โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พ่อแทบช็อก! ลูกสาวเสียชีวิตกะทันหัน ก่อนวงจรปิดเผยสาเหตุที่แท้จริง

สยามนิวส์

เผยแพร่ 04 มิ.ย. เวลา 02.33 น. • meimei
นายสมพร อายุ 54 ปี เกี่ยวกับกรณีการเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำของ น.ส.กนกนิภา อายุ 22 ปี ซึ่งเป็นลูกสาวบุญธรรม โดยเหตุเกิดระหว่างที่เธอกำลังปฏิบัติงานอยู่ในปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง ริมถนนสุขุมวิทพัทยาเหนือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ซึ่งในตอนแรกทางครอบครัวได้รับแจ้งว่าลูกสาวเป็นลมหมดสติไปเองขณะทำงานล่วงเวลา

วันที่ 4 มิถุนายน 2569 นายสมพร อายุ 54 ปี เกี่ยวกับกรณีการเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำของ น.ส.กนกนิภา อายุ 22 ปี ซึ่งเป็นลูกสาวบุญธรรม โดยเหตุเกิดระหว่างที่เธอกำลังปฏิบัติงานอยู่ในปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง ริมถนนสุขุมวิทพัทยาเหนือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ซึ่งในตอนแรกทางครอบครัวได้รับแจ้งว่าลูกสาวเป็นลมหมดสติไปเองขณะทำงานล่วงเวลา แต่ทว่าเมื่อได้ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดในภายหลัง กลับพบความจริงว่าหญิงสาวถูกแฟนหนุ่มทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้เสียชีวิต

นายสมพร ได้เล่ารายละเอียดให้ฟังว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 22.00 น. ของวันที่ 1 มิถุนายน 2569 ตนได้รับโทรศัพท์แจ้งข่าวว่า น.ส.กนกนิภา ลูกสาวบุญธรรม เกิดอาการเป็นลมและหมดสติขณะกำลังทำงาน จึงได้รีบเดินทางไปยังที่เกิดเหตุทันที เมื่อไปถึงก็พบว่าลูกสาวนอนหมดสติอยู่บริเวณมินิมาร์ทภายในปั๊มน้ำมัน โดยมีเจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังพยายามช่วยเหลือด้วยการปั๊มหัวใจกู้ชีพในเบื้องต้น แต่ก็ไม่เป็นผล

ในเวลาต่อมา ทีมแพทย์และเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลได้เข้ามาสมทบและดำเนินการปั๊มหัวใจให้อีกครั้ง ก่อนจะรีบนำตัวส่งไปยังโรงพยาบาลกรุงเทพพัทยาอย่างเร่งด่วน แต่สุดท้ายแพทย์ก็ไม่สามารถยื้อชีวิตของเธอเอาไว้ได้ โดยสาเหตุเบื้องต้นที่ตนได้รับแจ้งจากเพื่อนร่วมงานในขณะนั้น ระบุเพียงว่าผู้เสียชีวิตทำงานล่วงเวลาหนัก ประกอบกับมีการดื่มน้ำกระท่อมร่วมกับเครื่องดื่มชูกำลังเข้าไปหลายขวด จึงทำให้ร่างกายรับไม่ไหว เกิดอาการช็อกและหมดสติไป

จนกระทั่งวันรุ่งขึ้น นายสมพรได้รับเบาะแสจากคนรู้จักว่า แท้จริงแล้วลูกสาวไม่ได้เป็นลมล้มพับไปเองตามที่ถูกกล่าวอ้าง แต่ถูกทำร้ายร่างกายจนหมดสติ ตนจึงได้เดินทางไปขอตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดของสถานที่ทำงาน และได้พบภาพสะเทือนใจที่เผยให้เห็นว่า ในขณะที่ลูกสาวกำลังทำงานอยู่ในปั๊มน้ำมัน แฟนหนุ่มซึ่งทำงานอยู่ที่เดียวกันแต่เลิกงานไปก่อนหน้านั้น ได้ขี่รถจักรยานยนต์ย้อนกลับมาที่เกิดเหตุ ก่อนจะลงมือชกทำร้ายร่างกายหญิงสาวอย่างรุนแรงต่อเนื่องจนล้มลงไปกองกับพื้น จากนั้นผู้เสียชีวิตก็มีอาการชักเกร็งและหมดสติไปในที่สุด

หลังจากเกิดเหตุ ทางครอบครัวได้ส่งร่างของผู้เสียชีวิตไปทำการชันสูตรอย่างละเอียด ก่อนจะรับศพกลับไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีทางศาสนาที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นบ้านเกิด โดยมีกำหนดการฌาปนกิจในช่วงบ่ายของวันที่ 4 มิถุนายน 2569 ในขณะที่ผลการชันสูตรศพอย่างเป็นทางการนั้น ทางแพทย์ระบุว่าจะต้องใช้เวลาดำเนินการประมาณ 45 วันจึงจะทราบผลที่แน่ชัด

นายสมพร กล่าวเพิ่มเติมด้วยความกังวลว่า จนถึงขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่สามารถติดตามจับกุมตัวแฟนหนุ่มผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีได้ ตนจึงรู้สึกเกรงว่าผู้ต้องหาอาจจะหลบหนีไป และลูกสาวจะไม่ได้รับความยุติธรรม จึงอยากเรียกร้องให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยเร่งรัดติดตามจับกุมตัวผู้ก่อเหตุมาลงโทษตามกฎหมายให้ได้โดยเร็วที่สุด

ทางด้าน นายสหรัฐ กรุดเงิน อายุ 37 ปี เจ้าหน้าที่กู้ภัยสว่างบริบูรณ์ธรรมสถานเมืองพัทยา ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมที่เข้าไปช่วยเหลือในวันเกิดเหตุ ได้เปิดเผยข้อมูลว่า ในวันดังกล่าวตนได้รับแจ้งเหตุมีผู้ป่วยเป็นลมหมดสติอยู่ภายในมินิมาร์ทของปั๊มน้ำมัน เมื่อเดินทางไปถึงก็พบหญิงสาวนอนไม่ได้สติอยู่ โดยมีชายหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ใกล้ๆ บริเวณนั้น

จากการเข้าตรวจสอบสภาพร่างกายในเบื้องต้น พบว่าผู้บาดเจ็บไม่มีชีพจรและหยุดหายใจแล้ว ทางเจ้าหน้าที่จึงได้เร่งทำการปั๊มหัวใจเพื่อกู้ชีพ พร้อมทั้งประสานงานขอรถพยาบาลให้เข้ามาช่วยเหลือเพิ่มเติมอย่างเร่งด่วน

ทั้งนี้ นายสหรัฐระบุว่า จากการสังเกตด้วยตาเปล่าในเบื้องต้น ไม่พบว่ามีบาดแผลหรือร่องรอยฟกช้ำตามใบหน้าของหญิงสาวแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม เมื่อได้สอบถามเหตุการณ์จากแฟนหนุ่มที่อยู่ในเหตุการณ์ ทราบว่าก่อนเกิดเหตุทั้งคู่มีปากเสียงทะเลาะเบาะแว้งกัน และฝ่ายชายยอมรับว่าได้เกิดการผลักฝ่ายหญิงจนล้มลงศีรษะฟาดพื้นอย่างแรง เป็นเหตุให้หญิงสาวหมดสติไปดังกล่าวนั่นเอง

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...