“เยอรมนี-สเปน” ค้าน EU แบนเทคโนโลยีจีน หวั่นกระทบสัมพันธ์จีน-ต้นทุน AI พุ่ง
"เยอรมนี-สเปน" ค้าน EU แบนเทคโนโลยีจาก Huawei และ ZTE ภายใต้กฎหมายความมั่นคงไซเบอร์ใหม่ หวั่นกระทบสัมพันธ์จีน-ต้นทุน AI พุ่ง
วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 เวลา 16.12 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า เยอรมนีและสเปนกำลังเป็นแกนนำคัดค้านแผนของคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ที่ต้องการแบนผู้ผลิตเทคโนโลยีจากจีนออกจากเครือข่ายโทรคมนาคมยุโรป ภายใต้กฎความมั่นคงไซเบอร์ฉบับใหม่ ท่ามกลางความกังวลเรื่องผลกระทบทางเศรษฐกิจและความสัมพันธ์กับจีน
แหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาระบุว่า เจ้าหน้าที่จากทั้งสองประเทศต้องการให้รัฐบาลแต่ละชาติยังคงมีอำนาจตัดสินใจเองในประเด็นดังกล่าว พร้อมแสดงความกังวลว่า หากสหภาพยุโรป (EU) สั่งแบนบริษัทจีนอย่าง Huawei Technologies และ ZTE ในระดับสหภาพ อาจกระตุ้นให้จีนตอบโต้ทางเศรษฐกิจได้
นอกจากนี้ทั้งสองประเทศยังเตือนว่าการแบนอุปกรณ์จากจีนอาจทำให้ต้นทุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของยุโรปสูงขึ้นอย่างมาก
ก่อนหน้านี้ คณะกรรมาธิการยุโรปจัดให้ Huawei และ ZTE เป็นผู้จัดหาความเสี่ยงสูง (High-risk Suppliers) สำหรับเครือข่ายโทรคมนาคม และเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกทยอยตัดบริษัททั้งสองออกจากโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร
แม้การตัดสินใจด้านโครงสร้างพื้นฐานยังเป็นอำนาจของรัฐบาลแต่ละประเทศ แต่บรัสเซลส์กำลังผลักดันการแก้ไขกฎหมาย Cybersecurity Act เพื่อเพิ่มอำนาจกำกับดูแลของ EU โดยกฎหมายใหม่จะขยายการประเมินความมั่นคงไซเบอร์ให้ครอบคลุมความเสี่ยงจากอิทธิพลของรัฐบาลต่างชาติ และการพึ่งพาผู้จัดหารายใดรายหนึ่งมากเกินไป รวมถึงทำให้คำแนะนำของคณะกรรมาธิการมีผลผูกพันทางกฎหมายทั่วทั้งสหภาพยุโรป
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า รัฐบาลยุโรปกำลังตกอยู่ท่ามกลางแรงกดดันจากการแข่งขันเชิงอำนาจระหว่างสหรัฐและจีน โดยต้องสร้างสมดุลระหว่างผลประโยชน์ทางการค้ากับจีน กับความจำเป็นในการตรวจสอบความมั่นคงของโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ
ฟรีดริช เมิร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ซึ่งก่อนหน้านี้เคยแสดงความกังวลเรื่องการพึ่งพาจีนมากเกินไป กล่าวในปีนี้ว่า เขาต้องการเดินหน้าฟื้นความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีนอีกครั้ง ขณะที่ EU เองก็เตรียมเสนอให้ผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรต่อผู้ผลิตชิปจีนบางรายชั่วคราว เพื่อรักษาเสถียรภาพห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมยานยนต์
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นักการเมืองและผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงในยุโรปและสหรัฐแสดงความกังวลว่า บริษัทจีนอาจฝังช่องโหว่ลับ (Backdoor) ไว้ในอุปกรณ์ เพื่อเปิดทางให้เข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของชาวยุโรปได้โดยไม่ได้รับอนุญาต แม้ทั้ง Huawei และ ZTE จะปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวมาโดยตลอด
โฆษกของ Huawei ระบุว่า ข้อเสนอในการกีดกันบริษัทจีนเพียงเพราะประเทศต้นทางขัดต่อหลักการพื้นฐานด้านความเป็นธรรมของสหภาพยุโรป
ด้านโฆษกคณะกรรมาธิการยุโรปปฏิเสธแสดงความเห็นต่อจุดยืนของแต่ละประเทศ แต่ย้ำว่า“ยุโรปไม่สามารถปล่อยให้เครือข่ายเชิงยุทธศาสตร์ของตนเผชิญความเสี่ยงจากผู้จัดหารายที่มีความเสี่ยงสูงได้”
คณะกรรมาธิการประเมินว่า บริษัทโทรคมนาคมในยุโรปอาจต้องใช้งบประมาณราว 3.4-4.3 พันล้านยูโร ภายใน 3 ปี เพื่อเปลี่ยนอุปกรณ์และเทคโนโลยีจากจีนออกจากระบบ
ขณะที่กระทรวงมหาดไทยเยอรมนีระบุว่า การหารือเกี่ยวกับกฎหมาย Cybersecurity Act ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ ส่วนรัฐบาลสเปนยืนยันว่า สนับสนุนการปรับปรุงกฎหมายดังกล่าว แต่เห็นว่า ประเทศสมาชิกควรมีบทบาทในการตัดสินใจว่า ประเทศ ผู้ผลิต หรือผลิตภัณฑ์ใดมี “ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง” หรือไม่
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สเปนกลายเป็นหนึ่งในประเทศยุโรปที่มีท่าทีสนับสนุนความร่วมมือกับจีนมากขึ้น โดยนายกรัฐมนตรี เปโดร ซานเชซ เดินทางเยือนจีนถึง 4 ครั้งในรอบ 4 ปี เพื่อดึงดูดการลงทุนจากจีนในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าและพลังงานสะอาด
ด้านเยอรมนีก็มีความเห็นแตกต่างกันภายในรัฐบาล โดยบางฝ่ายสนับสนุนการลดการพึ่งพาจีน แต่บางฝ่ายมองว่า แนวคิดดังกล่าวอาจกลายเป็นระเบิดทางการเมือง
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเยอรมนีได้ตกลงตั้งแต่ปี 2567 แล้วว่าจะทยอยถอดอุปกรณ์ของ Huawei และ ZTE ออกจากโครงข่าย 5G หลักของประเทศภายในสิ้นปีนี้ ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ
อ้างอิง : bloomberg.com