจะกระทบงานได้ เราเลยลงคิวมีลูกกัน แล้วจัดทำห้องเด็กเพื่อให้เพื่อนร่วมงานออกไปช่วยกันดูแลลูกๆ ของเพื่อนได้ แต่ตอนนี้ทุกคนเข้าสู่วัยมีลูกกันหมดแล้ว เลยกลายเป็นสวัสดิการในการพาลูกมาเรียนที่ออฟฟิศกันแทน”

“การทำงานในวงการแฟชั่นมานาน บางครั้งเราตั้งคำถามว่าอาชีพดีไซเนอร์ไม่มีประโยชน์หรือเปล่า พอคิดขึ้นมาได้ว่าเราไม่ต้องเลิกทำแฟชั่นก็ได้ แต่เรามาสร้างมาตรฐานที่ดีให้กับแบรนด์แฟชั่นดีกว่าไหม และถามตัวเองว่ามาตรฐานที่ดีมันเป็นอย่างไร ก็คือแบรนด์ที่มี waste น้อยลง เป็นมิตรกับโลกมากขึ้น ถึงเราจะขยายไม่ไวแต่เราหยั่งลงระดับลึก เปลี่ยนการขายของจำนวนมาก เป็นจำนวนที่ลิมิต ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน เริ่มต้นจากความรักโลก เราจึงหาวัสดุทดแทนด้วยการใช้ผ้า surplus หรือผ้าเผื่อเหลือส่วนเกิน และผ้า dead stock เข้ามาในคอลเลกชั่นโดยไม่ให้ลูกค้ารู้ 2023 ผลิตถุงแพ็กของที่ย่อยสลายได้ ในปีนี้เราเพิ่มการใช้ผ้า surplus 40-50% ก็เป็นที่มาของโปรเจ็กต์ล่าสุด PAINKILLER Loop ที่เราทำสินค้าจาก surplus 100% การเปิดสาขาใหม่จึงเป็นการบังคับตัวเองให้จริงจังกับมันมากขึ้น”

“แม้แฟชั่นเป็นอะไรที่เร็วและฉาบฉวย แต่แฟชั่นสามารถเห็นใจซึ่งกันและกันได้ เราเป็นผู้บริโภคเราไม่จำเป็นต้องคาดหวังในการซื้อสินค้าลดราคาตลอดเวลา เราอาจต้องเห็นใจคนผลิตด้วยว่าเขาทำงานอย่างยากลำบาก ซึ่งเราถามเมคเกอร์เองเวลาเขาทำเสื้อผ้าเสร็จ ว่าถ้าเราตั้งราคาเท่านี้ ถ้าเป็นเขาเขาจะซื้อไหม ถ้าเขาซื้อแปลว่าเขาภูมิใจในผลงานของตัวเอง คนซื้อต้องเห็นใจคนเย็บ และคนเย็บต้องเห็นใจคนซื้อ พอทุกคนที่ผลิตงานมีความสุข จะทำให้ผลิตผลงานออกมามันมีพลังงานบางอย่าง ทำให้ลูกค้ารู้สึกภูมิใจที่จะใส่ เหมือนกับช่างที่ภูมิใจที่จะเย็บเช่นกันค่ะ”

การเปิดโอกาสให้คนในชุมชนสร้างสรรค์ผลงาน โดยไร้อัตตาของดีไซเนอร์ ทำให้งานคราฟต์เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์

แบรนด์คราฟต์รุ่นใหม่อย่าง Seire Collective ก่อตั้งโดย คุณแทมมี่- ธนพร อมรเกษมวงศ์ ที่ได้ใช้เวลาคลุกคลีกับชุมชนต่างๆ ด้วยตัวเอง พอได้สัมผัสกับวิถีชีวิตของชุมชนต่างๆ แล้ว ก็ยิ่งเกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงเบื้องหลังของการสร้างสรรค์ผลงานแต่ละอย่างออกมา กลายมาเป็นบทสนทนาในการสร้าง collaborative collection อย่างแท้จริง

“เราได้ทำงานกับช่างปักที่ภาคเหนือ ไปอยู่กินนอนกับเขา ทำให้เราได้เห็นว่า เขาไม่ได้ทำงานตามระบบออฟฟิศคนเมือง ช่วงเช้าตื่นมาตีสามตีสี่ทำกับข้าว แล้วออกไปเช็คสวน พอแดดเริ่มเบาก็จะปูเสื่อ พี่ป้าน้าอาก็จะมารวมกันปักผ้า แล้วเที่ยงก็หิวอีกรอบก็จะกินข้าวแล้วกลับมาปักใหม่ มันคือวิถีชีวิตของเขาที่เขาจัดการเวลาของตัวเองได้ ที่อาจจะแตกต่างจากคนเมือง เราเข้าใจว่าผ้าแต่ละลายเกิดจากความคิดอะไร บางชุมชนก็อาจจะปักแบบอยู่ในกรอบ พออีกชุมชนมีงานสไตล์อิสระมากขึ้น เหมือนเป็นการรีเสิร์ชถึงประวัติศาสตร์ของผ้าแต่ละภูมิภาคมาจากอะไร และนำมาประยุกต์ใช้อะไร”

“เวลาทำงานกับชุมชน เราพยายามไม่เอาอัตตาตัวตนเข้าไป นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงนำคำว่า ‘เสรี’ มาเป็นแบรนด์ Seire Collective เพราะเป็นการสร้างสรรค์งานร่วมกัน ที่เราเปิดโอกาสทางความคิดในการออกแบบให้พวกเขานำเสนอตัวตนอย่างเต็มที่ และเราจะค่อยๆ สอดแทรกดีไซน์ความชอบเข้าไปที่ออกมาเป็นดีไซน์ร่วมสมัย พอเราทำงานคราฟต์งานฝีมือ เรารู้สึกว่างานมันออกมาสนุก แปลกตา และคาดไม่ถึง ที่หลายคนอาจจะมองว่าเป็น human error แต่เรากลับมองว่าเป็น happy accident ที่เล่าเรื่องราวในแบบของมันเอง”

“งานคราฟต์ของ Seire Collective ไม่จำเป็นอยู่ในชนบทอย่างเดียว ล่าสุดไปอินเดียมา แล้วเจอร้านทำสติกเกอร์ที่ทำให้ local sme โดยไม่ใช้โปรแกรมอะไรที่แฟนซีเลย เราเลยจิ้มดีไซน์ที่มีอยู่แล้ว เลยจ้างให้ทำสติกเกอร์ให้เราหน่อย โดยที่ไม่ต้องบรีฟอะไรมาก ให้เขามีอิสระในการออกแบบ เหมือนเป็นการ deconstruct ตัวเองออกมาแล้วให้เขาลองผิดลองถูก กลายเป็น collaborative work ด้วยกัน

“การทำเดินทางไปหาแม่ๆ ลุงๆ ในชุมชนต่างๆ ทำให้เราเห็นอะไรที่ไม่เคยเห็นมาก่อน พอเห็นวิถีการใช้ชีวิตที่ช้าลง ทำให้เราเก็บเกี่ยวดีเทลเล็กน้อยได้เยอะมาก ทั้ง ธรรมชาติ แดด ลม ฝน ทำให้เริ่มเห็นอะไรหลายๆ อย่างสวยงามขึ้น”

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...