โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

"ผอ.JIC" โต้เขมรเรียกนานาชาติฟังดราม่าโดนรุกราน ย้ำไทยยึดข้อตกลงหยุดยิงไม่เคยปฏิเสธเจรจา

TOP NEWS ONLINE

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • TOP NEWS

วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) ชี้แจงกรณีฝ่ายกัมพูชาบรรยายสรุปต่อคณะทูตจาก 42 ประเทศ และองค์กรระหว่างประเทศเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยยืนยันว่าประเทศไทยปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ระบุว่าฝ่ายไทยดำเนินกิจกรรมผิดกฎหมายและยึดครองพื้นที่ของกัมพูชา พร้อมย้ำว่า การดำเนินการของไทยเป็นไปเพื่อรักษาความปลอดภัยของประชาชน ความมั่นคง และอธิปไตยของประเทศ ภายใต้กรอบกฎหมายและข้อตกลงที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ประเทศไทยไม่ยอมรับการกำหนดหรือกล่าวอ้างแนวเขตแดนโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เนื่องจากการกำหนดเขตแดนจะต้องพิจารณาจากเอกสาร หลักฐาน และข้อตกลงที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ผ่านกลไกที่ทั้งสองประเทศได้ตกลงร่วมกัน โดยเห็นว่าการนำเสนอข้อมูลต่อประชาคมระหว่างประเทศไม่อาจใช้แทนกระบวนการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนระหว่างสองประเทศได้

สำหรับกรณีที่กัมพูชาเรียกร้องให้ไทยกลับเข้าสู่การประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) นั้น ผู้อำนวยการ JIC ระบุว่า ไทยไม่ได้ปฏิเสธการเจรจาและยังให้ความสำคัญกับกลไกทวิภาคี แต่การเจรจาจะเกิดผลได้ต้องอยู่บนพื้นฐานของความไว้วางใจและความจริงใจของทั้งสองฝ่าย พร้อมเห็นว่า การเรียกร้องให้เจรจาควบคู่กับการกล่าวหาฝ่ายไทยต่อประชาคมระหว่างประเทศ อาจไม่เอื้อต่อการสร้างบรรยากาศแห่งความเชื่อมั่นที่จำเป็นต่อการเจรจา ต่อกรณีที่กัมพูชาเชิญนักการทูตและองค์กรระหว่างประเทศเข้ารับฟังการบรรยายสรุป พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ทุกประเทศมีสิทธิชี้แจงจุดยืนของตนต่อประชาคมระหว่างประเทศ แต่ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนควรตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้และสะท้อนบริบทอย่างรอบด้าน ไม่ควรใช้ข้อมูลหรือข้อกล่าวหาจากฝ่ายเดียวมาแทนกระบวนการหารือผ่านกลไกที่ทั้งสองประเทศมีอยู่ พร้อมกันนี้ ไทยยืนยันว่า มีความพร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงต่อประชาคมระหว่างประเทศอย่างโปร่งใสและต่อเนื่อง โดยเชื่อว่าประชาคมระหว่างประเทศให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริง หลักฐาน และการดำเนินการอย่างรับผิดชอบ มากกว่าข้อกล่าวหาจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และไทยจะใช้ช่องทางการทูตและการสื่อสารที่เหมาะสมเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง พล.อ.อ.ประภาส ยังกล่าวถึงข้อกล่าวหาที่ว่ารัฐบาลไทยไม่ได้ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงว่า ไทยได้ดำเนินการตามถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) และมาตรการลดความตึงเครียดอย่างจริงจังมาโดยตลอด โดยมีกลไกควบคุมการปฏิบัติของกำลังพลอย่างชัดเจน พร้อมให้ความสำคัญกับการป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย ทั้งนี้ การปฏิบัติตามข้อตกลงถือเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งสองฝ่าย และไม่ควรมีการกล่าวหาโดยปราศจากกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกัน ส่วนกรณีที่กัมพูชาระบุว่ามีประชาชนกว่า 20,000 คน ยังไม่สามารถกลับภูมิลำเนาได้จากผลกระทบของสถานการณ์ชายแดน ไทยระบุว่าให้ความสำคัญกับผลกระทบด้านมนุษยธรรมต่อประชาชนทั้งสองประเทศ แต่ตัวเลข สาเหตุ และข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องควรได้รับการตรวจสอบอย่างรอบด้าน และไม่ควรนำความเดือดร้อนของประชาชนมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยเป้าหมายสำคัญคือการทำให้ประชาชนตามแนวชายแดนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและเป็นปกติโดยเร็วที่สุด สำหรับบทบาทของผู้สังเกตการณ์อาเซียน ไทยยืนยันว่าให้การสนับสนุนบทบาทที่สร้างสรรค์ของอาเซียนในการช่วยลดความตึงเครียดและเสริมสร้างความไว้วางใจระหว่างสองประเทศ โดยการดำเนินงานของคณะผู้สังเกตการณ์ควรมีความเป็นกลาง โปร่งใส และเป็นไปตามกรอบที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน “ประเทศไทยต้องการสันติภาพและพร้อมแก้ไขปัญหาผ่านการเจรจา แต่สันติภาพที่ยั่งยืนต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง ความจริงใจ การเคารพซึ่งกันและกัน และการปฏิบัติตามข้อตกลงของทั้งสองฝ่าย พร้อมย้ำว่าไทยไม่ยอมรับการกล่าวหาหรือการกำหนดสถานะของพื้นที่โดยฝ่ายเดียว และจะดำเนินการทุกประการที่จำเป็นเพื่อปกป้องอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และความปลอดภัยของประชาชน” พล.อ.อ.ประภาส กล่าวจากกณี นางอีท โซเฟีย ปลัดกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศกัมพูชา บรรยายสรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาล่าสุด แก่หัวหน้าและผู้แทนคณะทูต และองค์กรระหว่างประเทศ 42 แห่ง ในกรุงพนมเปญ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ( 3 กรกฎาคม ) โดยเน้นเป็นพิเศษว่า ไทยเสริมกำลังยึดครองพื้นที่ที่อ้างสิทธิ์แต่เพียงฝ่ายเดียว ข่าวประชาสัมพันธ์ของกระทรวงฯที่เผยแพร่เมื่อวาน ( 6 ก.พค.) ระบุว่า ระหว่างการบรรยายสรุปครั้งนี้ นายอิธ โสธา ปลัดกระทรวงกิจการชายแดน ได้นำเสนอแผนที่แสดงเส้นเขตแดนที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ซึ่งกำหนดและปักหมุดตามอนุสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส พ.ศ 2447 และสนธิสัญญา พ.ศ. 2450 เปรียบเทียบกับเส้นเขตแดนที่แสดงบนแผนที่ที่ไทยร่างขึ้นฝ่ายเดียว

ขณะที่ ปลัดกระทรวงต่างประเทศกัมพูชา ได้อ้างถึงแถลงการณ์ร่วมของการประชุมพิเศษครั้งที่ 3 ของคณะกรรมการชายแดนทั่วไปกัมพูชา-ไทย (GBC) ลงนาม เมื่อวันที่ 27 ธันวาคมปีที่แล้ว โดยย้ำว่า หนึ่งในมาตรการสำคัญที่สุดที่ตกลงกันไว้ เพื่อลดความตึงเครียด ฟื้นฟูความไว้วางใจ และบรรลุสันติภาพที่ยั่งยืนระหว่างสองประเทศ คือคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ JBC กลับมาดำเนินการสำรวจและกำหนดเขตแดน โดยให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก กับพื้นที่ที่มีประชาชนอาศัยอยู่ การกลับมาดำเนินการของ JBC จะช่วยให้ผู้พลัดถิ่นที่เหลืออยู่หลายหมื่นคน สามารถกลับบ้านและดำเนินชีวิตตามปกติได้ตามที่ตกลงกันไว้ แต่นับตั้งแต่รัฐบาลใหม่ของไทยเข้ารับตำแหน่งเมื่อต้นปีนี้ ก็ยังไม่มีสัญญาณว่าจะมีการดำเนินการใด ๆ เพื่อปฏิบัติตามพันธกรณีของไทย ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิง ในขณะที่กิจกรรมผิดกฎหมายในพื้นที่ยึดครอง ยังคงดำเนินต่อไป ขณะเดียวกัน ปลัดกระทรวงต่างประเทศกัมพูชา ย้ำถึงบทบาทสำคัญของทีมสังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ในการสนับสนุนการดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิง และยืนยันอีกครั้งถึงความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ของกัมพูชา ในการแก้ไขปัญหาเขตแดนทางบกและทางทะเลกับไทยด้วยวิธีการสันติ สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศและข้อตกลงทวิภาคีที่มีอยู่ การยึดมั่นหลักการทางกฎหมายระหว่างประเทศและการเจรจาอย่างสร้างสรรค์ จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่เป็นธรรม ยั่งยืน และเป็นประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งจะส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และความสัมพันธ์ฉันมิตรที่ดีระหว่างสองประเทศ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...