โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

โอกาสของนักลงทุนไทย อยู่ตรงไหนในเศรษฐกิจยุคใหม่เวียดนาม

The Bangkok Insight

อัพเดต 22 พ.ค. เวลา 02.51 น. • เผยแพร่ 22 พ.ค. เวลา 02.51 น. • The Bangkok Insight

เพจ Dr.VietNam ชี้โอกาสของนักลงทุนไทยในเวียดนาม ท่ามกลางเศรษฐกิจยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิสิฐ อำนวยเงินตรา อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เจ้าของเพจ Dr.VietNam ที่นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศเวียดนาม โพสต์เพจระบุว่า

เศรษฐกิจยุคใหม่

โอกาสของนักลงทุนไทยในเวียดนาม อยู่ตรงไหนในเศรษฐกิจยุคใหม่

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเวียดนามได้เปลี่ยนบทบาทของตัวเองจาก ประเทศฐานการผลิตต้นทุนต่ำ ไปสู่หนึ่งในเศรษฐกิจที่ถูกจับตามองมากที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

จากอดีตที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงโรงงานรับจ้างผลิตของโลก วันนี้เวียดนามกำลังขยับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี การผลิตขั้นสูง ดิจิทัล พลังงานสะอาด และชนชั้นกลางเมืองที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว

สิ่งที่น่าสนใจคือ เวียดนามในปี 2569 ไม่ได้เติบโตเพียงในเชิง ตัวเลข แต่กำลังเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง และนี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำห้นักลงทุนไทยจำนวนมากเริ่มกลับมาตั้งคำถามว่า ในเศรษฐกิจเวียดนามยุคใหม่ โอกาส ยังอยู่ตรงไหน

ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนาม (GSO) ระบุว่า GDP ไตรมาสแรกของปี 2026 ขยายตัว 7.83% สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยภาคอุตสาหกรรมและก่อสร้างเติบโต 8.92% ขณะที่ภาคบริการเติบโต 8.18% และคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของเศรษฐกิจทั้งหมด

ขณะเดียวกัน ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (IIP) ในไตรมาสแรกเพิ่มขึ้นประมาณ 9% ส่วนมูลค่าการส่งออกของเวียดนามอยู่ที่ราว 122,900 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นกว่า 19% จากปีก่อน สะท้อนว่าเวียดนามยังคงรักษาสถานะ ฐานการผลิตสำคัญของโลก เอาไว้ได้อย่างแข็งแกร่ง แม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนอยู่ก็ตาม

ในอีกด้านหนึ่ง เวียดนามยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศมากที่สุดในภูมิภาค โดย GSO ระบุว่า FDI ที่ไหลเข้าสู่เวียดนาม ณ สิ้นเดือนมี.ค. 2569 อยู่ที่ประมาณ 15,200 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นกว่า 42% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่เม็ดเงินลงทุนจริงแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปี

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เปลี่ยนไปมากที่สุด อาจไม่ใช่เพียง ปริมาณ ของเงินลงทุน แต่คือ คุณภาพ ของการลงทุนที่เวียดนามกำลังต้องการ

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เวียดนามเติบโตจากโมเดลเศรษฐกิจที่อาศัยแรงงานต้นทุนต่ำ และการเป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออก แต่ในช่วงไม่กี่ปีล่าสุด รัฐบาลเวียดนามเริ่มเปลี่ยนยุทธศาสตร์อย่างมีนัยสำคัญ โดยพยายามดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูงมากขึ้น ทั้งเซมิคอนดักเตอร์ AI ดาต้าเซ็นเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมสนับสนุนสมัยใหม่

ยิ่งในยุคที่มาตรการ Global Minimum Tax (GMT) เริ่มมีผลอย่างจริงจัง เวียดนามเองก็เริ่มปรับวิธีแข่งขันจาก สิทธิประโยชน์ทางภาษี ไปสู่การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน และการพัฒนาทักษะแรงงานมากขึ้น กล่าวอีกนัยหนึ่งเวียดนามกำลังพยายามเปลี่ยนตัวเองจาก ประเทศที่แข่งขันด้วยค่าแรง ไปสู่ ประเทศที่แข่งขันด้วยระบบเศรษฐกิจ

ขณะเดียวกันโครงสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศก็เริ่มเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

ภาคเหนือของเวียดนาม เช่น Bắc Ninh, Hải Phòng, Thái Nguyên และ Bắc Giang กำลังกลายเป็นฐานการผลิตเทคโนโลยีแห่งใหม่ของเอเชีย จากการเข้ามาของกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และซัพพลายเชนระดับโลก ขณะที่ภาคใต้ โดยเฉพาะนครโฮจิมินห์กำลังเติบโตในฐานะศูนย์กลางด้านบริการ การเงิน ค้าปลีก ดิจิทัล และเศรษฐกิจผู้บริโภค

ส่วนภาคกลางของประเทศ เช่น Đà Nẵng และ Quảng Nam เริ่มถูกวางบทบาทใหม่ให้เป็นศูนย์กลางด้านพลังงานสะอาด การท่องเที่ยวคุณภาพสูง และจุดเชื่อมโยง East-West Economic Corridor (EWEC) ระหว่างไทย ลาว และเวียดนาม

ทั้งหมดนี้ทำให้เวียดนามในปี 2569 ไม่ได้มีเศรษฐกิจเพียงรูปแบบเดียวอีกต่อไป แต่กำลังมีทั้ง เศรษฐกิจการผลิตขั้นสูง เศรษฐกิจดิจิทัล และเศรษฐกิจผู้บริโภคเมือง เติบโตไปพร้อมกัน

สำหรับนักลงทุนไทย ความเปลี่ยนแปลงนี้อาจหมายถึงโอกาสครั้งใหม่มากกว่าที่หลายคนคิด

ในอดีตหลายคนมองว่าเวียดนามคือ คู่แข่ง ของไทยในด้านการผลิตและการส่งออก แต่ในความเป็นจริง เวียดนามกำลังกลายเป็น แพลตฟอร์มเศรษฐกิจ แห่งใหม่ของภูมิภาคมากกว่า

และจุดสำคัญคือ โอกาสของไทยอาจไม่ได้อยู่ที่การแข่งขันกับเวียดนาม แต่อยู่ที่การเข้าไปเติมช่องว่าง ของเศรษฐกิจเวียดนามยุคใหม่

หนึ่งในโอกาสที่ชัดเจนที่สุดคือ อุตสาหกรรมสนับสนุนและการเชื่อมต่อซัพพลายเชนระดับภูมิภาค โรงงานจำนวนมากในเวียดนามยังต้องการระบบสนับสนุนอีกมหาศาล ทั้งด้านชิ้นส่วนอุตสาหกรรม บรรจุภัณฑ์ พลาสติกอุตสาหกรรม ระบบ automation วัสดุการผลิต รวมถึงบริการด้านวิศวกรรมและโลจิสติกส์ ซึ่งหลายด้านไทยยังมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญสูงกว่า

ชิ้นส่วนจากไทยจำนวนไม่น้อย เริ่มเข้าไปเชื่อมกับฐานการผลิตขั้นสูงในภาคเหนือของเวียดนาม ก่อนส่งออกต่อไปยังตลาดโลกผ่านเครือข่าย FTA ที่เวียดนามมีอยู่จำนวนมาก

กล่าวคือไทยอาจไม่ได้เป็น คู่แข่ง ของเวียดนามเสมอไป แต่อาจกำลังกลายเป็น ส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานใหม่ ของเวียดนามมากกว่า

อีกหนึ่งโอกาสที่ถูกจับตามองมากขึ้นคือ ธุรกิจโลจิสติกส์และคลังสินค้า

เมื่อเศรษฐกิจเวียดนามเติบโตพร้อมกันทั้งภาคโรงงาน ค้าปลีก และอีคอมเมิร์ซ ความต้องการระบบหลังบ้านก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งคลังสินค้า cold chain ศูนย์กระจายสินค้า ระบบขนส่งสินค้าเฉพาะทาง และ smart logistics ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ธุรกิจไทยยังมีศักยภาพสูง โดยเฉพาะเมื่อไทยมีประสบการณ์ในธุรกิจค้าปลีกและโลจิสติกส์สมัยใหม่มาก่อนเวียดนามหลายปี

ขณะเดียวกันการขยายตัวของชนชั้นกลางเมืองในเวียดนาม ก็กำลังสร้างโอกาสใหม่อีกด้านหนึ่ง

ข้อมูลจาก GSO ระบุว่า ยอดค้าปลีกสินค้าและบริการไตรมาสแรกของปี 2569 เติบโตประมาณ 10.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่รายได้ของประชากรเมืองยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ธุรกิจไทยในกลุ่มอาหาร เครื่องดื่ม สุขภาพ ความงาม คาเฟ่ ร้านสะดวกซื้อ และสินค้า lifestyle เริ่มมองเวียดนามในฐานะตลาดผู้บริโภค มากกว่าการเป็นเพียงฐานการผลิต โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจดิจิทัลของเวียดนามกำลังเติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งในอาเซียน ทั้ง e-Commerce, Social Commerce และ FinTech

อย่างไรก็ตามการเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีก็กำลังสร้างแรงกดดันใหม่เช่นกัน

เวียดนาม เริ่มเผชิญปัญหาการขาดแคลนแรงงานทักษะสูงในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเซมิคอนดักเตอร์ AI และวิศวกรรมขั้นสูง จุดนี้เองอาจเปิดโอกาสให้ธุรกิจไทยในกลุ่ม EdTech การพัฒนาทักษะแรงงาน การศึกษา และบริการจัดหาบุคลากรระดับวิชาชีพ เข้าไปมีบทบาทมากขึ้นในอนาคต

ในอีกด้านหนึ่งเวียดนามเองก็เริ่มเข้มงวดมากขึ้นด้าน data privacy และ cyber security โดยเฉพาะธุรกิจแพลตฟอร์ม ฟินเทค และบริการดิจิทัล สะท้อนว่าเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศกำลังเข้าสู่ยุคที่ให้ความสำคัญกับ regulation และมาตรฐานสากลมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยกฎหมาย e-Commerce ฉบับใหม่ของเวียดนามจะเริ่มมีผลในเดือนก.ค. 2569 ซึ่งถูกมองว่าจะเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ

อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกจับตาไม่แพ้กันคือ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของเวียดนาม

การขยายตัวของโรงงานเทคโนโลยี ดาต้าเซ็นเตอร์ และอุตสาหกรรมขั้นสูง ทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รัฐบาลเวียดนามจึงเร่งเดินหน้าแผนพัฒนาพลังงานแห่งชาติฉบับที่ 8 หรือ PDP8 เพื่อรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่ ทั้งพลังงานหมุนเวียน ระบบสายส่ง และ smart grid

จุดนี้เองอาจกลายเป็น New S-Curve สำคัญสำหรับทุนไทย โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงานสะอาด ระบบกักเก็บพลังงาน ระบบไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐาน และบริการด้านพลังงานสำหรับภาคอุตสาหกรรม

ขณะเดียวกันตลาดทุนเวียดนามก็กำลังถูกจับตามองมากขึ้น หลัง FTSE Russell ยืนยันการอัปเกรดเวียดนามเข้าสู่สถานะ Emerging Market โดยจะเริ่มนำเข้าดัชนีตั้งแต่เดือนกันยายน 2569 ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าจะช่วยเพิ่มกระแสเงินทุนต่างชาติและยกระดับความเชื่อมั่นของนักลงทุนระยะยาว

หลายฝ่ายมองว่า การเติบโตของเศรษฐกิจจริงในเวียดนาม กำลังสะท้อนเข้าสู่ความคาดหวังของตลาดทุนเช่นกัน หลังเวียดนามถูกจับตาในฐานะหนึ่งในตลาดเกิดใหม่ที่ยังมีศักยภาพเติบโตระยะยาวสูงของภูมิภาค

อย่างไรก็ตามเวียดนามก็ไม่ได้เป็นตลาดที่ง่ายเหมือนในอดีตอีกต่อไป

การแข่งขันในหลายอุตสาหกรรมรุนแรงขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะจากทุนจีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ขณะที่ต้นทุนแรงงานในหลายเมืองอุตสาหกรรมเริ่มปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงปัญหาพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานบางส่วนที่ยังตามการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ทัน

แม้หลายกลุ่มทุนไทยจะขยายธุรกิจในเวียดนามต่อเนื่อง แต่การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในตลาดเวียดนามยุคใหม่ ก็ทำให้หลายบริษัทเริ่มปรับโครงสร้างธุรกิจ ทบทวนพอร์ตการลงทุน และมองหาพันธมิตรท้องถิ่นมากขึ้นเช่นกัน

ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ระบุว่า มูลค่าการค้าไทย–เวียดนามในปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 23,644 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ไทยยังคงเป็นหนึ่งในนักลงทุนต่างชาติรายสำคัญของเวียดนาม โดยมีโครงการลงทุนสะสมเกือบ 800 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 15,000 ล้านดอลลาร์ สะท้อนว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างทั้งสองประเทศกำลังลึกซึ้งมากขึ้นเรื่อย ๆ

ท้ายที่สุดคำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า ควรลงทุนในเวียดนามหรือไม่ เพราะตัวเลขเศรษฐกิจ การไหลเข้าของ FDI และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของประเทศ ได้ตอบคำถามนั้นไปแล้ว

แต่คำถามสำคัญคือ นักลงทุนไทยจะเข้าไปอยู่ ตรงไหน ของห่วงโซ่อุปทานของเศรษฐกิจเวียดนามยุคใหม่ เพราะเวียดนามในปี 2569 ไม่ได้กำลังเติบโตจากแรงงานราคาถูกเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ที่เชื่อมการผลิต เทคโนโลยี ดิจิทัล โครงสร้างพื้นฐาน และผู้บริโภคเข้าด้วยกัน

และบางทีในเศรษฐกิจยุคใหม่ ความได้เปรียบอาจไม่ได้อยู่ที่ใครมีต้นทุนต่ำที่สุดเสมอไป แต่อยู่ที่ใครสามารถสร้าง คุณค่า ให้กับระบบเศรษฐกิจใหม่ได้มากกว่าต่างหาก

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...