โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รับมือวิกฤตโลกเดือด! ถอดรหัสแผน “Triple S” ของ กฟผ. สู่เส้นทาง Net Zero ที่ยั่งยืน

ไทยโพสต์

อัพเดต 34 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เนื่องในโอกาสวันสิ่งแวดล้อมโลก (World Environment Day) ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญที่ย้ำเตือนให้พวกเราทุกคนหันกลับมามองสถานการณ์ของบ้านหลังเดียวที่เราอาศัยอยู่ ปัจจุบันประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการอนุรักษ์ตามกระแสอีกต่อไป แต่กลายเป็นเรื่องของความอยู่รอดของมวลมนุษยชาติ

ทำไมต้องร่วมใจกัน “รักษ์โลก” ?

หากมองไปที่วิกฤตการณ์ระดับโลก (Global Trends) เราจะพบว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกได้พุ่งสูงขึ้นกว่า 1.5 องศาเซลเซียสแล้วเมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม (ศตวรรษที่ 19) โดยมี “ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์” เป็นตัวการหลักที่ทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นมากที่สุด วิกฤตสภาพภูมิอากาศนี้ส่งผลให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงและคาดเดาได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ

แรงกดดันดังกล่าวทำให้เกิดความตื่นตัวในระดับนานาชาติ นำมาซึ่งข้อตกลงและมาตรการกีดกันทางการค้าที่เข้มงวด เช่น กลไกปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรป หรือเป้าหมายของหลายประเทศทั่วโลกที่มุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2050 สำหรับประเทศไทยเอง ก็ได้ร่วมแสดงเจตนารมณ์อันแน่วแน่ในเวทีโลก โดยปรับเร่งเป้าหมายมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ เป็นปี 2050 เช่นกัน เพื่อรับมือวิกฤตนี้อย่างจริงจัง

สถานการณ์ภาคพลังงานไทยกับแนวทางลดก๊าซเรือนกระจก

หากเราพิจารณาสถิติจริงจากบัญชีก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย (Thailand's BTR1 Report) จากรายงานความโปร่งใส จะพบความจริงข้อสำคัญว่า "ภาคพลังงาน" คือส่วนที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงที่สุดของประเทศ โดยคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 65.89% ของปริมาณการปล่อยทั้งหมด ซึ่งกิจกรรมภายในภาคพลังงานนี้ มีแหล่งปล่อยหลักมาจาก 1.อุตสาหกรรมพลังงาน (Energy Industries) คิดเป็น 92.22 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือประมาณ 36.26% 2. การขนส่ง (Transport) คิดเป็น 77.02 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือประมาณ 30.29% และ 3. อุตสาหกรรมการผลิตและก่อสร้าง (Manufacturing Industries and Construction) คิดเป็น 62.57 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือประมาณ 24.61%

จากตัวเลขนี้ รัฐบาลไทยจึงได้กำหนดเป้าหมายที่ท้าทายผ่านแผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ (NDC Action Plan) โดยตั้งเป้าที่จะลดก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงานและขนส่งให้ได้มากที่สุด โดยตามแผนยุทธศาสตร์ระยะยาว (LT-LEDS) ประเทศไทยมีหมุดหมายสำคัญในภาคพลังงานไฟฟ้า คือการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด (Clean Electricity Share) ให้ได้ถึง 68% ภายในปี ค.ศ. 2035 และขยับขึ้นเป็น 74% ภายในปี ค.ศ. 2040

นอกจากนี้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย NDC 3.0 ในปี ค.ศ. 2035 ประเทศไทยได้วางมาตรการในภาคพลังงานไว้อย่างเข้มข้น ทั้งมาตรการต่อเนื่อง เช่น การอนุรักษ์พลังงาน การส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ไปจนถึงมาตรการเพิ่มเติมในอนาคต เช่น การยกเลิกโรงไฟฟ้าถ่านหิน การนำโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR/MMR) มาใช้ รวมถึงการใช้ไฮโดรเจนทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล

พันธกิจของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

เมื่อหันมามองที่ภาคพลังงานของไทย ซึ่งถือเป็นภาคส่วนที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงที่สุด การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะรัฐวิสาหกิจหลักด้านพลังงาน จึงต้องลุกขึ้นมาเป็นผู้นำในการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญนี้

ที่ผ่านมา กฟผ. ได้ลงมือทำและประสบความสำเร็จในหลากหลายมิติ เช่น โครงการฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 มาตรการจัดการด้านการใช้ไฟฟ้า (DSM) ที่อยู่คู่คนไทยมานานกว่า 30 ปี ซึ่งสามารถช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าสะสมไปได้มหาศาล และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 21.23 ล้านตัน พร้อมทั้งขยายการติดฉลากไปยังอุปกรณ์ใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง

โครงการพลังงานหมุนเวียนต้นแบบ การเปิดจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) ของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำ (Hydro-Floating Solar Hybrid) ที่เขื่อนสิรินธร (ขนาด 45 เมกะวัตต์ ในปี 2564) และเขื่อนอุบลรัตน์ (ขนาด 24 เมกะวัตต์ ในปี 2567) ซึ่งได้รับการพิสูจน์จากงานวิจัยแล้วว่าเป็นมิตรต่อระบบนิเวศใต้น้ำ ช่วยลดอุณหภูมิผิวน้ำ และกลายเป็นแหล่งหลบภัยของสัตว์น้ำ

และ การดูแลสังคมและชุมชน: ควบคู่กับการผลิตพลังงานสะอาด กฟผ. ยังดำเนินโครงการเพื่อชุมชน เช่น โรงเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อปล่อยลงสู่อ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ ช่วยสร้างรายได้และฟื้นฟูธรรมชาติไปพร้อมกัน

กลยุทธ์ "Triple S"

เพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมาย EGAT Carbon Neutrality อย่างยั่งยืน กฟผ. ได้วางกลยุทธ์สำคัญภายใต้แผนงาน "Triple S" ซึ่งครอบคลุมแนวทางการดำเนินงาน 3 ด้านหลัก ดังนี้ 1. S - Sources Transformation (การจัดการตั้งแต่ต้นกำเนิด): มุ่งปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตพลังงานไฟฟ้าด้วยการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน ผ่านแผนการขยายโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริดในเขื่อนทั่วประเทศ ให้มีกำลังการผลิตรวมสูงถึง 2,725 เมกะวัตต์ ภายในปี พ.ศ. 2573

ซึ่งจะช่วยลดคาร์บอนได้ถึง 2.19 ล้านตันต่อปี รวมถึงการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Grid Modernization) ศูนย์พยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน และการศึกษาเทคโนโลยีอนาคตที่มีเสถียรภาพสูงและไม่ปล่อยคาร์บอน เช่น โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) และพลังงานไฮโดรเจน (Hydrogen Power)

2.S - Sink Co-creation (การดูดซับกักเก็บคาร์บอน): นอกจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว กฟผ. ยังมุ่งเพิ่มแหล่งดูดซับกักเก็บผ่านโครงการปลูกป่า (Reforestation Project) เพื่อฟื้นฟูธรรมชาติอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการศึกษาและวางแผนประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (CCUS) จากโรงไฟฟ้าเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงอุตสาหกรรมต่อไป

3.S - Support Measures Mechanism (กลไกสนับสนุนโครงการลดการปล่อยคาร์บอน): ส่งเสริมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG Economy) สู่สังคมคาร์บอนต่ำ ผ่านโครงการด้านประสิทธิภาพพลังงานต่าง ๆ เช่น โครงการห้องเรียนสีเขียว บ้านเบอร์ 5 และการส่งเสริมระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อกระตุ้นให้ภาคประชาชนและพันธมิตรมีส่วนร่วมในการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม

วันสิ่งแวดล้อมโลกในปีนี้เป็นสิ่งย้ำเตือนว่า หน้าที่ในการปกป้องโลกไม่ใช่บทบาทของใครคนใดคนหนึ่ง หรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง การที่ กฟผ. มุ่งมั่นดำเนินกลยุทธ์ “Triple S” สะท้อนให้เห็นว่าภาคอุตสาหกรรมพลังงานของไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากการมุ่งเน้นความมั่นคงทางไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว ไปสู่การสร้าง “ความยั่งยืนที่สมดุล” ให้กับโลกใบนี้

อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีและแผนงานที่ยอดเยี่ยมจะสำเร็จไม่ได้เลยหากขาดพลังขับเคลื่อนจากพวกเราทุกคน ในฐานะผู้บริโภค การเลือกใช้อุปกรณ์ประหยัดไฟเบอร์ 5 การลดการใช้พลังงาน หรือการสนับสนุนพลังงานสะอาดในชีวิตประจำวัน ล้วนเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะช่วยต่อเติมภาพฝันของประเทศไทยในการก้าวสู่สังคม Net Zero ได้อย่างแท้จริง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...