โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ย้อนรอย 25 ปี: ถอดรหัสวิกฤตตลาดหุ้นสหรัฐฯ จาก Dot-Com ถึง AI Boom

efinanceThai

เผยแพร่ 25 มี.ค. 2568 เวลา 07.17 น.

ย้อนรอย 25 ปี: ถอดรหัสวิกฤตตลาดหุ้นสหรัฐฯ จาก Dot-Com ถึง AI Boom

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -25 มี.ค. 68 14:17 น.

ภาพตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่พุ่งทะยานอย่างต่อเนื่องในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ทำให้นักลงทุนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอสมควร เห็นวัฏจักรขึ้นสุด-ลงลึก อดคิดถึงช่วงยุคทองของอินเทอร์เน็ต ก่อนลงเอยกลายเป็น “ฟองสบู่ดอทคอม” เมื่อ 25 ปีที่แล้วไม่ได้ เนื่องจากปัจจัยขับเคลื่อนตลาดที่คล้ายคลึงกัน นั่นคือ กระแสความตื่นตัวในเทคโนโลยีเกิดใหม่ อย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในปัจจุบัน และการเกิดขึ้นของอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นของใหม่ในยุคนั้น ที่ส่งผลให้ตลาดทะยานขึ้นอย่างร้อนแรง จนอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า แนวโน้มของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในปัจจุบัน มีโอกาสจะซ้ำรอยเหตุการณ์ในอดีตหรือไม่

ย้อนไปเมื่อวันที่ 24 มี.ค. ปี 2000 ดัชนี S&P 500 พุ่งขึ้นไปแตะที่ 1,527.46 จุด ก่อนที่ตลาดจะไม่ได้เห็น S&P500 ทำระดับนี้อีกเลยจวบจนถึงปี 2007 และสามวันต่อมา ดัชนี Nasdaq 100 ซึ่งติดตามหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปิดทำออลไทม์ไฮในรอบกว่า 15 ปี

หากจะย้อนไปจุดเริ่มต้นก่อนหน้านั้น หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญ คือการยื่นทำ IPO ของบริษัท Netscape Communications Corp. ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเบราเซอร์อินเทอร์เน็ต โดยเริ่มซื้อขายหุ้นเมื่อเดือนส.ค. 1995 โดยในช่วงที่ธุรกิจของบริษัทพีคสุด ๆ เว็บเบราเซอร์ของ Netscape ครองส่วนแบ่งตลาดถึง 80% ส่วนตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในระหว่างนั้น จนถึงเดือนมี.ค. 2000 ดัชนี S&P500 เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าตัว ขณะที่ดัชนี Nasdaq 100 ทะยานไป 718% ก่อนที่มูลค่าของดัชนี Nasdaq ที่เคยเพิ่มขึ้นจะหายวับไปกว่า 80% ในเดือนต.ค. 2002 ขณะที่ S&P 500 สูญมูลค่าไปครึ่งหนึ่ง

ภาพของตลาดหุ้นในยุคดอทคอมเริ่มสะท้อนกลับมาในปัจจุบัน ซึ่งมีเทคโนโลยี AI อยู่เบื้องหลัง ที่ปัจจัยหนุนให้ดัชนี S&P 500 ทะยานขึ้นไป 72% หลังจากย่อตัวลงต่ำในเดือนต.ค. 2022 และทำนิวไฮเมื่อเดือนก.พ.ที่ผ่านมา โดยมีมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นกว่า 22 ล้านล้านดอลลาร์ ก่อนที่จะแนวโน้มขาขึ้นจะเริ่มแผ่วลง โดยถึงตอนนี้ ดัชนี Nasdaq 100 และดัชนี S&P 500 เริ่มเข้าสู่เขตปรับฐานแล้ว

เทียบดีกรีความร้อนแรง “Dot-com” VS “AI Boom”

* เมื่อเทียบกันในหลายมิติ ดีกรีความเข้มข้นของความต้องการเข้าลงทุนของยุคนี้ ยังไม่รุนแรงเท่ายุคดอทคอม

* สตีฟ เคส (Steve Case) อดีตประธานและซีอีโอของ AOL กล่าวว่า อินเทอร์เน็ตเป็นแนวคิดที่ยิ่งใหญ่และทรงอิทธิพลต่อสังคม ธุรกิจ และโลกอย่างมาก จนนักลงทุนที่เล่นแบบเพลย์เซฟมักถูกทิ้งไว้ข้างหลัง นั่นทำให้มีบางกลุ่มกล้าเสี่ยงเทหมดหน้าตัก เพราะความกลัวที่จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง บางกรณีประสบความสำเร็จ แต่หลายเคสไม่ได้เป็นแบบนั้น

* หนึ่งในตัวอย่างคือ การทำข้อตกลงการควบรวมกิจการระหว่าง AOL และ Time Warner ที่ไปไม่ถึงดวงดาว ซึ่งการยื่นซื้อกิจการ Time Warner เกิดขึ้นในปี 2000 ขณะนั้นหุ้นของ AOL กำลังพุ่งทะยาน ก่อนที่สตีฟ เคส จะยอมรับว่าแผนบางอย่างที่วาดฝันในกระดาษไม่สามารถทำได้จริง เมื่อการควบรวมกิจการไม่เป็นไปตามแผน ราคาหุ้นของ AOL Time Warner หลังควบรวมกิจการจึงดิ่งลงเรื่อย ๆ ก่อนจะแยกย้ายกันในปี 2009

* แม้วอลล์สตรีทจะกังวลว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย แต่จุดที่น่าสังเกตคือ ความบ้าคลั่งต่อกระแสอินเทอร์เน็ตในยุคดอทคอม ธุรกิจบางรายไม่มีโมเดลธุรกิจที่ชัดเจนมารองรับ ต่างจากปัจจุบันซึ่งบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI นั้นเป็นผู้เล่นที่อยู่ในวงการมานานและทำกำไรให้เห็น อาทิ Alphabet, Amazon.com, Apple, Meta Platforms, Microsoft และ Nvidia ต่างจากสตาร์ทอัพยุคดอทคอมที่ไม่สามารถทำกำไรได้

Burn Rate ติดลบแล้วไง ใครแคร์?

* ยุคฟองสบู่ดอทคอมมุ่งเน้นไปที่การลงทุนเพื่อเก็งกำไรในบริษัทที่มองไม่เห็นกำไร ซึ่งมีอัตราการเผาเงินทุน (Burn Rate)เข้าขั้นติดลบ หรือใช้จ่ายออกมากกว่ารายได้ที่เข้ามา

* แม้อัตราการเผาเงินทุนจะติดลบ แต่บริษัทหลายแห่งยังได้รับการยอมรับว่ามีสถานะที่ดี แม้จะไม่มีกำไรก็ตาม จากความเชื่อที่ว่า "ครั้งนี้มันแตกต่าง" เพราะการเกิดขึ้นของอินเทอร์เน็ต

* ความท้าทายในการประเมินมูลค่าหุ้น การใช้ตัวชี้วัดแบบดั้งเดิม เช่น อัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เนื่องจากบริษัทที่มาแรงในช่วงนั้นยังไม่สามารถทำกำไรได้ วอลล์สตรีทจึงได้นำตัวชี้วัดใหม่ เช่น mouse clicks และ eyeballs มาใช้ เพื่อวัดการเติบโตของบริษัทเหล่านี้ แม้จะเป็นวิธีการสุดเพี้ยน แต่นักลงทุนก็ไม่สน เพราะเชื่อหมดใจว่า อย่างไรเสีย อินเทอร์เน็ตก็มีอนาคตสดใสและราคาหุ้นยังพุ่งเอา ๆ (ซึ่งหากย้อนไปในปี 1999 อัตราส่วน P/E ของดัชนี Nasdaq อยู่ที่ประมาณ 90 เท่า เมื่อเทียบกับปัจจุบัน ซึ่งอยู่ที่ 35 เท่า)

* ไม่ใช่แค่ฝั่งนักลงทุนที่เก็งกำไรจากเทรนด์อินเทอร์เน็ต บรรดาโบรกเกอร์เองก็ง่วนกับการบริหารพอร์ตตัวเอง พอ ๆ กับพอร์ตลูกค้า

* ในเดือนมี.ค. 2000 บริษัทอย่างน้อย 13 แห่งในดัชนี Nasdaq 100 รวมถึง Amazon.com มีอัตราการเผาเงินสดเกิดขึ้นตลอดช่วงปีก่อน แต่นักลงทุนยังคงซื้อหุ้นของบริษัทเหล่านี้ รวมถึง Pets.com ซึ่งยื่นทำ IPO ในปี 2000 ก่อนปิดตัวลงในเดือนพ.ย. ในปีเดียวกัน สะท้อนการลงทุนอย่างบ้าคลั่งโดยไม่สมเหตุสมผลในยุคฟองสบู่ดอทคอม

จับจังหวะผิด ชีวิตเปลี่ยน

* เมื่อหลายปัจจัยมารวมกัน ระเบิดเวลาที่กำลังนับถอยหลังรอวันที่ฟองสบู่จะแตกดังโพล๊ะก็เกิดขึ้นในที่สุด ส่วนหนึ่งนั้นมาจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อชะลอความร้อนแรงในตลาดหุ้น ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยของญี่ปุ่น ทำให้นักลงทุนเริ่มหวั่นใจและตั้งคำถามถึงตลาดหุ้นที่พุ่งทะยานทำออลไทม์ไฮว่านี่อาจเป็นภาพลวงตา และเริ่มไม่มั่นใจต่อหุ้นที่ไม่ทำกำไร แม้ลึก ๆ จะยังเชื่อมั่นในศักยภาพของอินเทอร์เน็ตอยู่ก็ตาม

* จิม แกรนท์ (Jim Grant) ผู้ก่อตั้ง Grant’s Interest Rate Observer มองเรื่องนี้ว่า แม้นักลงทุนจะมองออกถึงแนวโน้มตลาดขาขึ้นจากโอกาสทางธุรกิจของอินเทอร์เน็ต แต่การยอมควักเงินลงทุนชนิดทุ่มสุดตัวเพื่อลงทุนไปกับบริษัทอย่าง Sun Microsystems (บริษัทด้านระบบซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์) และสูญเงินไป 95% ถือเป็นเรื่องที่ผิดพลาด

* อย่างไรก็ดี หลังผ่านพ้นวิกฤตยุคดอทคอม บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีหลายแห่งในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น Alphabet, Meta, Apple หรือ Microsoft ล้วนเติบโตมาจากยุคที่อินเทอร์เน็ตกำลังบูม และต่อมาบริษัทอย่าง Uber ยังต่อยอดจากเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต ก่อนพัฒนาไปสู่โมเดลธุรกิจที่น้อยคนในช่วงต้นยุคมิลเลนเนียลจะจินตนาการออก

* ร็อบ อาร์น็อตต์ (Rob Arnott) ผู้ก่อตั้งและประธาน Research Affiliates มองว่า การนำอินเทอร์เน็ตไปใช้เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ชอบทำอะไรซ้ำ ๆ จนกลายเป็นนิสัย เช่นเดียวกับการใช้อินเทอร์เน็ตที่ค่อย ๆ กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต แต่หากพูดถึงปี 2000 นั่นไม่เป็นความจริง

* มูลค่าตลาดที่สูญเสียไป 5 ล้านล้านดอลลาร์ในยุคดอทคอม ถือเป็นบทเรียนที่เจ็บปวดสำหรับนักลงทุนหลายคน ถ้ามองในหลาย ๆ ด้าน การลงทุนในอินเทอร์เน็ตอาจ "ถูกที่" เพียงแต่ "ผิดจังหวะ"

AI Dreams ฝันให้ไกล เหลือแค่…ไปให้ถึง

* เชื่อว่า เทคโนโลยี AI จะเข้ามาปฏิวัติชีวิตประจำวันเหมือนมีผู้ช่วยส่วนตัว และมีบทบาทในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการขนส่ง การศึกษา การดูแลสุขภาพ ความบันเทิง และอีกมากมาย ทั้งหมดนี้อาจเป็นจริงได้

* แต่อย่าลืมไปว่า เมื่อพูดถึงฟองสบู่หุ้นเทคฯ ผู้ชนะตัวจริงอาจเป็นม้ามืด หรือบริษัทเล็ก ๆ นอกสายตา ซึ่งในยุคฟองสบู่ดอทคอมอาจยังเห็นได้ไม่ชัดเจน เวนไรท์ (Wainwright) อดีตซีอีโอของ Pets.com ตั้งข้อสังเกตว่านวัตกรรมมักมาจากบริษัทขนาดเล็ก และอาจเป็นดังที่ว่าเช่นกันสำหรับยุค AI อย่างกรณีของ DeepSeek ที่เปิดตัว AI เมื่อเร็ว ๆ นี้ และทำให้มูลค่าตลาดของ Nvidia หายไป 589,000 ล้านดอลลาร์ในพริบตา

* ขณะที่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่กำลังทุ่มเงินไปกับการพัฒนา AI แม้จะแลกมาด้วยมาร์จิ้นกำไรที่ลดลงก็ตาม เพื่อก้าวขึ้นมาอยู่หัวแถว ท่ามกลางการแข่งขันที่ทุกคนจ้ำไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว

* Vinod Khosla มหาเศรษฐีนักลงทุนและผู้ร่วมก่อตั้ง Khosla Ventures ซึ่งครั้งหนึ่งเคยทำรายได้เป็นกอบเป็นกำในยุคทองอินเทอร์เน็ต และเห็นการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีมาแล้วมากมายตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เชื่อว่า AI ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์

ที่มา Bloomberg

รายงาน โดย Supak Hopuengju เรียบเรียง โดย Supak Hopuengju
อีเมล์. supak@efinancethai.comอนุมัติ โดย อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร
ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...