โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ESA เปิดภาพหุบเขายักษ์ยาว 1,300 กิโลเมตร เผยหลักฐานดาวอังคารอาจเคยมีมหาสมุทร

SPACEMAN

อัพเดต 20 พ.ค. เวลา 16.21 น. • เผยแพร่ 20 พ.ค. เวลา 09.21 น. • SPACEMAN มนุษย์อวกาศ

องค์การอวกาศยุโรป (ESA) ได้เปิดเผยภาพถ่ายล่าสุดจากยานมาร์สเอกซ์เพรส (Mars Express) ที่พาเราไปสำรวจชัลบาตานา วัลลิส (Shalbatana Vallis) หนึ่งในหุบเขาบนดาวอังคาร (Mars) ซึ่งเต็มไปด้วยร่องรอยอันเด่นชัดของกระแสน้ำโบราณ ลาวา หลุมอุกกาบาต และความโกลาหลทางธรณีวิทยาที่ชวนให้นักวิทยาศาสตร์ทึ่ง

ชัลบาตานา วัลลิส เป็นร่องน้ำขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใกล้กับเส้นศูนย์สูตรของดาวอังคาร โดยภาพถ่ายความละเอียดสูงนี้บันทึกไว้ด้วยกล้องถ่ายภาพสเตอริโอความละเอียดสูง (High Resolution Stereo Camera หรือ HRSC) เผยให้เห็นโครงสร้างทางตอนเหนือของหุบเขาที่ทอดยาวคดเคี้ยวไปตามพื้นผิวของดาวแดงเป็นระยะทางไกลถึง 1,300 กิโลเมตร ซึ่งเป็นระยะทางที่ยาวใกล้เคียงกับความยาวของประเทศอิตาลีเลยทีเดียว โดยเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2568 ทีมปฏิบัติการได้เคยเผยแพร่คลิปวิดีโอจำลองการเดินทางผ่านหุบเขาแห่งนี้ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นในแถบที่ราบสูงซานเธ เทอร์รา (Xanthe Terra) ไปจนถึงจุดสิ้นสุดที่บริเวณที่ราบต่ำคริส แพลนิติอา (Chryse Planitia)

นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่า หุบเขาแห่งนี้ก่อตัวขึ้นเมื่อประมาณ 3,500 ล้านปีก่อน ในยุคที่น้ำใต้ดินปริมาณมหาศาลพวยพุ่งขึ้นสู่พื้นผิวดาวอังคารอย่างรุนแรง กระแสน้ำที่เชี่ยวกรากในอดีตได้กัดเซาะชั้นหินอย่างรวดเร็วจนเกิดเป็นร่องน้ำคดเคี้ยวอันทรงพลัง โดยหุบเขาหลักที่ปรากฏในภาพมีความกว้างประมาณ 10 กิโลเมตร และมีความลึกถึง 0.5 กิโลเมตร แม้ในอดีตหุบเขาแห่งนี้อาจจะลึกกว่านี้มาก แต่เมื่อเวลาผ่านไปมันได้ถูกเติมเต็มด้วยตะกอนหลากชนิด รวมถึงเถ้าภูเขาไฟสีน้ำเงินดำที่ถูกกระแสลมอันพัดพัดพามาสะสมในบริเวณที่ขรุขระที่สุดของร่องน้ำ

ความน่าสนใจคือพื้นที่บริเวณนี้เป็นจุดตัดทางธรณีวิทยาที่แบ่งระหว่างที่ราบสูงทางตอนใต้ซึ่งเต็มไปด้วยหลุมอุกกาบาต กับที่ราบต่ำทางตอนเหนือที่เรียบเนียนกว่า โดยร่องน้ำขนาดใหญ่จำนวนมากบนดาวอังคารรวมถึงหุบเขาแห่งนี้ล้วนไหลไปสิ้นสุดที่ที่ราบต่ำ คริส แพลนิติอา ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดที่ต่ำที่สุดของดาวเคราะห์ดวงนี้ หลักฐานนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า ในอดีตอันไกลโพ้นที่ดาวอังคารเคยมีสภาพอากาศที่อบอุ่นและชุ่มฉ่ำ พื้นที่ราบต่ำแห่งนี้อาจเคยถูกปกคลุมด้วยมหาสมุทรขนาดใหญ่

นอกจากนี้ ยังพบภูมิประเทศที่เรียกว่า ภูมิประเทศแบบโกลาหล (Chaotic terrain) ซึ่งมีลักษณะเป็นบล็อกหินและเนินเขาที่พังทลายสลับซับซ้อนราวกับเขาวงกต ปรากฏอยู่ใกล้กับชั้นเถ้าภูเขาไฟสีเข้ม นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าภูมิประเทศแบบนี้เกิดขึ้นเมื่อน้ำแข็งที่กักเก็บอยู่ใต้ดินเกิดการละลาย ส่งผลให้ชั้นดินและหินด้านบนสูญเสียการทรงตัวและพังทลายยุบตัวลงในที่สุด ซึ่งเป็นลักษณะเด่นที่ยานมาร์สเอกซ์เพรสเคยตรวจพบมาแล้วในอีกหลายภูมิภาคบนดาวแดง

ในบริเวณเดียวกันยังเต็มไปด้วยร่องรอยของหลุมอุกกาบาตจำนวนมาก โดยบางหลุมถูกกลบฝังและบางหลุมถูกกัดเซาะไปตามกาลเวลา ทว่าพื้นผิวโดยรวมกลับค่อนข้างเรียบเนียนเนื่องจากเคยถูกปกคลุมด้วยลาวาไหลบ่า ซึ่งในขณะที่ลาวาเหล่านั้นกำลังเย็นตัวและหดตัวลง ก็ได้สร้างรอยคดโค้งหดตัว (Wrinkle ridges) ทิ้งไว้บนพื้นผิว นอกเหนือจากนี้ยังมีภูเขายอดราบ (Mesas) ตั้งตระหง่านอยู่อย่างโดดเดี่ยว ซึ่งเป็นเศษซากข ขององค์การอวกาศยุเกือบสองทศวรรษ โดยตัวยานถูกส่งขึ้นสู่อวกาศตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 และได้ทำหน้าที่บันทึกภาพพื้นผิวดาวอังคารในรูปแบบสามมิติที่มีสีสันสมจริงและความละเอียดสูงมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้เราเข้าใจโครงสร้างของดาวเคราะห์เพื่อนบ้านดวงนี้ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยเปลี่ยนความเข้าใจของมนุษยชาติต่อประวัติศาสตร์ของน้ำและโอกาสในการค้นพบร่องรอยสิ่งมีชีวิตในอดีตบนดาวดวงนี้ไปอย่างสิ้นเชิง

ข้อมูลอ้างอิง: Waterworn chaos on Mars

  • European Space Agency
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...