โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การ ลบความทรงจำที่เลวร้าย ออกจากสมอง อาจไม่ช่วยให้เรามีความสุขมากขึ้น

the Opener

เผยแพร่ 19 พ.ค. เวลา 08.27 น. • The Opener

สตีฟ รามิเรซ ศาสตราจารย์ด้านประสาทวิทยา ที่มหาวิทยาลัยบอสตัน ถูกหลอกหลอนด้วยความทรงจำเลวร้ายเกี่ยวกับการเสียชีวิตอย่างกะทันหันของเพื่อนสนิทที่เรียนปริญญาเอกด้วยกันในปี 2015

การสูญเสียเพื่อนรักที่เป็นคู่หูทำการทดลองในห้องแลป ซึ่งจากไปด้วยวัยเพียง 37 ปี ส่งผลต่อเรื่องงานและชีวิตประจำวันของเขา เขาหันไปพึ่งแอลกอฮอล์ และในที่สุดก็มีปัญหาติดสุราอย่างหนัก

จนวันหนึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2021 เขาเกิดความตระหนักว่า ต้องเข้ารับการบำบัด ซึ่งการเข้ากลุ่มบำบัดได้เปลี่ยนชีวิตของเขาโดยสิ้นเชิง และตั้งแต่นั้นมา สตีฟก็ไม่ข้องแวะกับแอลกอฮอล์อีกเลย

หลังจากเลิกแอลกอฮอล์ งานวิจัยของสตีฟก็เติบโตอย่างก้าวกระโดด ความทรงจำเกี่ยวกับการสูญเสียเพื่อนรักได้กลายมาเป็นแรงผลักดันที่สำคัญต่องานวิจัยของเขา สิ่งที่สตีฟค้นพบ คือ อาจมีวิธีเปลี่ยนแปลงความทรงจำอันเจ็บปวดได้จริง โดยไม่จำเป็นต้องใช้วิธีทำร้ายตัวเอง อย่างเช่น การพึ่งพาแอลกอฮอล์

ปัจจุบัน งานวิจัยเกี่ยวกับการแก้ไขความทรงจำยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และการศึกษาส่วนใหญ่ยังอยู่ในสัตว์ทดลอง แต่หลักการพื้นฐานที่ค้นพบจนถึงตอนนี้ชี้ให้เห็นว่า การแทรกแซงความทรงจำอาจเกิดขึ้นได้หลายระดับ ตั้งแต่การดัดแปลง ไปจนถึงการลบออกอย่างสมบูรณ์

นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า “ความทรงจำ” ถูกเข้ารหัสในสมองในรูปแบบของ “ร่องรอยของความทรงจำ” ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการทำงานของเซลล์สมองเฉพาะกลุ่ม หรือเครือข่ายการเชื่อมต่อระหว่างเซลล์เหล่านั้น โดยร่องรอยความทรงจำนี้สามารถเข้มข้นขึ้นหรือจางลงได้ตามช่วงเวลา

ในปี 2009 ทีมนักวิจัยชาวแคนาดา สามารถระบุเซลล์สมองของหนูที่ตื่นตัวขึ้นหลังจากได้ยินเสียงซึ่งเคยถูกจับคู่กับไฟฟ้าช็อตอ่อนๆ ซึ่งเคยทำให้หนูเกิดความกลัว และตัวแข็งทุกครั้งที่ได้ยินเสียงนั้น แต่เมื่อนักวิจัยทำลายเซลล์สมองเหล่านั้น ผลที่เกิดขึ้นปรากฏว่า หนูทดลองตัวเดิมไม่แสดงอาการหวาดกลัวอีกเมื่อได้ยินเสียงเดิม ราวกับว่าความทรงจำแห่งความกลัวได้ถูกลบหายไป

สตีฟบอกว่า นักวิจัยแคนาดาใช้แนวคิดที่ว่า เซลล์สมองบางเซลล์จะทำงานมากกว่าเซลล์อื่น และเซลล์ที่ทำงานมากกว่า ก็คือเซลล์ที่มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำ

แต่สตีฟตั้งคำถามว่า แม้ทุกอย่างจะดูเหมือนเป็นเช่นนั้น แต่เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าความทรงจำนั้นถูกลบไปแล้วจริงๆ ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมภายนอกเท่านั้น? ความทรงจำไม่พึงประสงค์ยังอาจยังอยู่ก็เป็นได้

ในปี 2012 สตีฟและเพื่อนสนิทของเขาทำการทดลองที่ต่างออกไป แทนที่จะลบเซลล์สมอง พวกเขาพยายาม “เปิด ความทรงจำ” ขึ้นมา ด้วยการกระตุ้นเซลล์สมองบางเซลล์โดยใช้แสงจากสายใยแก้วนำแสงที่ฝังเข้าไปในสมองของหนูทดลอง ด้วยวิธีที่เรียกว่า optogenetics

พวกเขาเริ่มจากการระบุเซลล์สมองในฮิปโปแคมปัส ซึ่งเป็นศูนย์กลางความทรงจำ ซึ่งจะทำงานเมื่อหนูถูกไฟฟ้าช็อต ซึ่งแสดงว่าเซลล์เหล่านี้กำลังเข้ารหัสความทรงจำนั้นอยู่ จากนั้น พวกเขาพาหนูไปยังสภาพแวดล้อมใหม่ที่ไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับไฟฟ้าช็อตเลย ก่อนจะใช้แสงกระตุ้นเซลล์สมองชุดเดิม ผลคือ หนูกลับตัวแข็งค้างด้วยความกลัว ทั้งที่ไม่มีทั้งไฟฟ้าช็อตและสิ่งกระตุ้นใดๆ

ผลการทดลองนี้ แสดงว่า สตีฟกับเพื่อนสามารถ “เปิด” ความทรงจำขึ้นมาได้ โดยกระตุ้นเซลล์สมองเฉพาะกลุ่ม ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า ความทรงจำสามารถถูกดัดแปลงผ่านการจัดการเซลล์สมองได้จริง งานวิจัยในปีถัดมา ทั้งสองใช้วิธีคล้ายกันนี้ในการ “ฝัง” ความทรงจำปลอมเข้าไปในหนูทดลอง

พวกเขายังค้นพบอีกว่า อารมณ์ที่เชื่อมโยงกับความทรงจำเฉพาะเรื่องก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน ในการทดลองนี้ พวกเขากระตุ้นความทรงจำเชิงบวกของหนูไปพร้อมกับช่วงที่มันได้รับไฟฟ้าช็อต ปรากฏว่า ความทรงจำเกี่ยวกับไฟฟ้าช็อตก็กลายเป็นสิ่งที่สร้างความรู้สึกเชิงลบน้อยลงสำหรับหนูทดลอง

ในปี 2022 สตีฟและเพื่อนพบว่า หากกระตุ้นความทรงจำเชิงบวกในหนู ขณะที่หนูกำลังนึกถึงความทรงจำเชิงลบในช่วงการฟื้นความทรงจำเดิมและบันทึกกลับเข้าไปใหม่ ซึ่งเป็นช่วงสำคัญของการสร้างความทรงจำซ้ำ จะสามารถกดทับความทรงจำเชิงลบนั้นได้อย่างถาวร ทำให้ปฏิกิริยาความกลัวหายไป

“สิ่งที่เราทำในสัตว์ฟันแทะมีแนวโน้มจะนำมาประยุกต์ใช้กับมนุษย์ได้จริง แต่เราต้องระมัดระวัง เราไม่อยากเข้าไปดัดแปลงเซลล์สมองมนุษย์ หรือแทรกแซงการทำงานของสมองโดยตรง โดยที่ยังไม่มีแผนทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ที่ปลอดภัยเพียงพอ เพราะไม่รู้ว่าผลข้างเคียงและอันตรายอะไรอาจเกิดขึ้นได้บ้าง” สตีฟกล่าว

แม้ปัจจุบัน จะยังไม่มีวิธีลบความทรงจำของมนุษย์อย่างถาวร แต่การดัดแปลงความทรงจำอาจเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ โดยนักวิทยาศาสตร์สามารถทำให้ความทรงจำอ่อนแรงลง และลดการย้อนกลับมาของภาพจำที่เต็มไปด้วยความรุนแรง ซึ่งมักพบในคนที่มีภาวะ PTSD หรือโรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ

นักวิจัยระบุว่า หนึ่งในวิธีที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดคือ การบำบัดพฤติกรรมและความคิด ซึ่งนักบำบัดจะช่วยให้ผู้ป่วย “ตีความ” ความทรงจำเชิงลบใหม่ ขณะที่ยาบางชนิดอาจช่วยได้ แต่วิธีนี้ยังมีทั้งที่ผู้สนับสนุนและคัดค้าน

ขณะที่เอมิลี โฮล์มส์ นักจิตวิทยาคลินิกและนักประสาทวิทยาจากมหาวิทยาลัยอุปซอลา ในสวีเดน ได้พัฒนาแนวทางใหม่ เพื่อพยายามลบความจำแทรกซ้อนที่ผุดขึ้นมาโดยไม่ทันตั้งตัว หรือ “แฟลชแบ็ก” จากความทรงจำสะเทือนใจที่มักปรากฏออกมาในรูปของภาพมากกว่าคำพูด

เธอพัฒนาเทคนิคที่เรียบง่าย โดยใช้วิธี “แย่งพื้นที่” การทำงานของสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาพ โดยให้ผู้เข้าร่วมการทดลองนึกถึงความทรงจำที่เป็นแฟลชแบ็ก จากนั้นให้พวกเขาเล่นเกมคอมพิวเตอร์ Tetris เป็นเวลา 20 นาทีแบบตั้งใจโดยให้คิดวิเคราะห์ว่า จะจัดวางบล็อกแต่ละชิ้นอย่างไร แทนที่จะปล่อยให้มันตกลงมาเฉยๆ

เอมิลีพบว่า การแทรกแซงพื้นที่สมองด้วยวิธีนี้เพียงครั้งเดียวนี้ หลังผ่านไปหนึ่งเดือน สามารถลดจำนวนแฟลชแบ็กจากเฉลี่ยสัปดาห์ละ 14 ครั้ง เหลือเพียงสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เธอบอกว่า นี่เป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นมาก

แม้นักวิทยาศาสตร์จะเริ่มพบวิธีการจัดการกับความทรงจำอันเลวร้ายและเจ็บปวด แต่คำถามสำคัญ คือ หากมีวิธีการจัดการกับความทรงจำที่เลวร้ายได้จริง เราควรลบความทรงจำเหล่านั้นทิ้งหรือไม่?

ทั้งเอมิลีและสตีฟเห็นตรงกันว่า “การดัดแปลงความทรงจำ” ดูจะเป็นสิ่งน่าปรารถนากว่า “การลบออกไป” โดยสิ้นเชิง ซึ่งก็ไม่น่าแปลก เพราะความทรงจำคือ ส่วนสำคัญของตัวตนของเรา ไม่ว่าจะเป็นความทรงจำที่ดีหรือร้ายก็ตาม

สตีฟมองว่า การลบความทรงจำทั้งหมดออกไปเป็นความคิดที่อันตราย เขาเห็นว่า สามารถลดระดับความรุนแรงทางอารมณ์ของความทรงจำลงได้ โดยยังคงเก็บความทรงจำของเหตุการณ์นั้นไว้ รวมถึงอิทธิพลที่มันมีต่ออัตลักษณ์และความเป็นตัวตนของเรา

อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้การลบความทรงจำอันตราย คือ เรื่องของความยุติธรรม ซึ่งเอมิลีบอกว่า ถ้าลบความทรงจำออกไป คนคนนั้นจะให้การในศาลได้อย่างไร? หรือเราจะบันทึกประวัติศาสตร์กันอย่างไร? ที่สำคัญ การได้รับความยุติธรรมอาจเป็นส่วนสำคัญในการฟื้นฟูชีวิตหลังผ่านเหตุการณ์รุนแรง หรือการตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรม ยิ่งไปกว่านั้น การลบความทรงจำอาจไม่ได้ทำให้เรามีความสุขมากขึ้นเสมอไป

เอมิลียกตัวอย่างคนที่ถูกให้ยาที่ส่งผลต่อความทรงจำว่า แม้คนเหล่านั้นจำเหตุการณ์ไม่ได้ จำรายละเอียดไม่ได้ แต่พวกเขาก็ยังทุกข์อยู่ดี เพราะบางครั้ง การเผชิญกับบาดแผลโดยต่อจิ๊กซอว์ของเหตุการณ์ไม่ได้เลย อาจเลวร้ายยิ่งกว่า เพราะแม้สมองจะจำไม่ได้ แต่ร่างกายอาจยังจำความเลวร้ายนั้นได้อยู่

“ผมรู้มาตลอดว่า ไม่เคยอยากลบความทรงจำเหล่านั้นเลย การเยียวยาไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นทันที บางทีอาจต้องใช้เวลาหลายสิบปี และผมอยากเชื่อว่าชีวิตยืนยาวพอสำหรับช่วงเวลาที่ทุกอย่างจะวนกลับมา และทำให้อดีตมีความหมายมากขึ้น” สตีฟกล่าวถึงความทรงจำเกี่ยวกับกับการสูญเสียเพื่อนรัก

ที่มา
Scientists have invented a way to erase bad memories. But should we?

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...