โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

บรรทัดฐานใหม่! ศาลแพ่งสั่ง แบงก์กสิกร ร่วมชดใช้ 1 ล้าน ให้ ‘ชาล็อต’

Amarin TV

อัพเดต 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา
บรรทัดฐานใหม่! ศาลแพ่งสั่ง แบงก์กสิกร ชดใช้ 1 ล้าน ปมปล่อยมิจฉาชีพดูดเงิน ‘ชาล็อต’ หลังเที่ยงคืน ชี้แบงก์ต้องร่วมรับผิดชอบธุรกรรมยามวิกาล

บรรทัดฐานใหม่! ศาลแพ่งสั่ง แบงก์กสิกร ชดใช้ 1 ล้าน ปมปล่อยมิจฉาชีพดูดเงิน ‘ชาล็อต’ หลังเที่ยงคืน ชี้แบงก์ต้องร่วมรับผิดชอบธุรกรรมยามวิกาล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 8 ก.ค. 69 ที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ศาลได้นัดฟังคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.3955/2568 ซึ่งเป็นข้อพิพาทระหว่าง บริษัท มิสชาล็อต จำกัด (โจทก์) บริษัทผู้ให้บริการจัดการและดูแลผลประโยชน์ทรัพย์สินให้แก่ดารา ศิลปิน และนักแสดง กับ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (จำเลย) ในข้อหาผิดสัญญาฝากทรัพย์ โดยมีทุนทรัพย์ฟ้องร้องสูงถึง 4,000,000 บาท

คดีนี้ชนวนเหตุเกิดจากการที่ บริษัท มิสชาล็อต จำกัด ได้ถูกมิจฉาชีพหลอกลวงให้โอนเงินออกไปจำนวน 3 ครั้ง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 4,000,000 บาท ทางฝั่งโจทก์จึงยื่นฟ้องธนาคาร โดยอ้างว่าธุรกรรมดังกล่าวเป็นธุรกรรมที่ผิดปกติและมีความเสี่ยงสูงอย่างเห็นได้ชัด แต่ธนาคารกลับละเลย ไม่มีมาตรการตรวจจับหรือแจ้งเตือนใด ๆ จนทำให้เกิดความเสียหาย ขณะที่ทางธนาคารกสิกรไทย (จำเลย) ต่อสู้คดีว่า ระบบตรวจจับและป้องกันธุรกรรมของธนาคารมีมาตรฐาน และการโอนเงินดังกล่าวถือเป็นธุรกรรมปกติที่ระบบตรวจพบตามเงื่อนไขทั่วไป

อย่างไรก็ตาม ศาลแพ่งได้พิจารณาพยานหลักฐานและมีคำวินิจฉัยโดยแบ่งออกเป็นสองส่วน ดังนี้

การโอนเงินครั้งที่ 1 (จำนวน 2,000,000 บาท) ศาลเห็นว่าเป็นธุรกรรมในลักษณะปกติที่จำเลยไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าเป็นธุรกรรมที่มีความเสี่ยงสูง

การโอนเงินครั้งที่ 2 และ 3 (รวมเป็นเงิน 2,000,000 บาท) ศาลวินิจฉัยว่าเป็น "ธุรกรรมที่ผิดปกติ"เนื่องจากมีการโอนเงินอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาหลังเที่ยงคืน ซึ่งธนาคารควรมีระบบและมาตรการตรวจสอบที่รัดกุมกว่านี้

ทั้งนี้ ในส่วนของความเสียหายจำนวน 2,000,000 บาทหลัง ศาลพิจารณาว่าตัวโจทก์เองก็มีส่วนประมาทเลินเล่อในการโอนเงินให้มิจฉาชีพด้วยเช่นกัน จึงมีคำวินิจฉัยให้โจทก์และจำเลยร่วมกันรับผิดชอบความเสียหายในส่วนนี้คนละกึ่งหนึ่ง (50:50)

จากเหตุผลดังกล่าว ศาลแพ่งจึงมีคำพิพากษาให้ ธนาคารกสิกรไทย ชดใช้เงินให้แก่ บริษัท มิสชาล็อต จำกัด เป็นเงินจำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2567 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น นอกจากนี้ให้ธนาคารชดใช้ค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี และกำหนดค่าทนายความให้อีกจำนวน 20,000 บาท

ทนายเจมส์ นายนิติธร แก้วโต กล่าวว่า คดีนี้นับเป็นอีกหนึ่งบรรทัดฐานสำคัญสำหรับกลุ่มผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมบันเทิง รวมถึงผู้บริโภคทั่วไป ในการเรียกร้องความรับผิดชอบจากสถาบันการเงินเกี่ยวกับมาตรการเฝ้าระวังธุรกรรมที่ผิดปกติในยามวิกาล

จากกรณีที่ศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้ธนาคารกสิกรไทยชดใช้เงินจำนวน 1,000,000 บาท แก่ บริษัท มิสชาล็อต จำกัด จากเหตุปล่อยปละละเลยธุรกรรมโอนเงินผิดปกติในช่วงหลังเที่ยงคืนนั้น เมื่อย้อนดูพฤติการณ์ของคดีพบว่า มีการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและจิตวิทยาข่มขู่เหยื่ออย่างเป็นกระบวนการ

คดีนี้มีจุดเริ่มต้นจากการที่ น.ส.ชาล็อต ได้เดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2567 พร้อมนำหลักฐานสำคัญเป็นคลิปวิดีโอที่บันทึกไว้ในช่วงเช้าของวันที่ 8 ธันวาคม 2567 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เธอต้องเผชิญหน้าและพูดคุยกับมิจฉาชีพมาราธอนยาวนานกว่า 16 ชั่วโมง

โดยกลุ่มมิจฉาชีพได้ใช้ระบบ AI (Artificial Intelligence) ในการปลอมแปลงตัวตน แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) โทรศัพท์หา น.ส.ชาล็อต พร้อมกุเรื่องว่าเธอมีชื่อเข้าไปพัวพันกับผู้ต้องหาในคดีฟอกเงินของบริษัทหุ้นแห่งหนึ่ง และกล่าวหาว่าเธอได้รับเงินค่าจ้างเปิดบัญชีม้าเป็นรายเดือน เดือนละ 800,000 บาท

จากนั้น มิจฉาชีพได้บังคับให้เธอวิดีโอคอล (Video Call) ผ่านแอปพลิเคชันไลน์เพื่อ "ตรวจสอบบัญชี" และส่งลิงก์อ้างว่าให้กดเพื่อติดต่อกับเจ้าหน้าที่อีกคนหนึ่งที่อ้างว่าเป็นตำรวจไซเบอร์ ซึ่งคาดว่าลิงก์ดังกล่าวคือ "ลิงก์ดูดเงิน/ควบคุมทางไกล" ที่ส่งผลให้โทรศัพท์ของ น.ส.ชาล็อต ถูกบล็อกสัญญาณจากเบอร์ภายนอก ทำให้คนอื่นไม่สามารถโทรศัพท์เข้ามาติดต่อหรือเตือนสติได้ พร้อมทั้งมีการส่งภาพเอกสารราชการปลอมเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือจนเหยื่อหลงเชื่อ

เมื่อ น.ส.ชาล็อต เกิดความกลัวและหลงเชื่อ จึงยินยอมโอนเงินไปให้ตรวจสอบตามเลขบัญชีปลายทาง ซึ่งระบุชื่อ น.ส.ปาริชาติ (บัญชีม้า) โดยมีการโอนทั้งหมด 3 ครั้ง ดังนี้

-ครั้งที่ 1 (7 ธ.ค. 2567 | เวลา 17.00 น.) โอนเงินจำนวน 2,000,000 บาท (ซึ่งศาลวินิจฉัยว่าเป็นธุรกรรมปกติในเวลาทำการที่แบงก์ไม่อาจทราบได้)

-ครั้งที่ 2 (หลังเที่ยงคืน) มิจฉาชีพพยายามยื้อเวลา ชวนคุยและบังคับวิดีโอคอลตลอดเวลา พร้อมขู่ว่าห้ามติดต่อผู้อื่น มิฉะนั้นคนรอบข้างจะถูกดำเนินคดีไปด้วย ก่อนบีบให้โอนเงินเพิ่มอีก 500,000 บาท

-ครั้งที่ 3 (หลังเที่ยงคืน) หลังสอบเค้นจนทราบว่ายังมีเงินเหลือในบัญชี มิจฉาชีพได้บังคับให้โอนรอบที่สามอีก 1,500,000 บาท

รวมความเสียหายทั้งสิ้น 4,000,000 บาท (โดยศาลวินิจฉัยว่าการโอนครั้งที่ 2 และ 3 รวม 2,000,000 บาท เป็นธุรกรรมที่ผิดปกติเนื่องจากโอนหลังเที่ยงคืน)

หลังจากโอนเงินไปจนหมดบัญชี มิจฉาชีพยังไม่ยอมหยุดและพยายามเค้นถามถึงบัญชีธนาคารอื่น ๆ เพื่อให้โอนเงินมาเพิ่ม จนกระทั่งในช่วงเช้าของวันที่ 8 ธันวาคม 2567 น.ส.ชาล็อต เริ่มได้สติและรู้ตัวว่าหลงกลมิจฉาชีพ จึงตัดสินใจรีบโทรศัพท์แจ้งอายัดบัญชีธนาคารชั่วคราว พร้อมตั้งสติอัดวิดีโอหน้าจอขณะพูดคุยกับมิจฉาชีพไว้เป็นหลักฐาน และเดินทางไปลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สน.สุทธิสาร ก่อนจะเข้าร้องทุกข์ที่ บช.สอท. ในเวลาต่อมา

น.ส.ชาล็อต ยอมรับด้วยความเสียใจว่า ตนเองตกเป็นเหยื่อเพราะความกลัวจากเอกสารและท่าทีข่มขู่ของมิจฉาชีพ อย่างไรก็ตาม คลิปวิดีโอหลักฐานความยาว 16 ชั่วโมงและการสู้คดีในชั้นศาลแพ่งครั้งนี้ ได้กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ในการดึงให้ "สถาบันการเงิน" ต้องลงมาร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายจากคดีไซเบอร์ หากระบบไร้มาตรการตรวจจับธุรกรรมที่ผิดปกติในยามวิกาล

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...