“ไทยช่วยไทย พลัส” 60/40 ยอดใช้จ่าย 3 ชม.แรกทะลุ 170 ล้านบาท
“ไทยช่วยไทย พลัส" 60/40 ยอดใช้จ่าย 3 ชม.แรกทะลุ 170 ล้านบาท คลังชงเกณฑ์ใหม่ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รอบใหม่ เข้าครม. 2 มิ.ย. นี้
1 มิ.ย. 2569 ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวภายหลังการสำรวจการใช้จ่ายของประชาชน ผ่านโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" 60/40 วันแรก ที่ตลาดสดธนบุรี ว่า
ดีใจที่เห็นประชาชนให้ความสนใจจับจ่ายใช้สอยผ่าน "ไทยช่วยไทยพลัส" กันอย่างคึกคัก ซึ่งจากที่ได้สอบถามทั้งด้านของร้านค้าในตลาด และด้านของประชาชนที่มาใช้จ่าย ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าระบบใช้งานง่ายมาก ซึ่งทำให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายว่าต้องการช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน ไม่ใช่การกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เป็นการช่วยบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ขณะนี้ยังคงดำเนินอยู่
"วันนี้อยากมาคุยกับพ่อค้า แม่ค้า ชาวบ้าน ซึ่งสิ่งที่พบคือ โครงการนี้ช่วยลดค่าครองชีพได้จริง เพราะทุกรายการที่ซื้อ รัฐช่วยจ่าย 60% เป็นการช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน…จากที่สอบถาม พบว่าระบบใช้งานง่ายมาก"
พร้อมกันนี้ ยังได้แนะนำร้านค้าที่ร่วมโครงการฯ ให้ใช้งาน"นกกระซิบ" ซึ่งเป็นระบบ AI ที่อยู่ในแอปพลิเคชั่น"ถุงเงิน" ทำหน้าที่ช่วยวิเคราะห์ยอดขาย ต้นทุนราคาสินค้า และช่วงเวลาขายดี หรือสินค้าขายดีให้แก่ร้านค้า โดยจะมีการทำสรุปให้ร้านค้าทุกวัน เปรียบเสมือนเป็นผู้ช่วยให้กับร้านค้าสามารถวิเคราะห์ยอดขาย วิเคราะห์ต้นทุนสินค้า และสามารถนำข้อมูลจากการขายนี้ไปใช้ประกอบการขอสินเชื่อจากธนาคารได้ ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาเงินทุนนอกระบบ
ดร. เอกนิติ กล่าวว่า ร้านค้าใดที่ยังไม่ได้สมัครเข้าร่วมกับโครงการไทยช่วยไทยพลัสรอบนี้ ยังสามารถสมัครได้จนถึงวันที่ 31 ก.ค.นี้ ส่วนร้านค้าเดิม ที่เคยเข้าร่วมในโครงการคนละครึ่งพลัสมาก่อนแล้ว หากประสงค์จะร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส ก็เพียงแค่กดยืนยันเพื่อรับสิทธิเข้าร่วมโครงการได้เลย ทั้งนี้ ขอย้ำว่าร้านค้าที่จะเข้าร่วมโครงการต้องเป็นร้านค้าขนาดย่อยเท่านั้น โดยร้าน Modern trade จะไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้
ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านจะตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาตรวจสอบการใช้งบตาม พ.ร.ก.กู้เงินฯ 4 แสนล้านบาทนั้น ดร. เอกนิติ กล่าววา รัฐบาลไม่ขัดข้อง และยินดีหากฝ่ายค้านต้องการจะตรวจสอบ โดยยืนยันว่า การกู้เงินเพื่อมาใช้ในโครงการไทยช่วยไทยพลัส มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้
"เราเน้นความโปร่งใส ยินดีให้ตรวจสอบ การที่ใช้จ่ายผ่านแอป "เป๋าตัง และแอป "ถุงเงิน" ทำให้เงินลงไปถึงประชาชนได้ 100% อีกทั้งยังมีผลพลอยได้จากการที่ประชาชน พ่อค้า แม่ค้า จะเริ่มรู้จักการใช้งานระบบดิจิทัล ซึ่งช่วยให้มีความโปร่งใส พิสูจน์ได้ ตรวจสอบได้ สำหรับเม็ดเงินที่เหลือ จะเอาไปใช้โครงการอื่นที่ช่วยเหลือเยียวยาประชาชนได้" นายเอกนิติ ระบุ
ดร.เอกนิติ กล่าวด้วยว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันพรุ่งนี้ (2 มิ.ย.) กระทรวงการคลังจะเสนอให้ ครม.เห็นชอบการเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ ซึ่งได้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ได้รับสิทธิเป็นผู้ที่มีรายได้น้อย และมีฐานะยากจนอย่างแท้จริง ซึ่งคาดว่าเมื่อ ครม.เห็นชอบแล้ว จะดำเนินการลงทะเบียนใหม่ได้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือน
ทั้งนี้ การลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ จะไม่กระทบกับผู้ถือบัตรรายเดิม 13.2 ล้านคน ที่วันนี้ได้สิทธิตามโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ในการรับวงเงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้นอีกเดือนละ 700 บาท จากเดิม 300 บาท รวมเป็นเดือนละ 1,000 บาท
"ตามแผนของกระทรวงการคลัง โครงการไทยช่วยไทยพลัส ในส่วนของการช่วยผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เดือน มิ.ย. และ ก.ค.69 จะเป็นผู้ได้สิทธิรายเก่า 13.2 ล้านคน ส่วนใน 2 เดือนหลัง คือเดือน ส.ค. และ ก.ย.69 จะให้สิทธิกับผู้ที่ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการรอบใหม่"
อย่างไรก็ดี สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิม ที่จะไม่ผ่านเกณฑ์รอบใหม่นั้น กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการพิจารณาให้สามารถลงทะเบียนโครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) เนื่องจากยังมีสิทธิเหลือจากการลงทะเบียนครั้งนี้อีกประมาณ 4 ล้านสิทธิ
ด้าน นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย (KTB) กล่าวว่า ข้อมูลล่าสุด ณ เวลา 09.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่ผ่านการเปิดให้ใช้จ่ายในโครงการไทยช่วยไทยพลัสมาแล้ว 3 ชั่วโมง นับตั้งแต่เวลา 06.00 น.นั้น มียอดการใช้จ่ายซื้อสินค้าแล้วราว 170 ล้านบาท จากจำนวนประชาชนที่ใช้จ่ายสำเร็จ 8.9 แสนคน โดยเป็นร้านค้าที่รับชำระเงินสำเร็จ 2.2 แสนร้านค้า