โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘ศิริกัญญา’ แฉรัฐบาลกู้ 1.57 แสนล้านแจกสะเปะสะปะ หวั่นเงินเฟ้อพุ่ง 6% พ่อค้าแม่ค้าเจ๊ง

เดลินิวส์

อัพเดต 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 19 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
‘ศิริกัญญา’ จวก ‘รัฐบาล’ ทุ่มหมดหน้าตักใช้เงินกู้ 1.57 แสนล้าน แจกเยียวยา 4 เดือน สวนทางหลักช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า แนะ ตั้ง กมธ.วิสามัญตรวจสอบเงินกู้ 4 แสนล้าน หวั่นกระบวนการตรวจสอบในสภาถูกตัดตอนผ่าน พ.ร.ก.

เมื่อวันที่ 19 พ.ค. น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติโครงการไทยช่วยไทยพลัสโดยใช้เงินกู้จากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ภายใต้วงเงิน 1.75 แสนล้านบาท เพื่อเยียวยาค่าครองชีพประชาชนรวมกว่า 43 ล้านคน เป็นระยะเวลา 4 เดือน ว่า การที่ ครม.อนุมัติโครงการใช้เงินกู้โครงการแรกไทยช่วยไทยพลัสรวดเดียว 1.57 แสนล้าน โดยแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ 1.ช่วยกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะผู้มีรายได้จากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ให้เพิ่ม 700 บาท จากเดิม 300 บาท รวมเป็นเดือนละ 1,000 บาท 4 เดือน พร้อมสั่งให้ไปศึกษาเพื่อให้มีการลงทะเบียนเพิ่มเติม และ 2.ช่วยคนชั้นกลาง มนุษย์เงินเดือน ช่วยประชาชนคนที่มีกำลังซื้อน้อย ประชาชนจ่าย 40% รัฐบาลช่วยจ่าย 60% ช่วยบรรเทาค่าใช้จ่าย ให้ 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน เป้าหมายคือบรรเทาค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

ทั้งนี้ สำหรับกลุ่มแรกคนมีรายได้น้อยจริงได้ช่วยเหลือเดือนละ 700 บาท ใช้เงินราว 3.7 หมื่นล้านบาท และ กลุ่มสอง ลูกผสมจนบ้างไม่บ้าง แล้วแต่ใครมือไวกดก่อนได้ก่อน กลับได้เงินช่วยเหลือมากกว่า เดือนละ 1,000 บาท ใช้เงินราว 1.2 แสนล้านบาท ช่างเป็นนโยบายที่ย้อนแย้งกับหลักการที่รัฐบาลพร่ำพูดว่าจะช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า ส่วนรายละเอียดว่าจะแบ่งเป็นกี่เฟส มีให้ลงทะเบียนใหม่ เพื่อเปิดโอกาสให้คนที่ตกหล่นหรือไม่ ยังไม่ชัด แต่บัตรสวัสดิการอาจมีลงทะเบียนเพิ่มเติม แล้วหากหันมาดูเศรษฐกิจไทย สภาพัฒน์ประกาศตัวเลข GDP 3 เดือนแรกโตถึง 2.8% ส่วนทั้งปี 2569 โต 2% แต่เงินในกระเป๋ากลับไม่โตเหมือน GDP แบงก์ชาติคาดการณ์ว่า ปีนี้เงินในกระเป๋าคนไทยแทบไม่โต สวนทางกับค่าครองชีพ

นอกจากรายได้จะไม่โตแถมยังลดลงในปีนี้ หดตัว 0.3% ซ้ำร้ายที่สุดคือ เกษตรกรที่รายได้ลดลงถึง 8.5% ส่วนกลุ่มแรงงานนอกระบบ ฟรีแลนซ์ พ่อค้าแม่ขาย -0.3% กลุ่มลูกจ้างเรียกได้ว่ารายได้ไม่เพิ่ม โต 0.9% ช่างสวนทางกับค่าครองชีพ ขณะที่เงินเฟ้อคือเครื่องวัดที่คนไทยน่าจะคุ้นเคย เดือนเมษายน ขยับเพิ่ม 2.9% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งอาจจะไม่น่าตกใจเท่าไหร่ อีกตัวที่คนทั่วไปอาจจะไม่คุ้นเคยคือ ดัชนีราคาผู้ผลิต หรือ เงินเฟ้อของต้นทุนคนขายของ หรือผู้ประกอบการ ขยายตัวสูงถึง 9.1% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ไม่ใช่แค่ราคาน้ำมัน แต่รวมถึงราคาพลาสติก เหล็ก อลูมิเนียมที่ขยับขึ้นตามน้ำมัน นั่นหมายความว่า ผู้ประกอบการ พ่อค้าแม่ค้า เจอกับต้นทุนข้าวของวัตถุดิบขึ้นราคามาเกือบ 10% แต่ยังไม่ได้ขึ้นราคาขายในทันที เพราะขึ้นไปก็ขายไม่ออก คนไม่ซื้อ จึงต้องแบกไว้ก่อน แต่เมื่อไหร่ที่แบกไม่ไหวก็คงต้องทยอยปรับราคาขึ้น และแรงกดดันฝั่งต้นทุนจะอยู่ที่ระดับใกล้ 10% นี้ไปตลอดทั้งปี จนกว่าวิกฤตพลังงานจะคลี่คลาย

สอดคล้องกับการสำรวจภาคธุรกิจของแบงก์ชาติ ที่บอกว่าอีก 3 เดือนข้างหน้า ผู้ประกอบการกว่า 60% จะขึ้นราคาสินค้าแน่แล้ว โดยส่วนใหญ่จะปรับขึ้นไม่เกิน 20% และนี่คือผลกระทบระลอกสองที่ต้นทุนพลังงานส่งผลต่อราคาวัตถุดิบ แล้วส่งผ่านไปที่ราคาสินค้าและบริการต่อเนื่อง ไม่น่าแปลกใจ ที่ผู้ว่าแบงก์ชาติเผยว่า เราอาจจะเจอเงินเฟ้อของฝั่งผู้บริโภคขึ้นไปสูง 5-6% ในปีนี้ ด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจที่เป็นแบบนี้ ถึง GDP จะยังโตได้ 2% แต่จะแย้งกับความรู้สึกของประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศที่กำลังเดือดร้อนหนักอย่างแน่นอน สถานการณ์เศรษฐกิจแบบนี้ ควรเยียวยาแบบใด เราไม่ติดใจเมื่อรัฐบาลต้องหาเงินมาเยียวยาประชาชน ในเมื่องบกลาง เงินสำรองจ่ายแทบไม่เหลือ โอนงบไม่มีทางได้เป็นกอบเป็นกำ เพราะใกล้ปิดปีงบประมาณแล้ว พ.ร.บ.งบปี 70 ยังต้องรออีก 5 เดือน การกู้จึงเป็นทางออกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่วนที่ยังต้องตั้งคำถามคือวิธีการ ที่จริงแล้ว รัฐบาลสามารถลดภาษีสรรพสามิตเพื่อชะลอราคาน้ำมันไม่ให้สูงเร็วได้ แต่ไม่ทำ อ้างว่าจะเป็นการหว่านแห ช่วยทุกคนที่ใช้รถ แต่กลับแจกคนละครึ่งแบบหว่านแหเกือบถ้วนหน้าเยียวยาแบบสุ่มให้คน 30 ล้านคน

ในทางกลับกัน ถ้าดูจากกลุ่มที่จะเดือดร้อนหนัก ก็ควรต้องช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรที่รายได้หายไป 8.5% กลับไม่มีมาตรการเยียวยาเฉพาะกลุ่ม ที่เหมาะกับกลุ่มเกษตรกรที่ต้องรับภาระต้นทุนในการทำมาหากิน นอกเหนือไปจากคนละครึ่ง ที่แน่ๆ ก็คือ ค่าครองชีพยังจะขึ้นสูงต่อเนื่องไปอีกระยะ ทั้งจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่ม และยังมี “ระลอกสอง” จากต้นทุนพลังงานส่งผ่านไปที่วัตถุดิบตัวอื่นๆ ส่งผลให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นอีกต่อ และหากสุดท้ายขึ้นราคาไปแล้ว ลูกค้าหนี ก็อาจจะมีร้านค้า โรงงานปิดกิจการ โรงงานลดการผลิต และลดจำนวนชั่วโมงทำงาน ดังนั้น เราจึงควรตุนกระสุนเอาไว้ เผื่อว่าเหตุการณ์ยืดเยื้อกว่าที่คิด อาจต้องสำรองไว้พยุงการจ้างงาน ไม่ใช่ยิงหมดแม็ก เทหมดหน้าตัก ในเวลา 4 เดือน สิ่งเหล่านี้ควรได้มีการถกเถียง อภิปรายอย่างรอบคอบในสภา หากเป็นการใช้งบประมาณผ่าน พ.ร.บ.ตามปกติ แต่พอเป็น พ.ร.ก. กับกลายเป็นว่ากระบวนการตรวจสอบในสภาถูกตัดตอนไป หวังว่า สภาจะยอมให้ตั้งกมธ.วิสามัญเพื่อติดตามตรวจสอบการใช้เงินกู้ ตามที่พรรคประชาชนยื่นญัตติคู่ขนานไปกับฝ่ายบริหารเพื่อให้มั่นใจว่าเงินภาษีประชาชนจะถูกใช้อย่างคุ้มค่า.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...