โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

‘สุภาพร พิมพงษ์’ เธอคนนั้น คือใครกันนะ? กลต. เร่งสอบปริศนาการเข้าถือหุ้นใหญ่

TODAY

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • TODAY

ในแวดวงตลาดทุนไทยช่วงนี้ มีชื่อหนึ่งที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง นั่นคือ ‘สุภาพร พิมพงษ์’ หลังสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เผยแพร่แบบรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569

ซึ่งระบุว่าบุคคลรายนี้ได้เข้าซื้อหุ้นบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE เพิ่มเติมเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 ในสัดส่วนราว 3.2% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมด

เมื่อนับรวมกับหุ้นเดิมที่ถืออยู่ก่อนหน้า ทำให้สัดส่วนการถือครองรวมพุ่งขึ้นไปแตะระดับ 7.1% ทันที ส่งผลให้ ‘สุภาพร’ กลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับ 6 ของ TRUE แบบไม่มีใครทันตั้งตัว

และหากคำนวณตามราคาหุ้นในช่วงเวลาดังกล่าว มูลค่าการถือครองทั้งหมดจะสูงกว่า 30,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างเหลือเชื่อสำหรับนักลงทุนบุคคลธรรมดารายหนึ่ง

ยิ่งไปกว่านั้น ธุรกรรมครั้งนี้ยังทำผ่านโบรกเกอร์ต่างชาติอย่าง UBS Group AG ยิ่งเพิ่มความน่าสนใจให้กับเรื่องนี้ในสายตานักลงทุน

[ เป็นใคร? ทำไมข้อมูลขาดๆหายๆ ดูไร้ตัวตน ]

เมื่อไม่มีใครรู้จักเธอมาก่อน สิ่งที่ทำให้ตลาดตั้งคำถามไม่ได้อยู่ที่ขนาดของการถือหุ้นเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ตัวตนของ ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ที่แทบไม่เคยปรากฏชื่อในฐานะนักลงทุนที่มีชื่อเสียงในตลาดทุนไทยมาก่อน

ที่น่าแปลกใจยิ่งกว่านั้นคือ แม้จะมีรายงานการถือครองหุ้นในสัดส่วนสูงมากในบางบริษัท แต่ชื่อของเธอกลับไม่เคยปรากฏอยู่ในบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทเหล่านั้นเลย

เมื่อสืบค้นย้อนหลังในฐานข้อมูลของ ก.ล.ต. ยิ่งพบความน่าสงสัยมากขึ้นไปอีก เพราะชื่อ ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ไม่ใช่หน้าใหม่ในระบบรายงานเลย แต่มีการทำรายการกระจายอยู่ในบริษัทจดทะเบียนถึง 6 แห่ง ได้แก่ MAJOR, GJS, BBL, AAV, KBANK และ TRUE

ที่น่าตกใจคือ แทบทุกรายการวันที่ทำธุรกรรมจริงกับ วันที่ยื่นรายงานต่อ ก.ล.ต. กลับห่างกันหลายปี เช่น รายการของ MAJOR ที่ทำธุรกรรมตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน 2564 แต่เพิ่งมายื่นรายงานเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 หรือย้อนหลังเกือบ 5 ปี โดยสัดส่วนขยับจาก 4.97% เป็น 9.99%

ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือกรณีหุ้น GJS ซึ่งพบการยื่นรายงานถึง 2 ฉบับ ฉบับแรกระบุวันทำรายการ 9 กุมภาพันธ์ 2565 สัดส่วนขยับจากราว 40.45% พุ่งไปถึง 80.90%

ส่วนอีกฉบับระบุวันทำรายการ 2 กุมภาพันธ์ 2566 สัดส่วนขยับจากฐานใกล้เคียงเดิมคือราว 40.45% ไปอยู่ที่ 48.69% ซึ่งตัวเลข ’สัดส่วนก่อนได้มา’ ของทั้งสองรายการที่ใกล้เคียงกันมากทั้งที่ห่างกันคนละปี

นอกจากนี้ยังมีรายการหุ้น BBL เมื่อ 11 เมษายน 2566 ที่ดันสัดส่วนจาก 4.99% ขึ้นไปแตะ 5.01% แบบเฉียดฉิว ตามด้วยหลักทรัพย์แปลงสภาพของ AAV เมื่อ 6 พฤศจิกายน 2566 ที่ขยับจาก 4.00% เป็น 5.34% และหุ้น KBANK เมื่อ 13 สิงหาคม 2568 ที่ขยับจาก 4.25% เป็น 5.11%

ส่วนกรณีหุ้น TRUE ที่เป็นข่าวใหญ่นั้น ยิ่งซับซ้อนกว่าใคร เพราะพบว่ามีการยื่นรายงานธุรกรรมวันที่ 15 มิถุนายน 2569 ซ้ำถึง 2 ครั้งในระบบ คือยื่นในวันเดียวกับที่ทำรายการ และยื่นซ้ำอีกครั้งในวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 โดยระบุสัดส่วนก่อนได้มาที่ 3.88% ก่อนขยับขึ้นไปแตะ 7.10%

พูดง่ายๆ คือ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ชื่อนี้ปรากฏขึ้นๆ ลงๆ ในระบบรายงานของ ก.ล.ต. อยู่เรื่อยๆ แต่กลับไม่เคยถูกจับตาในฐานะ ’รายใหญ่ตัวจริง‘ ของบริษัทไหนเลยแม้แต่แห่งเดียว จนกระทั่งกรณี TRUE ที่ทำให้ทุกคนหันมามองพร้อมกัน

[ บริษัทออกโรงชี้แจง ปูดข้อมูลอาจคลาดเคลื่อน ]

ไม่นานหลังข่าวแพร่สะพัด ทั้ง TRUE และ MAJOR ต่างออกหนังสือชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยมีใจความไปในทิศทางเดียวกันอย่างน่าสนใจ

ฝั่ง TRUE ระบุว่า ตามหมายเหตุบนเว็บไซต์ของ ก.ล.ต. แบบ 246-2 ที่เผยแพร่ออกมานั้นเป็นเพียง ‘ข้อมูลเบื้องต้น’ ที่ยังไม่ครบถ้วนและอยู่ระหว่างการสอบทาน พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตว่าข้อมูลอาจไม่ถูกต้อง

เนื่องจากบริษัทไม่เคยเสนอขายหุ้นบุริมสิทธิให้บุคคลทั่วไป และปัจจุบันก็ไม่มีหุ้นบุริมสิทธิเหลืออยู่แล้ว ทั้งที่ในรายงานระบุว่ามีการได้มาซึ่งหุ้นบุริมสิทธิด้วย บริษัทจึงแจ้งข้อเท็จจริงนี้ต่อ ก.ล.ต. ในวันเดียวกับที่ข่าวออก และได้รับแจ้งว่า ก.ล.ต. จะติดต่อสอบถามข้อเท็จจริงจากผู้ยื่นรายงานต่อไป

ด้าน MAJOR ก็มีสถานการณ์คล้ายกัน โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 บริษัทได้รับรายงานแบบ 59 ที่ระบุว่ามีบุคคลในตำแหน่ง ‘ผู้บริหารชั่วคราว‘ แจ้งการได้มาซึ่งหุ้นสามัญกว่า 41 ล้านหุ้น

โดยมีการระบุวันทำรายการย้อนไปถึงปี 2551 ก่อนที่วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 บุคคลเดียวกันจะยื่นแบบ 246-2 ระบุสัดส่วนการถือครองรวมเกือบ 10% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมด ซึ่งรวมทั้งหุ้นสามัญและหุ้นบุริมสิทธิ

แต่ MAJOR ชี้แจงว่า บริษัทไม่เคยเสนอขายหุ้นบุริมสิทธิแก่บุคคลทั่วไปเช่นกัน และปัจจุบันก็ไม่มีหุ้นประเภทนี้เหลืออยู่แล้ว ที่สำคัญกว่านั้นคือ จากการตรวจสอบภายใน

บริษัทพบว่าบุคคลผู้ยื่นรายงานดังกล่าวไม่ได้เป็นกรรมการ ผู้บริหาร หรือพนักงานของบริษัทแต่อย่างใด และไม่มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อบุคคล (Whitelist) ของ ก.ล.ต. เลย ทั้งที่แบบ 59 ก่อนหน้านี้ระบุตำแหน่งเป็นผู้บริหารชั่วคราวของบริษัท

พูดง่ายๆ คือ ทั้งสองบริษัทต่างยืนยันตรงกันว่า ข้อมูลในรายงานที่ยื่นต่อ ก.ล.ต. มีจุดที่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงของบริษัทเองอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องหุ้นบุริมสิทธิที่ไม่เคยมีอยู่จริง

[ ปมพิรุธ ‘รายงานช้า’ กับทฤษฎี ‘โอนลอยหุ้น’ ]

นอกเหนือจากประเด็นหุ้นบุริมสิทธิที่บริษัทออกมาปฏิเสธแล้ว แหล่งข่าวในวงการโบรกเกอร์ยังตั้งข้อสังเกตอีกจุดหนึ่งที่อาจสำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือเรื่องกรอบเวลาการรายงาน

เพราะตามเกณฑ์ของ ก.ล.ต. ผู้ถือหลักทรัพย์ที่มีสัดส่วนก้าวข้ามทุกระดับ 5% ไม่ว่าจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง จะต้องรายงานภายใน 3 วันทำการนับจากวันที่ทำรายการ แต่จากไทม์ไลน์ที่ปรากฏ กลับพบว่าหลายธุรกรรมมีช่วงเวลาระหว่างวันที่ทำรายการจริงกับวันที่ยื่นรายงานทิ้งห่างกันนานผิดปกติ บางรายการห่างกันเป็นปี

ข้อสังเกตนี้นำไปสู่คำถามว่า ธุรกรรมเหล่านี้อาจเข้าข่ายลักษณะที่เรียกกันในวงการว่า ‘โอนลอย’ หรือไม่ หรือคือการตกลงซื้อขายหรือโอนสิทธิในหุ้นระหว่างคู่สัญญากันเอง โดยยังไม่ได้แจ้งเปลี่ยนชื่อผู้ถือหุ้นไปยังศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (TSD) อย่างเป็นทางการ

ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง ก็อาจอธิบายได้ว่าทำไมชื่อของ ‘สุภาพร พิมพงษ์‘ จึงไม่เคยปรากฏในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น ณ วันปิดสมุดของบริษัทต่างๆ เพราะในทางเอกสารทางการ หุ้นยังคงอยู่ในชื่อผู้ถือเดิม ทั้งที่มีการตกลงโอนสิทธิกันไปแล้ว

ที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือ จังหวะเวลาที่มีการยื่นรายงานหลายฉบับพร้อมๆ กันในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2569 นั้น ดูจะเกิดขึ้นหลังบริษัทต่างๆ ปิดสมุดทะเบียนเพื่อประชุมผู้ถือหุ้นหรือจ่ายเงินปันผลไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นอีกจุดที่ทำให้เกิดข้อกังขาว่าเป็นความบังเอิญ หรือเป็นรูปแบบที่จงใจหลีกเลี่ยงการปรากฏชื่อในช่วงเวลาสำคัญเหล่านั้นหรือไม่

ส่วนกรณี TRUE เอง แม้บริษัทจะออกมาปฏิเสธเรื่องหุ้นบุริมสิทธิไปแล้ว แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่ปรากฏว่ามีการยื่นรายงานแก้ไขหรือชี้แจงตัวเลขที่ชัดเจนจากฝั่งผู้รายงานเองแต่อย่างใด ทำให้ประเด็นเรื่องจำนวนหุ้นที่แท้จริงที่ถืออยู่ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องรอการพิสูจน์ต่อไป

[ ก.ล.ต. ออกมาชี้แจงกระบวนการ ยันมีการตรวจสอบตามขั้นตอน ]

ล่าสุดวันนี้ (7 กรกฎาคม 2569) นายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการและโฆษก ก.ล.ต. ออกมาชี้แจงว่า ตามมาตรา 246 กำหนดให้ผู้ถือครองหลักทรัพย์ที่มีสัดส่วนแตะหรือข้ามทุกระดับ 5% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมด ต้องรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ เพื่อให้ผู้ลงทุนรับทราบข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอำนาจควบคุมบริษัท ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

โดยกระบวนการรายงานจะต้องทำผ่านระบบรายงาน 246-2 ซึ่งผู้รายงานต้องลงทะเบียน และระบบจะตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคลกับฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรของกรมการปกครองในเบื้องต้น ก่อนต้องรายงานข้อมูลภายใน 3 วันทำการนับจากวันที่ทำรายการ

สำหรับกรณีของ TRUE โฆษก ก.ล.ต. ระบุว่า ในเบื้องต้นพบว่าผู้รายงานได้ลงทะเบียนและผ่านการตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคลกับฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรตามกระบวนการเรียบร้อยแล้ว

ส่วนความถูกต้องของเนื้อหาการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์นั้น ก.ล.ต. อยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบในเชิงลึกต่อไป

แม้ ก.ล.ต. จะยืนยันว่าขั้นตอนการยืนยันตัวตนผู้รายงานเป็นไปตามกระบวนการ แต่สิ่งที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจนคือ เหตุใดข้อมูลในรายงานที่ผ่านการตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว ถึงมีรายละเอียดที่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงของบริษัทจดทะเบียนถึงขนาดนี้ ทั้งเรื่องหุ้นบุริมสิทธิที่ไม่เคยมีอยู่จริง และการอ้างตำแหน่งผู้บริหารในบริษัทที่ไม่ตรงกับข้อมูลภายใน

คำถามสำคัญที่นักลงทุนจำนวนไม่น้อยเริ่มตั้งขึ้นคือ ระบบตรวจสอบของ ก.ล.ต. ในปัจจุบันเพียงพอหรือไม่ที่จะป้องกันไม่ให้ข้อมูลที่มีนัยสำคัญต่อราคาหุ้นและความเชื่อมั่นของตลาดถูกเผยแพร่ออกไปทั้งที่ยังไม่ผ่านการยืนยันความถูกต้องอย่างรอบด้าน

และหากกรณีเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำได้เรื่อยๆ โดยไม่มีบทลงโทษหรือมาตรการป้องกันที่ชัดเจน ก็อาจกลายเป็นช่องโหว่ที่กระทบต่อความน่าเชื่อถือของตลาดทุนไทยในระยะยาว

ขณะนี้ ก.ล.ต. ระบุว่าอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเชิงลึกกับผู้ยื่นรายงานทั้งหมด ส่วนตัวตนที่แท้จริงของ ‘สุภาพร พิมพงษ์’ และที่มาของเงินทุนมหาศาลที่ใช้ในการซื้อหุ้นครั้งนี้ ยังคงเป็นปริศนาที่ต้องรอการเปิดเผยต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...