‘เมื่อท่วงทำนองนำทางชีวิต’ เปิดมุมมองความสุขบทใหม่ของ ‘ศิริพร ภัคอธิคม’ และครอบครัว
Hello Magazine Thailand
อัพเดต 17 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • HELLO! Magazine Thailandแกรนด์เปียโนหลังงามของ Steinway & Sons ที่ตั้งเด่นอยู่ภายในบ้านของครอบครัวคุณตั๋น-ศิริพร ภัคอธิคม คุณกฤต-กฤตศร มังกรกาญจน์ และลูกสาวคนเดียว น้องจีน มังกรกาญจน์ นอกจากจะช่วยเติมเต็มพื้นที่ในห้องนั่งเล่นให้ดูอบอุ่นและสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น เสียงเพลงจากเครื่องดนตรีชิ้นนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งที่เชื่อมโยงสมาชิกในครอบครัว และเหล่าเพื่อนสนิทมิตรสหายให้มารวมตัวใช้เวลาดีๆ ร่วมกันถึงขนาดจัดมินิคอนเสิร์ตภายในบ้านก็เคยมาแล้ว ครั้งนี้คุณตั๋นและคุณกฤตให้เกียรติเปิดบ้านต้อนรับ HELLO! พร้อมพูดคุยถึงเรื่องราวที่ดนตรีกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต ทั้งสร้างแรงบันดาลใจและเปลี่ยนมุมมองความคิดของเธอไปอย่างไม่รู้ตัว
“ปกติบ้านเราจะนัดเพื่อนๆ พี่ๆ มาพบปะสังสรรค์ กินอาหาร จิบไวน์กันเป็นประจำเสมอ แต่พอตั๋นเริ่มหัดเล่นเปียโนเมื่อราว 2 ปีก่อน กลายเป็นว่าดนตรีช่วยเติมให้บรรยากาศของการพบกันสมบูรณ์มากขึ้น เพราะทั้งสามีและลูกสาว เล่นเปียโนได้อยู่แล้ว ส่วนเพื่อนๆ คนอื่นก็เล่นดนตรีได้ บางคนร้องเพลง จนหลังๆ มา ตั๋นมีจัดคอนเสิร์ตที่บ้านหลายครั้งแล้ว” คุณตั๋นเล่า
ทายาทรุ่นที่ 2 และรุ่นที่ 3
การเติบโตมาในครอบครัวนักธุรกิจที่ดำเนินกิจการจากรุ่นสู่รุ่น ทำให้ชีวิตส่วนใหญ่ของคุณตั๋นและสามี ทุ่มเทให้กับหน้าที่การงานและความรับผิดชอบที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด คุณตั๋น เป็นทายาทรุ่นที่ 3 ของบริษัท ซินคีเชียงค้าส่ง จำกัด ซึ่งทำธุรกิจค้าส่งทองคำแท่งและทองคำรูปพรรณ ดำเนินกิจการมาเกือบหนึ่งศตวรรษ ในขณะที่คุณกฤต เป็นทายาทรุ่นที่ 2 ของบริษัท ไทยนามพลาสติกส์ จำกัด (มหาชน) โรงงานผลิตและส่งออกหนังเทียมสำหรับใช้ในรถยนต์ระดับประเทศ
“บริษัท ไทยนามพลาสติกส์ก่อตั้งโดยคุณพ่อ และคุณอาของผมตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2513 จนปัจจุบันมีสถานะเป็นบริษัทมหาชน กิจการของเราเป็นโรงงานผลิตแผ่นพลาสติก และหนังเทียมสำหรับอุตสาหกรรม เช่น ยานยนต์, เฟอร์นิเจอร์ และรองเท้า ปัจจุบันเป็นรุ่นที่ 2 โดยมีพี่น้องทั้ง 3 คน รับผิดชอบร่วมกัน มีคุณแม่ดำรงตำแหน่งประธานบอร์ด พี่สาว และพี่ชายเป็นกรรมการผู้จัดการ และรองกรรมการผู้จัดการตามลำดับตัว ส่วนตัวผมทำหน้าที่ Executive director และ General Manager มีความรับผิดชอบหลัก คือ ฝ่ายโรงงาน ฝ่ายวิศวกรรม ฝ่ายกิจการภายใน และฝ่ายโลจิสติกส์ซับพลายเชน” คุณกฤตกล่าว
ส่วนคุณตั๋น ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง Managing Director ของบริษัท ซินคีเชียงค้าส่ง จำกัด เธอเล่าให้ฟังว่า ธุรกิจของที่บ้านนั้นถือเป็นหนึ่งในร้านทองที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย โดยเริ่มต้นกิจการมาตั้งแต่สมัยอากง (คุณปู่ของคุณตั๋น) นับจนถึงตอนนี้ก็มีอายุร่วมร้อยปีแล้ว “ร้านของเราตั้งอยู่ตรงสี่แยกบ้านหม้อ ถือเป็นร้านทองแรกๆ ที่มาเปิดในย่านนั้น จวบจนปัจจุบันยังตั้งอยู่ที่เดิมและเรียกว่าเป็นกิจการที่ดำเนินการโดยครอบครัวเดียวมาตลอด ตั๋นเป็นลูกคนโตจากพี่น้องสองคน ตอนนี้ธุรกิจของเราดำเนินงานโดยทายาทรุ่นที่ 3 ตั๋นรับหน้าที่ดูแลในส่วนของหน้าร้าน ดูแลสต็อกและการโปรโมทสินค้าใหม่ๆ ส่วนน้องชายดูแลจัดการระบบหลังบ้านทั้งหมด ดังนั้นโครงสร้างต่างๆ ก็ยังเป็นรูปแบบกิจการของครอบครัวที่ไม่ได้ใช้คนมากมาย เพราะตั๋นกับน้องชายเคยคุยกันว่าเรามีกันสองพี่น้อง เราไม่ต้องทำให้กิจการใหญ่ไปกว่านี้ แต่เราต้องทำให้สิ่งที่มีอยู่ดีที่สุด”
คุณตั๋นเล่าว่า เธอคลุกคลีกับธุรกิจของครอบครัวมาตั้งแต่เกิด เนื่องจากในช่วง 12 ปีแรก ครอบครัวยังอาศัยอยู่ชั้นบนของร้าน เธอจึงได้เรียนรู้และสัมผัสกับการทำธุรกิจทองคำมาโดยตลอด หลังจากที่เรียนจบด้านกฎหมายทั้งปริญญาตรีจากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโทจาก Faculté de droit จาก Université Aix-Marseille III ประเทศฝรั่งเศส คุณตั๋นจึงเข้ามาสานต่อกิจการของที่บ้านเต็มตัว
“ภาพจำวัยเด็กของตั๋นคือการวิ่งเล่นอยู่ในร้านทอง ช่วยลูกค้าเลือกของ หรือหยิบถาดทองจากตู้เซฟออกมาแล้วก็นำไปเก็บ สมัยก่อนยังไม่มีคอมพิวเตอร์ เวลาซื้อขายต้องลงบันทึกด้วยมือในสมุดบิลเงินสด ตั๋นก็ต้องจำว่าค่ากำเหน็ดของลวดลายนี้ ราคาเท่าไร เรียกว่าทำงานได้เหมือนผู้ใหญ่มาตั้งแต่อายุ 12 ปี” คุณตั๋นเล่า ความคลุกคลีเช่นนี้ทำให้เธอซึมซับในหลักการทำงานของคนรุ่นก่อนมาไม่น้อย โดยเฉพาะเรื่องความซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมาในการทำธุรกิจ และการดูแลเรื่องคุณภาพของสินค้า
“ร้านทองในยุคก่อนๆ ไม่มีมาตรวัดเปอร์เซ็นต์ของทองคำ แต่ด้วยความที่เราควบคุมคุณภาพมาตั้งแต่ต้น เรื่องเปอร์เซ็นต์ทองคำจึงไม่เคยพลาด และนี่เป็นชื่อเสียงที่สั่งสมมาตั้งแต่สมัยอากง และคุณพ่อ” นอกจากนี้หากย้อนกลับไปราว 30 ปีที่แล้ว ร้านยังเป็นผู้บุกเบิกเรื่องการนำงานดีไซน์มาใช้กับสินค้าทองรูปพรรณอีกด้วย “จุดนี้ต้องยกความดีให้คุณแม่ สมัยก่อนสินค้าในร้านทองส่วนใหญ่ยังไม่เน้นที่ดีไซน์มากนัก หากเป็นสร้อยก็จะมีแบบอยู่ไม่กี่ลาย เช่น ลายโซ่ เส้นเกลียว หรือโป่ง แต่ช่วงนั้นเป็นยุคที่เศรษฐกิจไทยเฟื่องฟู คนมีเงินในมือเยอะ คุณแม่จึงคิดทำของชิ้นใหญ่ๆ ให้ดูเตะตามากขึ้น เป็นของที่มีดีไซน์ กลายเป็นว่าสิ่งเหล่านั้นทำให้ต่อมาร้านเรามีชื่อเสียงยิ่งขึ้น เวลาลูกค้าอยากจะได้ของที่แบบสวยๆ มีคุณภาพดี ก็จะคิดถึงเรา” คุณตั๋นเล่า
เดินตามความฝันด้วยเสียงดนตรี
การสานต่อกิจการของครอบครัวถือเป็นหน้าที่ที่เธอรักและทำอย่างสุดความสามารถมาโดยตลอด แต่ราว 3 ปีที่ผ่านมา หลังจากที่ต้องเผชิญกับโรคภัยและความเจ็บป่วย เมื่อรักษาจนหายดีแล้ว คุณตั๋นจึงได้ค้นพบสัจธรรมบางอย่างในชีวิตและตัดสินใจทำตามความฝันหนึ่งที่เคยอยากทำในวัยเด็กให้สำเร็จให้ได้ นั่นคือการฝึกเล่นเปียโน
“มีช่วงหนึ่งที่ตั๋นไม่สบายพอสมควร หลังจากที่รักษาจนเรียบร้อย ตั๋นรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นอิคคิวซัง คือมีความรู้สึกว่าเราต้องตื่นแล้ว คนเราไม่ได้มีชีวิตอยู่ได้ตลอดไป อยากทำอะไรก็ต้องรีบทำ ทีนี้ในวัยเด็กตั๋นเคยอยากเรียนเปียโน แต่ไม่เคยได้เรียน ประกอบกับคุณพ่อของตั๋น ท่านชื่นชอบในเสียงเพลงเป็นอย่างมาก ท่านชอบฟังดนตรีคลาสสิก โอเปร่า มาตั้งแต่สมัยที่ยังเรียนอยู่ที่โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก จนสะสมแผ่นเสียงไว้เยอะมาก พอย้ายจากร้านทองมาทำบ้าน ท่านก็ทำห้องใต้ดินไว้สำหรับเป็นห้องฟังเพลงโดยเฉพาะ เรียกได้ว่าตั้งแต่ตั๋นอยู่ในท้องแม่ก็ฟังเพลงคลาสสิกมาตลอด ก่อนหน้านี้อาจจะยังไม่ค่อยสนใจ แต่ดนตรีก็อยู่ในดีเอ็นเอของเราอยู่แล้ว”
หลายคนทราบดีว่าการฝึกเปียโนในวัยผู้ใหญ่นั้นจัดเป็นเรื่องยาก และเมื่อเริ่มเรียนแล้วไม่ทิ้งกลางคัน ถือว่ายากยิ่งกว่า
“ครูที่สอนเปียโนตั๋นเคยพูดว่าตั๋นเป็นส่วนน้อยมากของผู้ใหญ่ที่สามารถเล่นเปียโน” คุณตั๋นเล่า ตอนนี้เธอฝึกเปียโนมาได้กว่า 2 ปีแล้ว จนสามารถดีดเปียโนเพลงของคีตกวีที่ชื่นชอบ เช่น Chopin, J.S. Bach และ R. Schumann ได้อย่างคล่องแคล่ว ซึ่งการจะเล่นเพลงระดับนี้ได้ในระยะเวลาฝึกฝนเพียงแค่ 2 ปี แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจ ความพยายาม และความรักในเสียงดนตรีอย่างที่สุด อาจเป็นความโชคดีหรือแรงดึงดูดบางอย่างที่คนรอบตัวเธอ ก็เป็นคนที่รักและชอบการเล่นดนตรีเหมือนกัน ทำให้การฝึกเล่นเปียโนในครั้งนี้ ไม่ได้เพียงแค่เพิ่มทักษะทางดนตรีให้ตัวเอง แต่เป็นการเปิดโลกในมุมมองใหม่ ที่มีเสียงเพลงเป็นเครื่องนำทางด้วย
“รู้สึกเหมือนกับคอมพลีตชีวิตตัวเอง ก่อนที่จะมาเล่นดนตรีตั๋นชอบทำอาหาร โดยเฉพาะในช่วง 13 ปีที่แต่งงาน และทำบ้านใหม่ที่ทำห้องครัวในแบบที่ตัวเองอยากได้ เวลาตั๋นทำอาหาร จะมีเพื่อนๆ ที่สนิทมานั่งสังสรรค์พูดคุยกัน พอตอนหลังที่เราเริ่มหัดเปียโน บรรยากาศในการพบปะกันมันเพอร์เฟกต์มาก เพราะเพื่อนๆ ทุกคนสามารถเล่นดนตรี ร้องเพลง สนุกไปด้วยกันได้” คุณตั๋นเล่า เพื่อนๆ ในที่นี่ มีตั้งแต่คุณหนุ่ม-โตมร ศุขปรีชา คุณยุ้ย-สฤณี อาชวานันทกุล และคุณอ้อย-สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ เหล่านักคิด นักเขียน ซึ่งเป็นเพื่อนรุ่นพี่ที่คบหากับคุณตั๋นมานานหลายสิบปี และยังเป็นกลุ่มเพื่อนเล่นบอร์ดเกม ที่แนะนำให้คุณตั๋น และสามีได้มาพบรัก และสานต่อจนสร้างครอบครัวร่วมกัน
“ตั๋นเริ่มจัดคอนเสิร์ตเล็กๆ ในบ้าน ที่ผู้ชมเป็นญาติมิตร และเพื่อนๆ มาได้เป็นปีที่ 3 แล้ว จัดกันสนุกๆ ชวนเพื่อนๆ ที่เป็นนักดนตรีมาร่วมแสดงกัน ผู้เล่นหลักๆ ก็จะมีตั๋น น้องจีน ที่ตั๋นให้เขาเรียนเปียโนมาตั้งแต่เด็กๆ และสามี ที่เคยเรียนเปียโนเช่นกัน นอกจากนั้นก็จะมีคุณครูสอนร้องเพลงมาร้องโอเปรา มีเพื่อนสนิทของตั๋นหลากหลายอาชีพ ตั้งแต่ นักเขียน นักการเงิน แพทย์ พิธีกร บางท่านเดินทางมาจากต่างประเทศเพื่อมาแสดงเปียโนที่งานของเราโดยเฉพาะ ทุกคนทุ่มเทฝึกซ้อมกันมาก ที่ผ่านมาคอนเสิร์ตเราจะไม่ได้ธีมหรือกรอบอะไรให้นักแสดง แต่ละคนเลือกเล่นเพลงที่ตัวเองถนัดได้เลย อย่างตั๋นเลือกเล่นเพลง Chopin ลูกสาวเลือกเพลงคลาสสิก ในขณะที่สามีเล่นเพลงของเติ้งลี่จวินที่เขาชอบ จนตอนหลังพอมีคนเห็นคลิปคอนเสิร์ตที่เราจัดกัน ก็ชวนให้เราไปจัดการแสดงนอกสถานที่บ้าง” บุคคลที่ว่าคือคุณแอนดรูว์ ผู้จัดการของ Steinway & Sons ซึ่งคุ้นเคยกันดีกับคุณตั๋น เนื่องจากก่อนที่จะมีแกรนด์เปียโนตัวนี้ เธอเคยซื้ออัพไรต์เปียโนของแบรนด์เดียวกันมาก่อนที่จะขายไปเมื่อไม่นานมานี้
แง่มุมหนึ่งของชีวิตที่เปลี่ยนไปคือกิจกรรมที่ทำร่วมกันของครอบครัว เริ่มมีดนตรีเข้ามามีส่วนร่วมด้วย แต่ละเดือนเธอจะหาเวลาไปฟังคอนเสิร์ตเพลงคลาสสิก ทั้งที่จัดขึ้นที่ห้องสมุด Neilson Hays มหิดลสิทธาคาร มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา และศูนย์วัฒนธรรมตามแต่จะมีโอกาส
“ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ตั๋นพาครอบครัวและญาติๆ รวม 12 คน ไปเที่ยวอิตาลีกัน ช่วงที่เที่ยวในเมืองฟลอเรนซ์ ตั๋นก็จัดการพาทุกคนไปนั่งดูคอนเสิร์ตเพลงคลาสสิกในโบสถ์ หรือทริปล่าสุดที่กำลังจะไปสเปนกับสามีและลูกสาว เราก็ตั้งใจจะไปดู Piano Recital ของ Chopin สิ่งต่างๆ เหล่านี้ทำให้เรารู้สึกตื่นเต้นว่า แต่ละทริปเราจะได้ไปดูหรือสัมผัสดนตรีคลาสสิกจากจุดไหนบ้าง” คุณตั๋นกล่าว
ใช้ชีวิตให้ดี
ดนตรีมีส่วนที่ทำให้มุมมองชีวิตเปลี่ยนไปเช่นกัน เธอหันมาให้ความสำคัญกับ ‘การใช้ชีวิตที่ดี’ ทั้งกับเรื่องการทำงาน การดำเนินชีวิต และสุขภาพร่างกาย
“ก่อนหน้านี้อาจไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน แต่ตอนนี้เราตระหนักมากขึ้นว่าชีวิตคนเราในทุกวันควรจะอยู่แบบมีความหมาย และควรต้องทำอะไรที่มีประโยชน์ และถ้าจะใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุข เริ่มแรกเราต้องเห็นคุณค่าในสิ่งที่เรามี และไม่ต้องไปอิจฉาใครในสิ่งที่เราไม่มี อย่างน้อยทุกเช้าตื่นมา ตั๋นก็มีความกับสุขกับสิ่งเล็กๆ ว่าเรายังแข็งแรง ไม่มีส่วนไหนของร่างกายที่เจ็บป่วย มีพลังในการทำงานในแต่ละวัน เรามีหน้าที่การงานและลูกน้องที่ยังต้องรับผิดชอบ ก็ต้องทำอย่างดี มีคนในครอบครัวให้ดูแล ก็ต้องทำอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง และที่สำคัญยังต้องดูแลตนเองให้ดีด้วย” คุณตั๋นกล่าว
การดูแลตนเองครอบคลุมถึงเรื่องการดูแลสุขภาพกายให้แข็งแรง โดยเฉพาะการรักษามวลกล้ามเนื้อไว้เพื่อให้มีแรงพอในการดีดเปียโนอย่างต่อเนื่องได้จนจบเพลง “ทุกวันนี้ตั๋นต้องออกกำลังกาย อย่างน้อยเล่น Weight training สัปดาห์ละ 2 ครั้ง มีพิลาทิส 1 ครั้ง” คุณตั๋นกล่าว
อาหารการกินเป็นอีกส่วนที่เธอให้ความสำคัญมานาน ทั้งเพื่อดูแลตนเองและคนในครอบครัว “ตั๋นเป็นคนชอบทำอาหารแบบ home cooked จึงทำอาหารเองให้คนในครอบครัวทุกวัน ยกเว้นมื้อกลางวัน ที่ไปทานที่บริษัท อาหารที่ทำส่วนใหญ่จะไม่เผ็ด เพราะลูกสาวทานไม่ได้ บางครั้งจะทำเป็นสไตล์ Mediterranean diet เพื่อให้เหมาะกับสุขภาพ” คุณตั๋นกล่าว อาหารสไตล์ที่ว่าจะเน้นรับประทานพืชผักผลไม้เป็นหลัก เน้นการทานปลาทะเลซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนที่ย่อยง่ายและมียังกรดโอเมก้า 3 สูงและเน้นการกินไขมันดี ใช้น้ำมันมะกอกและเครื่องเทศในการปรุงอาหาร นับว่าเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เป็นการสร้างนิสัยในการทานอาหารที่ดีให้กับลูกสาวด้วย
ไม่เพียงแต่ทำอาหารให้ครอบครัว บางครั้งหากมีเวลาว่างเธอมักทำเมนูอร่อยแจกจ่ายให้ญาติมิตรเพื่อนฝูงเสมอ หนึ่งในเมนูโปรดที่มักได้โชว์ฝีมือคือ Beef Bourguignon เนื้อตุ๋นไวน์แดงที่ใครได้ชิมก็ต้องติดใจ
“จริงๆ แล้วสูตรที่ตั๋นใช้ทำเนื้อตุ๋นไวน์แดงเป็นสูตรที่เบสิกมากๆ สามารถหาดูได้จากอินเตอร์เน็ต การทำเมนูนี้ไม่ยาก เพียงแต่ใช้เวลานานมาก อย่างน้อย 6-7 ชั่วโมงที่ต้องตุ๋นเนื้อให้นุ่มทั้งชิ้น เรียกว่าเป็นเมนู Labor of love ต้องรักกันจริงจึงลงมือทำ เคล็ดลับของเมนูนี้คือไวน์แดงที่นำมาใช้ตุ๋นเนื้อ ต้องเลือกไวน์ที่เกรดดีเท่านั้น เป็นไวน์ที่เราใช้ดื่ม เพราะตั๋นเชื่อว่าหากเราใช้วัตถุดิบที่ไม่อร่อย เมนูของเราจะไม่มีวันกลายเป็นอาหารที่อร่อยได้”
แรงซัพพอร์ตจากครอบครัว
ครอบครัวคือสิ่งที่ให้ความสำคัญที่สุด และยังเป็นแรงซัพพอร์ตที่ดีที่สุดเช่นกัน ปีนี้คุณตั๋นและสามีแต่งงานกันมาได้ 13 ปี เธอเล่าย้อนความหลังให้ฟังว่าหลังจากที่รู้จักกันเพียงแค่ปีเดียว ก็ตัดสินใจแต่งงานกัน
“ต้องเรียกว่าเราเจอกันในเวลาที่เหมาะเจาะ เพราะเรารู้จักกันในช่วงที่โตเป็นผู้ใหญ่กันแล้ว และมีเพื่อนอยู่ในกลุ่มเดียวกัน จริงๆ ตอนคบกันได้ 3 เดือนเขาก็พูดว่า เดี๋ยวจะให้แม่มาขอนะ ตั๋นก็บอกโอเค แต่ก็ไม่ได้มีการขอแต่งงานอะไรนะคะ
เราคบกัน รักกันแบบค่อนข้างเป็นผู้ใหญ่ เป็นความเข้าใจกัน และมีความรู้สึกว่าอยากสร้างครอบครัวเหมือนกัน ที่สำคัญคือครอบครัวของเราทั้งคู่ มี Core Value ที่เหมือนกันมาก เราเป็นครอบครัวคนจีนที่ขยันทำงาน ซึ่งคุณสมบัติที่โดดเด่นของสามีตั๋น คือเขาเป็นคนที่มีคุณธรรมสูงมาก หากต้องทำอะไรที่ตัวเขาได้ประโยชน์ แต่คนอื่นเสียประโยชน์ เขาจะไม่ทำ สิ่งเหล่านี้ทำให้เรารู้ได้ว่าเขาจะเป็นสามีและพ่อที่ดีเช่นกัน เราแต่งงานกันมา 13 ปีแล้ว จากวันนั้นถึงวันนี้เขาก็ไม่เปลี่ยน”
หลักในการใช้ชีวิตคู่ของทั้งสองคนคือการมองเห็นในข้อดีและความดีของอีกฝ่าย จวบจนเมื่อมีลูก โจทย์ของชีวิตคู่ที่ตกลงกันคือการต้องอยู่ด้วยกัน ช่วยกันเลี้ยงลูกแบบเป็นทีมเวิร์ก “เวลาอยู่ด้วยกันแล้วมีเรื่องที่อีกฝ่ายทำสิ่งใดไม่ถูกใจ หรือไม่ได้ดังใจเรา ต้องไม่ไปโมโห หรือโกรธเป็นเรื่องเป็นราว เมื่อคุยกันจบต้องผ่านเรื่องนั้นไปให้ได้ และโฟกัสกับสิ่งที่เป็นเรื่องบวกแทน”
ปัจจุบัน น้องจีน ลูกสาวของทั้งคู่อายุ 10 ขวบ ในวัน Speech Day and Prize Giving Ceremony 2026 ของ Shrewsbury International School Bangkok ที่ผ่านมา น้องจีนเพิ่งได้รับรางวัล Outstanding Commitment Awards ที่โรงเรียนมอบให้กับเด็กที่มีการพัฒนาตนเองได้เร็วกว่าเด็กคนอื่น มีความมุ่งมั่น ความพยายาม และมีวุฒิภาวะ ที่สามารถทำทุกอย่างได้สำเร็จ ถือเป็นความภูมิใจของคุณพ่อและคุณแม่ ที่ช่วยกันอบรมเลี้ยงดูลูกสาวคนเดียวแบบเป็นทีมเวิร์ก
“เราเลี้ยงเขาเหมือนที่เราเคยถูกเลี้ยงมา ด้วยความที่เราเป็นครอบครัวใหญ่ น้องจีนจึงถูกห้อมล้อมด้วยญาติผู้ใหญ่มาตั้งแต่เกิด เขาจะมีความอ่อนน้อมและไม่เคอะเขินเวลาอยู่กับผู้ใหญ่ และรู้ว่าควรวางตัวอย่างไรให้มีกาลเทศะ บุคลิกเขาจึงดูเป็นเด็กอ่อนโยน จิตใจดี เวลาอยู่โรงเรียน เขาเป็นเด็กที่เรียนและมีความประพฤติดีทำให้พ่อแม่ไม่ต้องกังวลเรื่องการเรียน แต่การที่เขาได้รับรางวัลนี้ถือเป็นรางวัลใหญ่ของปี ตอนแรกโรงเรียนจะยังไม่ประกาศว่าเขาได้รับรางวัลอะไร แต่จะเชิญครอบครัวของผู้ที่ได้รับรางวัลไปร่วมงาน ก่อนหน้านี้ตั๋นแอบถามคุณครูด้วยความสงสัยว่าลูกได้รางวัลอะไร คุณครูไม่บอก แต่พูดเลยว่า ลูกคุณแม่คู่ควรกับรางวัลนี้แน่นอน”
ความสำเร็จในครั้งนี้ของลูกสาว เป็นอีกหนึ่งก้าวเล็กๆ ที่แสดงให้เห็นว่าน้องจีนเติบโตขึ้นอย่างงดงาม สมกับความตั้งใจ และความรัก ความเอาใจใส่ที่คุณพ่อและคุณแม่ตั้งใจมอบให้เธอเสมอมาเช่นกัน