"ดร.รุสตั้ม" ชี้ "ทรัมป์" ติดหล่ม สงครามตะวันออกกลางชะงัก ฝืนสู้ต่อก็ไม่ชนะ ถอยก็เสียหน้า มีเวลาจำกัด โดนพลเมืองมะกันบีบซ้ำ ก่อนเลือกตั้งกลางเทอม
"ดร.รุสตั้ม" ชี้ "ทรัมป์" ติดหล่ม สงครามตะวันออกกลางชะงัก ฝืนสู้ต่อก็ไม่ชนะ ถอยก็เสียหน้า มีเวลาจำกัด โดนพลเมืองมะกันบีบซ้ำ ก่อนเลือกตั้งกลางเทอม
หลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์ กล่าวกับผู้สื่อข่าว ว่าสหรัฐฯพร้อมลงมือโจมตีอิหร่านแล้ว และเหลือเวลาอีกแค่หนึ่งชั่วโมงที่จะสั่งโจมตีอีกครั้ง ก่อนจะเลื่อนออกไปตามคำขอของผู้นำสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย และกาตาร์ โดยหวังว่าจะสามารถเจรจาหาทางออกทางการทูตได้ โดยทรัมป์กล่าวว่า “ผมเหลือเวลาอีกแค่ชั่วโมงเดียวก็จะตัดสินใจโจมตีแล้ว พวกเขาได้ยินว่าผมตัดสินใจแล้ว และบอกว่า ‘ท่านครับ ขอเวลาอีกสองสามวันได้ไหม เพราาคิดว่า พวกเขา(อิหร่าน)กำลังทำตัวอย่างมีเหตุผล” ทรัมป์ อ้างว่า ได้พูดคุยกับประเทศอาหรับตลอด 2 วัน ในขณะกำลังพิจารณาการโจมตีครั้งใหม่ เราทุกคนกำลังทำงานร่วมกัน ประเทศเหล่านั้นโทรมาบอกว่า มีความคืบหน้าอย่างมากในการเจรจากับอิหร่าน เมื่อถูกถามถึงความกังวลของผู้นำประเทศเหล่านั้น หากสหรัฐฯโจมตีครั้งใหม่แล้วกระตุ้นให้อิหร่านตอบโต้ ทรัมป์ ยอมรับว่า ยังคงมีความเสี่ยงอยู่ อิหร่านยังมีศักยภาพอยู่บ้าง แต่ไม่มากนัก เรากำลังเจรจากับประเทศที่สหรัฐฯกำลังเอาชนะได้อย่างขาดลอย พวกเขาจะมาเจรจาด้วยท่าทีอ้อนวอนขอทำข้อตกลง ขณะที่อิหร่านและผู้สังเกตการณ์หลายคนโต้แย้งมุมมองของทรัมป์เกี่ยวกับพลวัตอำนาจ เนื่องจากอิหร่านสามารถใช้อำนาจต่อรอง ผ่านการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซที่สำคัญ ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกสูงขึ้น
ล่าสุดวันนี้ ( 5 พ.ค.) ดร.รุสตั้ม หวันสู อาจารย์ประจำสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ได้วิเคราะห์ถึงสถานการณ์นี้ ผ่านรายการจับตาประเทศไทย ทางช่องท็อปนิวส์ โดยระบุว่า “ตอนนี้โดนัลด์ ทรัมป์อยู่ในสภาวะที่วิตกกังวล เพราะยังไม่สามารถหาทางออกจากสงครามนี้ได้เลย ยังไม่เห็นหนทางว่าจะถอนตัวจากสงครามนี้ในภาพของผู้ชนะได้อย่างไร มันมีทางตันทั้งทางด้านการทหารและทางการทูต ทรัมป์เดินทางไปหาสี จิ้นผิง ส่วนหนึ่งก็เพื่อขอให้จีนช่วยหาทางลงให้กับความขัดแย้งครั้งนี้ เรื่องสายเคเบิลใต้น้ำ ผมมองว่าเป็นการข่มขู่เพื่อสร้างอำนาจต่อรอง มากกว่าจะลงมือทำจริง ถ้าอิหร่านทำจริง มันจะกระทบต่อเศรษฐกิจและการสื่อสารของทั้งโลก สหรัฐฯ คงไม่ยอม แต่คำขู่นี้เป็นความพยายามของอิหร่านในการแสดงอำนาจต่อรอง ที่ทรัมป์อ้างว่ามี 3 ประเทศขอไว้ อาจเป็นวิธีการข่มขู่มากกว่า และใช้เพื่อสร้างเงื่อนไขในการเจรจา ถ้าพูดแบบตรงไปตรงมา เรื่อง 3 ประเทศนี้มีลักษณะคล้ายกับการแต่งเรื่องขึ้นมาเพื่อรักษาหน้าทางการเมือง และต่อให้สหรัฐฯ ถล่มอิหร่านอีกครั้ง ก็ไม่ได้หมายความว่าอิหร่านจะยอมจำนน หากโจมตีอีกรอบ ประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ โดยเฉพาะ UAE อาจกลายเป็นเป้าหมายสำคัญของอิหร่าน” ดร.รุสตั้ม ย้ำว่า ตอนนี้ “ทรัมป์ติดอยู่ในสงครามที่ใช้กำลังต่อก็ไม่ชนะ จะถอยก็ถอยไม่ได้”
ขณะที่ปม War Powers Resolution หรือ "มติว่าด้วยอำนาจสงคราม" ดร.รุสตั้ม มองว่า มีนัยทางการเมืองก็จริง แต่ในทางปฏิบัติยังไม่สามารถหยุดทรัมป์ได้ เพราะเสียงในสภายังไม่มากพอ “ประธานาธิบดีสหรัฐหลายคนใช้วิธีเลี่ยงบาลี เช่น บอกว่าสงครามจบแล้ว หรือเปลี่ยนชื่อปฏิบัติการ เพื่อไม่ให้ติดข้อจำกัดทางกฎหมาย ทั้งทางทหารและการทูตต่างก็ตันเหมือนกัน แต่ทุกฝ่ายไม่อยากกลับไปใช้กำลัง เพราะรู้ว่าความเสียหายจะสูงมาก หัวใจสำคัญคือ ใช้กำลังไปแล้วก็ไม่ได้ผล อิหร่านไม่อยากเริ่มต้นเจรจาด้วยเรื่องนิวเคลียร์ แต่ต้องการคุยเรื่องหยุดสงคราม เปิดช่องแคบ และยกเลิกคว่ำบาตรก่อน ขณะที่สหรัฐยืนยันว่าทุกอย่างต้องเริ่มจากเรื่องนิวเคลียร์ก่อน จึงเกิดช่องว่างที่ยิ่งห่างออกไป ตัวละครสำคัญที่จะช่วยหาทางออกได้ คือจีนและรัสเซีย เพราะเป็นประเทศที่สามารถให้คุณให้โทษกับทั้งสองฝ่าย ทรัมป์ไปจีนเหมือนไปจีบ แต่ดูเหมือนจีบไม่ติด ขณะที่ปูตินเปรียบเสมือนคนรักตัวจริงที่เดินทางไปหาสี จิ้นผิง รัสเซียหวังใช้วิกฤตพลังงานจากตะวันออกกลาง เป็นแรงจูงใจให้จีนกลับมาสนับสนุนโครงการท่อก๊าซ Power of Siberia 2 และจีนไม่จำเป็นต้องแสดงออกชัดเจน แต่ทุกท่าทีถูกจับตาว่าจีนให้ความสำคัญกับใครมากกว่ากัน ซึ่งน่าจะเห็นได้ชัด” ดร.รุสตั้ม กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า “จีนกับรัสเซียสนิทกันอยู่แล้ว แต่จีนก็ต้องรักษาระยะห่างในบางเรื่อง เพื่อไม่ให้กระทบต่อความสัมพันธ์กับยุโรปและประเทศอื่น ๆ จีนต้องบาลานซ์ผลประโยชน์ ระหว่างการเป็นพันธมิตรที่ดีกับรัสเซีย กับการรักษาความสัมพันธ์กับคู่ค้ารายใหญ่อย่างยุโรป ในเชิงยุทธศาสตร์ระดับโลก จีนและรัสเซียไม่ต้องการให้อเมริกาเป็นเจ้าโลกเพียงขั้วเดียว แต่ต้องการโลกหลายขั้วอำนาจ ถ้าไม่มีปัจจัยใหม่เข้ามา สถานการณ์จะยังคงยืดเยื้อ มีการปะทะกันเป็นระยะ แต่จะไม่กลายเป็นสงครามขนาดใหญ่ ภาวะที่เกิดขึ้นคือภาวะชะงักงัน ไม่ใช่สงครามเต็มรูปแบบ แต่ก็ยังไม่ใช่สันติภาพ ประเทศที่ตั้งรับย่อมได้เปรียบ เพราะสู้ในบ้านตัวเอง ขณะที่ฝ่ายที่เข้าไปโจมตีมีเวลาจำกัดมากกว่า ทรัมป์มีนาฬิกานับถอยหลัง ทั้งจากแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศ และการเลือกตั้งกลางเทอม แม้สุดท้ายจะหาทางลงได้ แต่อเมริกาต้องยอมรับว่าไม่ได้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้” https://www.youtube.com/watch?v=nd4ASEfKnvk