โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สสส.-สมาคมโรคเบาหวานฯ สานพลังภาคี พัฒนา E-learning DM Remission ลุยลดเบาหวานสู่ภาวะโรคสงบ

เดลินิวส์

อัพเดต 30 มิถุนายน 2569 เวลา 23.59 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
ขับเคลื่อนบริการ ‘เบาหวานระยะสงบ’ สสส.-สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ สานพลังภาคี พัฒนา E-learning DM Remission ยกระดับศักยภาพบุคลากรสาธารณสุขทั่วประเทศ เพิ่มโอกาสผู้ป่วยควบคุมโรค ลดภาวะแทรกซ้อน ลดการใช้ยา และยกระดับระบบบริการสุขภาพไทยสู่การสร้างเสริมสุขภาพอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) กรุงเทพมหานคร และภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรมสรุปผลการดำเนินงาน ภาวะที่ผู้ป่วยโรคเบาหวานเข้าสู่ระยะสงบ Diabetes Mellitus Remission (DM Remission) ภายใต้โครงการพัฒนาและเสริมสมรรถนะบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อสนับสนุนการบริการผู้ป่วยเบาหวานเข้าสู่ระยะสงบในบริบทของประเทศไทย พร้อมแลกเปลี่ยนบทเรียนและข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อขยายบริการเบาหวานระยะสงบผ่านระบบบริการสาธารณสุขทั่วประเทศ

นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการพัฒนาระบบสุขภาพ สสส. กล่าวว่า สสส. ร่วมกับสมาคมโรคเบาหวานฯ และภาคีเครือข่าย พัฒนาระบบการเรียนรู้ทางไกล “E-learning DM Remissionโดยเริ่มเปิดใช้ตั้งแต่ 2 ก.พ. 2569 เป็นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยเพิ่มขีดความสามารถของระบบบริการสุขภาพ ถือเป็นกลไกสำคัญในการขยายองค์ความรู้มาตรฐานเกี่ยวกับโรคเบาหวานไปสู่บุคลากรในหน่วยบริการทั่วประเทศ ช่วยให้ทีมสหวิชาชีพนำไปประยุกต์ใช้ดูแลผู้ป่วยเบาหวานในพื้นที่ได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งการขับเคลื่อนงานเบาหวานระยะสงบ (DM Remission) เป็นตัวอย่างสำคัญของการปรับระบบบริการสุขภาพจากการมุ่งรักษาเมื่อเกิดโรค ไปสู่การสร้างเสริมสุขภาพที่ให้ความสำคัญกับการป้องกันและการดูแลตนเอง สอดคล้องกับพันธกิจของ สสส. ในการสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพผ่านระบบบริการสุขภาพ และขับเคลื่อนระบบสุขภาพในระดับอำเภอ จังหวัด และเขตบริการสุขภาพ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพและปลอดภัย

“ระบบ E-learning DM Remission จะช่วยอำนวยความสะดวกให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถเข้าถึงการเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา มีระบบลงทะเบียนและติดตามผลการเรียนรู้ มีการประเมินสมรรถนะของผู้เรียน รวมถึงระบบให้คำปรึกษาหลังการอบรม ขณะที่ผู้ป่วยจะได้รับความรู้ ทักษะการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ทั้งด้านอาหาร กิจกรรมทางกาย โดยหน่วยบริการและทีมสหวิชาชีพทำหน้าที่เป็นกลไกสนับสนุนอย่างใกล้ชิด ช่วยให้ประชาชนควบคุมโรค ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว” นพ.เฉวตสรร กล่าว

ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี นิธิยานันท์ นายกสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ กล่าวว่า ปัจจุบันไทยเผชิญสถานการณ์โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยด้วยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 6 ปี 2562-2563 พบ ความชุกของโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นจาก 4.8% ในปี 2540 เป็น 9.5% ในปี 2563 หากใช้ค่าฮีโมโกลบินเอวันซี (HbA1c) เป็นค่าที่ใช้วัดระดับน้ำตาลในเลือดเฉลี่ยย้อนหลัง 2-3 เดือน ร่วมในการวินิจฉัย จะพบความชุกของโรคสูงถึง 11% แต่กลับมีผู้ป่วยที่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ตามเป้าหมายเพียง 26.3% ส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนเรื้อรัง ทั้งโรคจอประสาทตา ตาบอด ไตวาย เบาหวานลงเท้า และโรคหัวใจและหลอดเลือด อีกทั้งในช่วงปี 2561-2564 ไทยมีต้นทุนการรักษาผู้ป่วยเบาหวานนอกโรงพยาบาลสูงถึง 1,344 ล้านบาทต่อปี สูงเป็นอันดับ 2 รองจากโรคความดันโลหิตสูง ดังนั้นการผลักดันให้ผู้ป่วยเบาหวานเข้าสู่ระยะสงบ จึงเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ใกล้เคียงคนปกติ ลดภาวะแทรกซ้อน ลดการใช้ยา และยกระดับคุณภาพชีวิต ขณะเดียวกันยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของระบบสุขภาพในระยะยาว

“ระบบ E-learning หลักสูตร DM Remission ที่พัฒนาร่วมกับ สสส. จะช่วยให้การดูแลผู้ป่วยเบาหวานควบคุมระดับน้ำตาลเป็นมาตรฐานมากขึ้นได้รับการตอบรับจากบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขทั่วประเทศ มีผู้ลงทะเบียนเรียนสะสม 6,884 คน และมีผู้สำเร็จหลักสูตรแล้ว 2,148 คน คิดเป็น 31.2% ของผู้ลงทะเบียนทั้งหมด โดยพยาบาลวิชาชีพเป็นกลุ่มผู้เรียนมากที่สุด 4,200 คน รองลงมาคือ นักวิชาการสาธารณสุข 980 คน และแพทย์ 671 คน นอกจากนี้ยังมีนักกำหนดอาหาร นักโภชนาการ เภสัชกร นักกายภาพบำบัด และวิชาชีพด้านสุขภาพอื่นๆ และได้รับความพึงพอใจในระดับสูง ทั้งด้านคุณภาพของระบบและเนื้อหาวิชาการ นับเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพบุคลากรทางการแพทย์ สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการผู้ป่วยเบาหวานอย่างเป็นรูปธรรมในหน่วยบริการสุขภาพทั่วประเทศ เพื่อลดภาระโรคไม่ติดต่อ (NCDs)” ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี กล่าว.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...