โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เงินเฟ้อสหรัฐฯ พุ่ง 4.2% สูงสุดในรอบ 3 ปี ค่าบาทเปิดเช้านี้ อ่อนค่า 32.97 บาท

PPTV HD 36

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
สงครามระอุ! เงินเฟ้อสหรัฐฯ พุ่ง 4.2% สูงสุดในรอบ 3 ปี ดอลลาร์แข็งค่า กดดัน! ค่าบาทเปิดเช้านี้อ่อนค่า 32.97 บาท จับตา โลกตึงเครียด หลัง ปธน.ทรัมป์ ขู่! โจมตีอิหร่านรอบใหม่

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.97 บาท/ดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.90 บาท/ดอลลาร์ นับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท พลิกกลับมาอ่อนค่าลงอีกครั้ง แม้จะมีจังหวะทยอยแข็งค่าขึ้นทดสอบโซน 32.85 บาทต่อดอลลาร์ ตามรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ในเดือนพฤษภาคม ที่ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 4.2% ตามคาด (เช่นเดียวกันกับ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI ที่ระดับ 2.9% ตามคาดเช่นกัน)

ทว่า รายละเอียดของรายงานอัตราเงินเฟ้อไม่ได้ทำให้ผู้เล่นในตลาดกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและความเสี่ยงที่ FED จำเป็นต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยมากนัก ส่งผลให้บรรดาผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง ก่อนที่ภาพทุกอย่างจะเปลี่ยนไป หลังสถานการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ได้ทวีความร้อนแรงมากขึ้น จนทำให้ บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างกังวลว่า สถานการณ์สงครามอาจยืดเยื้อกว่าคาด (และมีโอกาสทวีความรุนแรงมากขึ้นในระยะสั้น) ส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบพลิกกลับมาปรับตัวสูงขึ้น พร้อมกับการปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ (ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดได้กลับมาปรับเพิ่มโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย) สร้างแรงกดดันให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเข้าใกล้โซน 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ พร้อมกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงเข้าใกล้โซนแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง แม้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ จะช่วยให้ผู้เล่นในตลาดคลายกังวลแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง ทว่า สถานการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง ได้ทำให้ผู้เล่นในตลาดเลือกที่จะลดความเสี่ยงลงชัดเจน สะท้อนผ่านแรงขายบรรดาหุ้นเทคฯ โดยเฉพาะหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่ปรับตัวขึ้นได้ร้อนแรงในปีนี้ อาทิ Nvidia -3.7% ส่งผลให้ โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -1.62% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ดิ่งลง -1.98%

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวผันผวน แม้จะย่อตัวลงบ้าง หลังตลาดรับรู้รายงานข้อมูลอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ที่ออกมาตามคาด ทว่า ความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง ได้กดดันให้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวสูงขึ้น สู่โซน 4.57% โดยการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ นั้น สอดคล้องกับ มุมมองของเราที่ยังคงประเมินว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เสี่ยงเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง (Two-way Risk) ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะส่งผลต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น ตามความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางและบรรยากาศปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม แม้จะย่อตัวลงในช่วงหลังตลาดรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ที่ออกมาตามคาด นอกจากนี้ การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ได้ถูกชะลอลงบ้าง จากความกังวลของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่นหลังเงินเยนญี่ปุ่นได้ทยอยอ่อนค่าลงสู่ระดับ 160.50 เยนต่อดอลลาร์อีกครั้ง ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นเข้าใกล้โซน 100 จุด อีกครั้ง (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.7 -100.2 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ที่ออกมาตามคาด ยังคงไม่สามารถช่วยพลิกฟื้น ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) ได้อย่างต่อเนื่อง หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทวีความร้อนแรงมากขึ้น และหนุนการปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงสร้างแรงกดดันต่อราคาทองคำและส่งผลให้ราคาทองคำทยอยปรับตัวลดลงต่อเนื่อง เข้าใกล้โซน 4,050 ดอลลาร์ต่อออนซ์

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ ผ่านรายงานดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ในเดือนพฤษภาคม พร้อมทั้งรอติดตาม รายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ที่ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดยังคงมั่นใจเกิน 100% ว่า FED จะสามารถขึ้นดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการเจรจาหยุดยิงระหว่าง สหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดได้คลายกังวลต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED จากปัจจัยข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ลงบ้าง หลังอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ได้ออกมาตามคาด และในส่วนของรายละเอียด เช่น Inflation Breadth นั้น ยังคงสะท้อนภาพการปรับตัวขึ้นของราคาสินค้าและบริการในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานและต้นทุนที่สูงขึ้นเป็นสำคัญ รวมถึงธีม AI Boom แต่ยังไม่ได้สะท้อนถึงการเร่งตัวขึ้นของราคาสินค้าและบริการเป็นวงกว้าง ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดคลายกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง

ทว่า ปัจจัยที่กลับมากดดันตลาดล่าสุด คือ สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทวีความร้อนแรงมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากการทยอยปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาน้ำมันดิบในช่วงคืนที่ผ่านมา ทำให้เราประเมินว่า หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีความตึงเครียดอยู่ เงินบาทเสี่ยงเผชิญแรงกดดันอ่อนค่าลงบ้าง และสามารถอ่อนค่าทดสอบหรือทะลุโซนแนวต้านสำคัญได้ โดยเฉพาะในกรณีที่ หากสถานการณ์ทวีความรุนแรงมากขึ้น เช่น สหรัฐฯ โจมตีอิหร่านอย่างหนักหน่วงและรุนแรงขึ้น ขณะเดียวกัน อิหร่านได้ทำการตอบโต้ที่รุนแรงเช่นกัน แต่จุดที่ต้องจับตาใกล้ชิด คือ ทั้งสองฝ่ายมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ทั้งในส่วนของน้ำมัน แก๊สธรรมชาติ และไฟฟ้า หรือไม่ เพราะหากโครงสร้างพื้นฐานพลังงานเกิดความเสียหายรุนแรง อาจยิ่งหนุนให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น กลับไปเหนือโซน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ได้อีกครั้ง และยิ่งสร้างแรงกดดันต่อเงินบาท ผ่านการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่อาจมาพร้อมกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และการปรับตัวลงของราคาทองคำ รวมถึง ปัจจัยพื้นฐานของไทยที่จะด้อยลง (ขาดดุลการค้ามากขึ้น)

อย่างไรก็ดี เรามองว่า เงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-way risk และพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง โดยหากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง พลิกกลับมาคลี่คลายลง หรือเห็นสัญญาณการกลับมาเจรจาหยุดยิงอีกครั้ง อาจทำให้ เงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น เร็ว ได้ในระยะสั้น ซึ่งต้องจับตาทิศทางการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบที่จะเป็นปัจจัยสะท้อนภาพดังกล่าวได้ ทว่า หากเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง จากสถานการณ์ที่เริ่มลดความร้อนแรงลง แต่ในฝั่งข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดจะไม่ปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยมากนัก (จนกว่าจะมั่นใจต่อการเจรจาหยุดยิงและเห็นสัญญาการเปิดช่องแคบ Hormuz) ทำให้การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทจะเป็นไปอย่างจำกัด โดยโซนแนวรับของเงินบาทจะอยู่ในช่วง 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีแนวรับถัดไปในช่วง 32.50 บาทต่อดอลลาร์

"มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.80-33.10 บาท/ดอลลาร์"

ขณะที่ ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 32.95 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่าเทียบกับราคาปิดตลาดเมื่อวานนี้ที่ระดับ 32.93 บาท/ดอลลาร์ ดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก หลังมีสัญญาณบ่งชี้ว่าสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านได้ทวีความรุนแรงมากขึ้น และส่งผลให้นักลงทุนเข้าซื้อดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัย

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวในวันพุธว่า สหรัฐฯ จะโจมตีอิหร่านอย่างหนักอีกครั้ง เพื่อเพิ่มแรงกดดันให้อิหร่านยอมรับข้อตกลงสันติภาพที่สหรัฐฯ ยื่นเสนอ นอกจากนี้ ปธน.ทรัมป์กล่าวว่าเขาอาจสั่งให้กองทัพสหรัฐฯ โจมตีโรงไฟฟ้าและสะพานของอิหร่านอีกระลอก เนื่องจากอิหร่านใช้เวลานานเกินไปในการบรรลุข้อตกลง นอกจากนี้ ดอลลาร์ยังได้ปัจจัยหนุนจากกระแสคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ หลังตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรออกมาสูงเกินคาด และล่าสุดได้มีการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี

กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ดัชนี CPI ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่สำคัญ พุ่งขึ้น 4.2% ในเดือนพ.ค. เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย. 2566 หลังจากที่เพิ่มขึ้น 3.8% ในเดือนเม.ย. ส่วนดัชนี CPI พื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 2.9% ในเดือนพ.ค. เมื่อเทียบรายปี หลังจากที่เพิ่มขึ้น 2.8% ในเดือนเม.ย.

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อยู่ในช่วงงดเว้นการแสดงความเห็นเกี่ยวกับนโยบายการเงิน (Blackout Period) ก่อนที่เฟดจะจัดการประชุมกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ในวันที่ 16-17 มิ.ย. ทั้งนี้ นายเควิน วอร์ช จะทำหน้าที่ประธานการประชุม FOMC เป็นครั้งแรกในการประชุมครั้งนี้ และจะมีการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนหลังเสร็จสิ้นการประชุม โดยนายวอร์ชจะชี้แจงเหตุผลของเฟดในการตัดสินใจกำหนดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ พร้อมทั้งส่งสัญญาณถึงทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของเฟดในปีนี้

FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 98.2% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมวันที่ 16-17 มิ.ย. และให้น้ำหนักเกือบ 70% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% ในการประชุมเดือนธ.ค.

จับตาการเปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐฯ ในวันนี้ เพื่อประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อและทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด

กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ

  • USD/THB 32.80 - 33.10 แนะนำ ทยอยซื้อที่ 32.80 /ขาย 33.10
  • EUR/THB 37.80 - 38.20 แนะนำ ซื้อที่ 37.80 /ขาย 38.20
  • JPY/THB 0.2030 - 0.2070 แนะนำ ซื้อที่ 0.2030 /ขาย 0.2070

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เงินบาทแข็งแตะ 30.93 รับฟันด์โฟลว์หลังเลือกตั้ง หุ้นไทยพุ่งเหนือ 1,400 จุด

"กอบศักดิ์" จี้ แก้ "หนี้นอกระบบ" รากเหง้าปัญหาเศรษฐกิจ ฉุดสินเชื่อแบงก์

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เงินเฟ้อสหรัฐฯ พุ่ง 4.2% สูงสุดในรอบ 3 ปี ค่าบาทเปิดเช้านี้ อ่อนค่า 32.97 บาท

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่

- Website : https://www.pptvhd36.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...