โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สกู๊ปกีฬา : ส่อง "7 ทีมม้ามืด" ฟุตบอลโลก 2026 ขุมกำลังสุดแกร่ง พร้อมโค่นยักษ์ใหญ่คว้าแชมป์

สยามรัฐ

อัพเดต 57 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

">

มหกรรมลูกหนังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในปฐพีอย่าง "ฟุตบอลโลก 2026" กำลังจะระเบิดศึกขึ้นในอีกไม่ช้านี้ และแน่นอนว่าสิ่งหนึ่งที่แฟนบอลทั่วโลกต่างเฝ้ารอคอยด้วยความตื่นเต้นก็คือบทบาทของบรรดา "ทีมม้ามืด" ที่พร้อมจะก้าวขึ้นมาสร้างความสั่นสะเทือนให้กับบัลลังก์ของเหล่ามหาอำนาจลูกหนัง

แม้ว่าในหน้าประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ชาติเหล่านี้อาจจะมีช่วงเวลาที่ฟอร์มหลุดจนต้องจอดป้ายตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่มไปบ้าง แต่สำหรับทัวร์นาเมนต์นี้ ขุมกำลังและแท็กติกของพวกเขามีความอันตรายมากพอที่จะกลายเป็นตัวแปรสำคัญในการเปลี่ยนเส้นทางแชมป์โลกได้อย่างแน่นอน

เริ่มต้นกันที่ "อันดับ 7" กับขุนพลจอมโหด "ทีมชาติอุรุกวัย" ภายใต้การกุมบังเหียนของยอดกุนซือสายแท็กติกอย่าง "มาร์เซโล บิเอลซา" ที่ได้เข้ามาปฏิวัติรูปแบบการเล่นของทีมให้มีความดุดันและเน้นการวิ่งกดดันคู่แข่งอย่างบ้าคลั่งในสไตล์เพรสซิ่งเข้มข้นถอดแบบมาจากยุคที่เขาคุมทีมลีดส์ ยูไนเต็ด

ทว่าสิ่งที่เป็นเครื่องหมายคำถามคือความสม่ำเสมอ หลังจากที่พวกเขาโชว์ฟอร์มในรอบคัดเลือกแบบลุ่มๆ ดอนๆ ด้วยการเก็บชัยชนะได้เพียงแค่นัดเดียวจากการลงสนาม 12 เกม แต่อย่างไรก็ดีพวกเขายังสามารถประคองตัวจบอันดับที่ 4 ของกลุ่มมาได้

ซึ่งในเวลานี้แม้ว่าหัวหอกระดับตำนานอย่าง หลุยส์ ซัวเรซ จะประกาศอำลาแคมป์ทีมชาติไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ทัพอุรุกวัยชุดนี้ก็ยังขับเคลื่อนด้วยกองกลางระดับโลกอย่าง เฟเดริโก บัลเบร์เด ที่พร้อมรับบทบาทเป็นแกนหลักในการบัญชาเกม ปัญหาสำคัญที่บิเอลซาต้องเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วนคือความเฉียบคมในแดนหน้า เนื่องจากแนวรุกยุคปัจจุบันยังไม่สามารถฝากความหวังในการพังประตูได้เทียบเท่ากับยุคของซัวเรซและ เอดินสัน คาวานี

ขณะที่ศูนย์หน้าร่างยักษ์อย่าง ดาร์วิน นูเญซ ก็ยังแสดงฟอร์มเก่งออกมาได้ไม่สม่ำเสมอพอที่จะแบกรับความคาดหวังของคนทั้งชาติ หากต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องใช้โอกาสอันน้อยนิดเพื่อเปลี่ยนเป็นสกอร์ อุรุกวัยอาจจะต้องเจองานที่ยากลำบากอย่างแสนสาหัส ยิ่งไปกว่านั้นเส้นทางในรอบแบ่งกลุ่มพวกเขาถูกจับสลากไปร่วมสายกับยอดทีมอย่างสเปน ซึ่งนั่นหมายความว่าบททดสอบในรอบน็อกเอาต์ของพวกเขาจะทวีความโหดหินตั้งแต่เริ่มต้นเลยทีเดียว

ขยับมาที่ "อันดับ 6" มองข้ามไม่ได้สำหรับ "ทีมชาติโครเอเชีย" ซึ่งหากพูดกันตามตรงในเรื่องของชื่อชั้นและดีกรีแล้ว พวกเขาอาจจะไม่ใช่ทีมม้ามืดในสายตาของใครหลายคน หลังจากที่เคยสร้างปาฏิหาริย์ทะลุเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศในปี 2018 และคว้าอันดับที่ 3 มาครองได้อย่างยิ่งใหญ่ในหนล่าสุดเมื่อปี 2022

แต่สาเหตุที่ทำให้ขุนพลตาหมากรุกถูกจัดอยู่ในกลุ่มนี้เป็นเพราะโครงสร้างของทีมที่เริ่มเข้าสู่สภาวะโรยราตามอายุขัยของนักเตะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สตาร์จอมทัพอย่าง ลูกา โมดริช ในวัย 40 ปี กำลังนับถอยหลังเพื่อปิดฉากตำนานกับทีมชาติ เช่นเดียวกับปีกตัวเก๋าอย่าง อิวาน เปริชิช ในวัย 37 ปี และกองหน้าอย่าง อันเต บูดิเมียร์ ในวัย 34 ปี ที่สภาพร่างกายเริ่มโรยราลงไป

แม้ว่าพวกเขายังคงมีจุดแข็งอยู่ที่เกมรับอันเหนียวแน่นจากการบัญชาการของปราการหลังระดับท็อปอย่าง ยอสโก กวาร์ดิโอล แต่คำถามสำคัญที่ยังไม่มีใครตอบได้คือ ใครจะก้าวขึ้นมาทำหน้าที่เป็นตัวจบสกอร์ที่มีความเฉียบขาดและพึ่งพาได้ยามที่ทีมต้องการประตูในทัวร์นาเมนต์ระดับโลกเช่นนี้

ต่อกันด้วย "อันดับ 5" ประเทศแห่งไก่งวง "ทีมชาติตุรกี" ที่สามารถตีตั๋วกลับเข้าสู่เวทีฟุตบอลโลกได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2002 เป็นต้นมา โดยการคัมแบ็กในรอบกว่าสองทศวรรษครั้งนี้ พวกเขามาพร้อมกับสายเลือดใหม่และขุมกำลังดาวรุ่งที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง นำทัพโดยสองอัจฉริยะลูกหนังอย่าง อาร์ดา กูแลร์ และ เคนัน ยิลดิซ ที่พร้อมจะก้าวขึ้นมาเป็นความหวังใหม่ในเกมรุก โดยมีมิดฟิลด์ประสบการณ์สูงอย่าง ฮาคาน ชัลฮาโนกลู คอยประคองและขับเคลื่อนเกมในแดนกลางอย่างใกล้ชิด

เมื่อพิจารณาจากเส้นทางในรอบแบ่งกลุ่มแล้วถือว่าเปิดกว้างสำหรับทัพไก่งวงเป็นอย่างมาก และหากพวกเขาสามารถระเบิดฟอร์มเก่งได้ตามนัด ก็มีโอกาสสูงทีเดียวที่จะทะลุเข้าสู่รอบลึกๆ แม้ว่าในเส้นทางรอบน็อกเอาต์ช่วงแรกอาจจะต้องโคจรไปพบกับกระดูกชิ้นโตอย่างออสเตรียหรือเบลเยียมก็ตาม

สำหรับ "อันดับ 4" ตกเป็นของ "ทีมชาติโมร็อกโก" ยอดทีมจากกาฬทวีปที่เคยสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการคว้าอันดับ 4 ในฟุตบอลโลกปี 2022 และพวกเขาก็พร้อมแล้วที่จะกลับมาทำซ้ำรอยเดิมอีกครั้ง จุดเด่นอันเป็นเอกลักษณ์ของโมร็อกโกชุดนี้คือวินัยในเกมรับที่เหนียวแน่นเสียยาก แถมยังมีความอันตรายอย่างยิ่งยวดจากจังหวะลูกตั้งเตะ ซึ่งเห็นได้ชัดจากการที่พวกเขาเดินหน้าเก็บคลีนชีตได้อย่างมากมายในการแข่งขันศึกแอฟริกา คัพ ออฟ เนชันส์ ที่ผ่านมา พร้อมกับการได้ประตูชัยจากลูกนิ่งอย่างมีประสิทธิภาพ

ในทัวร์นาเมนต์นี้พวกเขายังคงมี อัชราฟ ฮาคิมี เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเกมทางกราบขวา พร้อมกับการได้ บราฮิม ดิอาซ เข้ามาเติมเต็มมิติและจินตนาการในเกมรุกให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม สไตล์การเล่นหลักของพวกเขายังคงเน้นความรัดกุมในแดนหลัง และรอคอยโอกาสโต้กลับเร็วอย่างแม่นยำมากกว่าการเปิดเกมบุกเข้าแลกแบบเต็มตัว

ขณะที่ "อันดับ 3" ยกให้เป็นของ "ทีมชาตินอร์เวย์" ชาติที่ได้รับการยกย่องว่ากำลังอยู่ในยุคเจเนอเรชันทองอย่างแท้จริง นำทัพโดย เออร์ลิง ฮาแลนด์ สุดยอดกองหน้าระดับโลกที่พร้อมจะพังทลายตาข่ายคู่แข่งทุกทีม เกมรุกของนอร์เวย์ชุดนี้ถือว่ามีความดุดันและเฉียบขาดเป็นอย่างมาก ซึ่งการันตีได้จากสถิติการกระหน่ำประตูในรอบคัดเลือกที่กดไปถึง 37 ลูก และเสียประตูไปเพียงแค่ 5 ลูกเท่านั้น

แม้ว่าในรอบแบ่งกลุ่มพวกเขาจะต้องโชคร้ายถูกจับสลากให้อยู่ในกลุ่มสุดโหดร่วมกับยักษ์ใหญ่อย่างทีมชาติฝรั่งเศส แต่ทว่าหากพวกเขาสามารถใช้ความสามารถเฉพาะตัวและระบบทีมเวิร์กพาทีมผ่านเข้าสู่รอบต่อไปได้ นอร์เวย์ก็มีศักยภาพมากพอที่จะสร้างเซอร์ไพรส์ในรอบน็อกเอาต์ได้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากพวกเขาโคจรไปพบกับคู่แข่งระดับมาตรฐานปานกลางในรอบ 32 ทีมสุดท้าย

ขยับขึ้นมาที่ "อันดับ 2" กับ "ทีมชาติโคลอมเบีย" ยอดทีมจากอเมริกาใต้ที่มักจะถูกยกให้เป็นม้ามืดตลอดกาลในทุกทัวร์นาเมนต์ แม้ว่าผลงานในช่วงหลังอาจจะมีหลุดฟอร์มและขาดความสม่ำเสมอไปบ้าง แต่ขึ้นชื่อว่าโคลอมเบียแล้ว แนวรุกของพวกเขายังคงมีความน่ากลัวและพร้อมที่จะลงโทษคู่แข่งได้ในเสี้ยววินาที นำโดย หลุยส์ ดิอาซ ปีกตัวจี๊ดที่กำลังอยู่ในช่วงท็อปฟอร์มและมีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม

โดย หลุยส์ ซัวเรซ ยอดกองหน้าอีกหนึ่งคนของวงการก็โชว์ฟอร์มได้อย่างร้อนแรงด้วยการตะบันไป 4 ประตูในรอบคัดเลือก ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขายังมี ฮาเมส โรดริเกซ เพลย์เมกเกอร์จอมเก๋าที่พร้อมจะใช้ความเหนือชั้นและประสบการณ์ในการสร้างสรรค์เกมรุกระดับมาสเตอร์พีซให้อยู่ตลอดเวลา หากวันไหนที่แนวรุกของโคลอมเบียประสานงานกันได้อย่างลงตัวและเข้าฝัก พวกเขาก็มีศักยภาพสูงพอที่จะสร้างความยากลำบากและล้มยักษ์ใหญ่ได้ทุกทีมในโลก

และ "อันดับ 1" ทีมม้ามืดที่น่ากลัวที่สุดในทัวร์นาเมนต์นี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากขุนพลซามูไรบลู ที"มชาติญี่ปุ่น" ซึ่งได้รับการยกย่องจากเกจิลูกหนังทั่วโลกว่านี่คือขุมกำลังตัวแทนจากทวีปเอเชียที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก จุดเด่นของญี่ปุ่นชุดนี้คือการมีวินัยในเกมรับที่สูงลิ่วประกอบกับระบบการเล่นทีมเวิร์กที่ลงตัวและสอดประสานกันได้อย่างไร้รอยต่อ

แม้ว่าในทัวร์นาเมนต์นี้พวกเขาจะได้รับข่าวร้ายจากการสูญเสีย คาโอรุ มิโตมะ แนวรุกตัวเก่งที่มีอาการบาดเจ็บรบกวนจนต้องถอนตัวไป แต่ทีมก็ยังมีตัวทีเด็ดอย่าง ทาเคฟุสะ คุโบะ และ ไคชู ซาโน่ ที่พร้อมจะก้าวขึ้นมารับบทบาทเดินเครื่องเกมรุกแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สถิติอันน่าทึ่งในรอบคัดเลือกที่พวกเขาปราชัยไปเพียงแค่เกมเดียวจาก 16 นัด บวกกับการโชว์ฟอร์มดุบุกไปเผาเครื่องเอาชนะทีมชาติอังกฤษได้ถึงถิ่นเวมบลีย์ในเกมอุ่นเครื่อง ย่อมเป็นสิ่งยืนยันความร้ายกาจได้เป็นอย่างดี แม้ว่าจุดอ่อนในอดีตของญี่ปุ่นคือการยังไม่เคยบดเอาชนะคู่แข่งในรอบ 16 ทีมสุดท้ายได้เลยสักครั้ง แต่ด้วยฟอร์มการเล่นที่ยกระดับขึ้นมาอย่างน่ากลัวในปัจจุบัน เชื่อว่าพวกเขามีโอกาสสูงมากที่จะทำลายกำแพงประวัติศาสตร์เดิมลงได้สำเร็จ และพร้อมจะเดินหน้าสร้างปาฏิหาริย์ก้าวไปได้ไกลกว่าที่ใครจะคาดคิดในฟุตบอลโลกครั้งนี้

#ฟุตบอลโลก2026 #บอลโลก2026 #ทีมม้ามืด #วิเคราะห์บอล #ทีมชาติญี่ปุ่น #ทีมชาตินอร์เวย์ #ทีมชาติโคลอมเบีย #เออร์ลิงฮาแลนด์ #ข่าวฟุตบอล #ดูบอลสด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...