หายนะ ซานติก้าถึง ไฟไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ทำไมคนไทยยังตายในผับซ้ำแล้วซ้ำเล่า
17 ปี โศกนาฏกรรม 1 สัญญาณเตือนที่ถูกมองข้าม จากซานติก้าถึง ไฟไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ทำไมคนไทยยังตายในผับซ้ำแล้วซ้ำเล่า
คืนวันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม 2569 ควรจะเป็นค่ำคืนธรรมดาของคนหนุ่มสาวที่ออกมาสังสรรค์ย่านห้าแยกลาดพร้าว แต่กลับกลายเป็นหนึ่งในโศกนาฏกรรมสถานบันเทิงครั้งร้ายแรงที่สุดของไทยในรอบเกือบ 2 ทศวรรษ ที่น่าสะเทือนใจยิ่งกว่าคือ เพียง 12 วันก่อนหน้านั้น ไฟไหม้บาร์แห่งหนึ่งที่พัทยาได้ส่งสัญญาณเตือนครบทุกข้อแล้ว ทั้งร้านไร้ใบอนุญาต ไม่มีประตูหนีไฟ และมีคนตาย แต่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
เมื่อย้อนดูเหตุการณ์ในอดีต ภาพที่ปรากฏชัดเจน ทุกครั้งเกิดจากปัญหาชุดเดิม ซ้ำรอยเดิม ราวกับประเทศนี้ไม่เคยเรียนรู้อะไรเลย
คืนมรณะ ไฟไหม้ โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว
เวลา 23.57 น. ของวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 ศูนย์วิทยุพระรามรับแจ้งจากสายด่วน 199 ว่าเกิดเพลิงไหม้ร้านอาหาร “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” ใกล้ซอยลาดพร้าว 1 ถนนลาดพร้าว แขวงจอมพล เขตจตุจักร เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจากสถานีสุทธิสาร พหลโยธิน พญาไท และห้วยขวาง ระดมกำลังเข้าระงับเหตุ พบเพลิงลุกไหม้รุนแรงและมีผู้ติดค้างจำนวนมาก ใช้เวลาราว 35 นาทีจึงควบคุมเพลิงได้
ตัวเลขความสูญเสียล่าสุดเช้าวันนี้ (13 กรกฎาคม) ผู้เสียชีวิต 27 คน บาดเจ็บ 63 คน ในจำนวนนี้อาการสาหัส 22 คน โดยผู้เสียชีวิตแบ่งเป็นชาย 9 ราย หญิง 18 ราย และยังอยู่ระหว่างเร่งพิสูจน์อัตลักษณ์ยืนยันตัวตน ผู้บาดเจ็บถูกกระจายส่งรักษาใน 12 โรงพยาบาล ทั้งหมดอายุระหว่าง 20 ถึง 30 ปี
รายละเอียดที่สะเทือนใจที่สุดมาจากคำแถลงของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งลงพื้นที่และแถลงสรุปเหตุการณ์เมื่อเวลา 02.47 น. ว่าพบร่างผู้เสียชีวิตกระจุกตัวอยู่ตรงทางหนีไฟซึ่งมีอยู่ 2 เส้นทาง โดยคาดว่ามีสิ่งกีดขวางทำให้ออกไม่สะดวก และที่ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนที่สุดของการสอบสวนคือ มีการพบโต๊ะขายลูกอมตั้งขวางประตูหนีไฟ พูดให้ชัดคือ หลายสิบชีวิตวิ่งมาถึงทางรอดแล้ว แต่ทางรอดนั้นถูกปิดด้วยเฟอร์นิเจอร์ของร้านเอง ขณะที่รายงานช่วงแรกจากหน่วยกู้ภัยระบุว่าพบร่างจำนวนหนึ่งภายในห้องน้ำด้วย
ผู้ว่าฯ กทม. ยังระบุถึงปัจจัยที่ทำให้เพลิงโหมลุกไหม้รวดเร็วว่า คาดว่าเกิดจากวัสดุตกแต่งภายในร้านซึ่งเป็นวัสดุไวไฟ ทำให้ไฟลามไปตามเพดานทั่วทั้งร้านภายในเวลาไม่กี่นาที โดยมีรายงานว่าเจ้าของร้านเองก็หนีไม่ทันและได้รับบาดเจ็บด้วย ด้านต้นเพลิง นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่ามีผู้เห็นควันบริเวณคัตเอาต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นเบาะแสสำคัญที่ชี้ไปทางไฟฟ้าลัดวงจร แต่ยังต้องรอผลพิสูจน์หลักฐานยืนยัน
สภาพร้านเองก็บอกเล่าปัญหาได้ชัดเจน ทางเข้าออกคับแคบ ออกได้เพียงด้านซ้ายและขวา เพดานต่ำ ร้านนี้เปิดทำการมาตั้งแต่ปี 2566 จดทะเบียนในนามบริษัท โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว จำกัด ประกอบกิจการจำหน่ายอาหาร เครื่องดื่ม สุรา เบียร์ พร้อมการแสดงดนตรีสด โดยมีประตูทางออกหลักเพียง 2 ประตู
ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ตรวจสอบด้วยตนเองเวลา 01.22 น. ส่วนสาเหตุเพลิงไหม้ยังไม่มีข้อสรุป นายกรัฐมนตรีระบุว่าต้องรอเจ้าหน้าที่ตำรวจและพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบพื้นที่ โดยเช้าวันนี้เวลา 09.00 น. กองพิสูจน์หลักฐานพร้อมผู้เชี่ยวชาญด้านเคมีจะเข้าตรวจสอบอย่างละเอียด
อ่านข่าวก่อนหน้า : เพจดัง ขุดรีวิวโรงเบียร์ลาดพร้าว มีทางเข้าออกทางเดียว เจ้าของร้านโต้เปิดเวลาฉุกเฉิน
สัญญาณเตือนที่ถูกมองข้าม 12 วันก่อนหน้า ที่พัทยา
สิ่งที่ทำให้เหตุลาดพร้าวยิ่งน่าเจ็บปวดคือ ประเทศไทยเพิ่งเจอเหตุการณ์แบบเดิมนี้มาก่อนหมาดๆ
เวลา 00.16 น. วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 หรือเพียง 12 วันก่อนเหตุลาดพร้าว เกิดเพลิงไหม้บาร์โฮสต์ชื่อดังแห่งหนึ่งในซอยเฉลิมพระเกียรติ 29 พัทยาใต้ ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เพลิงโหมลุกไหม้อย่างหนัก เจ้าหน้าที่ต้องใช้รถน้ำ 3 คันระดมฉีดสกัด กว่า 30 นาทีเพลิงจึงสงบ พนักงานชายวัยเกือบ 30 ปีหนีออกมาไม่ทัน เสียชีวิตภายในร้าน
ผลการตรวจสอบหลังเกิดเหตุพบว่าร้านไม่มีใบอนุญาต ไม่มีประตูหนีไฟ
อ่านตรงนี้อีกครั้งช้าๆ ร้านเถื่อน ไม่มีทางหนีไฟ มีคนตาย ในจังหวัดชลบุรี จังหวัดเดียวกับที่เกิดโศกนาฏกรรม Mountain B เมื่อ 4 ปีก่อน หากเหตุการณ์นี้ถูกใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการกวดขันตรวจสอบสถานบันเทิงทั่วประเทศอย่างจริงจัง คำถามที่ไม่มีวันได้คำตอบคือ 27 ชีวิตที่ลาดพร้าวจะยังอยู่หรือไม่ แต่ในความเป็นจริง ข่าวไฟไหม้บาร์ที่คร่าชีวิตคนเพียงหนึ่งคนผ่านไปอย่างเงียบเชียบ ไม่มีการสั่งการระดับชาติ ไม่มีปฏิบัติการกวาดล้างร้านเถื่อน จนกระทั่งเที่ยงคืนวันที่ 12 กรกฎาคม
ย้อนรอย ซานติก้าผับ ปีใหม่ที่กลายเป็นนรก
ย้อนกลับไป 17 ปีก่อน คืนส่งท้ายปีเก่า 31 ธันวาคม 2551 ต่อเนื่องเช้าวันที่ 1 มกราคม 2552 ที่ซานติก้าผับ สถานบันเทิงหรูย่านเอกมัย
คืนนั้นภายในร้านแน่นขนัดไปด้วยนักเที่ยวที่มาเคานต์ดาวน์ ช่วงการแสดงดนตรีมีการจุดพลุไฟหน้าเวทีและแจกพลุกระดาษให้นักท่องเที่ยว เมื่อเพลิงไหม้เกิดขึ้น คนในร้านยังไม่รู้ตัวเพราะคิดว่าเป็นเอฟเฟกต์ของทางร้าน ต่อมาหลักฐานจากกล้องที่ตกในที่เกิดเหตุยืนยันว่าต้นเพลิงเริ่มจากสเปเชียลเอฟเฟกต์กลางเวที ประกอบกับเพดานที่สูงเพียง 5 เมตร ทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว
จากนั้นทุกอย่างมอดไหม้ในไม่กี่นาที ไฟฟ้าในอาคารดับลง เพลิงลุกไหม้จากชั้นสองจนโครงสร้างถล่ม เพราะภายในผับเต็มไปด้วยวัตถุไวไฟทั้งผนังโฟมและสุรา นักเที่ยวแห่หนีออกทางประตูหน้าซึ่งกว้างเพียง 2.5 เมตร โดยไม่รู้ว่ามีทางออกอื่น หลังเพลิงสงบพบศพหลายสิบคนล้มทับกันตรงหน้าประตูทางออก รวมผู้เสียชีวิต 67 ราย บาดเจ็บสาหัส 45 คน บาดเจ็บอีก 72 คน
การสอบสวนภายหลังพบความบกพร่องเป็นขบวน ร้านไม่มีแบบแปลนแผนผังอาคารติดแสดง ไม่มีป้ายบอกเส้นทางหนีไฟ ไม่ติดตั้งไฟฉุกเฉินเพียงพอสำหรับให้ลูกค้าหลบหนีออกจากอาคาร และรับลูกค้าเกินอัตราที่อาคารรองรับได้
คดีลากยาวหลายปี บทสรุปคือศาลฎีกาพิพากษาจำคุกนายวิสุข เสร็จสวัสดิ์ หรือเสี่ยขาว ผู้บริหารซานติก้าผับ 3 ปีโดยไม่รอลงอาญา ฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย พร้อมกับนายบุญชู เหล่าสีนาท กรรมการบริษัทติดตั้งเอฟเฟกต์ และให้ชดใช้เงินแก่ญาติผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บรวมกว่า 5 ล้านบาท นอกจากนี้กลุ่มผู้เสียหาย 12 คนยังฟ้อง กทม. ต่อศาลปกครองกลางฐานละเลยไม่ตรวจสอบและควบคุมอาคาร ซึ่งศาลพิพากษาให้ กทม. ร่วมชดเชยค่าเสียหายร้อยละ 20 พร้อมดอกเบี้ย เท่ากับศาลชี้ชัดว่าความผิดไม่ได้อยู่ที่เอกชนฝ่ายเดียว แต่รัฐผู้กำกับดูแลก็มีส่วนด้วย
หายน้ำซ้ำสอง Mountain B บทเรียนที่ไม่มีใครจำ
13 ปีต่อมา ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยที่ชลบุรี เวลาประมาณ 00.45 น. วันที่ 5 สิงหาคม 2565 เกิดเพลิงไหม้ผับ “เมาท์เท่น บี” ริมถนนสุขุมวิท ปากซอยเขาหมอน ตำบลพลูตาหลวง อำเภอสัตหีบ ผับที่เพิ่งเปิดมาได้เพียง 2 เดือน มีประตูเข้าออกใช้งานได้ทางเดียว ส่วนประตูด้านหลังถูกปิดล็อกไว้
ต้นเพลิงเกิดจากกระแสไฟฟ้าลัดวงจรบริเวณหลังคา ก่อนลุกลามอย่างรวดเร็วเพราะตัวอาคารบุด้วยโฟมซับเสียง วัสดุติดไฟง่ายที่เมื่อไหม้จะเปลี่ยนสภาพเป็นหยดน้ำมันเพลิงหยดลงมาใส่ผู้คนเบื้องล่าง โศกนาฏกรรมครั้งนี้คร่าชีวิตรวม 26 ราย โดยอุปสรรคสำคัญคือประตูหนีไฟด้านหลังถูกล็อกปิดตาย ทำให้ทุกคนต้องทะลักออกมารวมกันที่ประตูหน้าเพียงประตูเดียว
ที่น่าตกใจกว่านั้นคือสถานะทางกฎหมายของร้าน ตำรวจตรวจสอบพบว่าเมาท์เท่น บี ไม่มีใบอนุญาตเปิดสถานบริการ เปิดเกินเวลา เคยถูกจับกุมมาแล้วเมื่อ 16 กรกฎาคม 2565 เดิมเปิดเป็นร้านอาหารก่อนต่อเติมเป็นสถานบันเทิง ไม่มีเครื่องตัดไฟ มีถังดับเพลิงเพียง 2 จุดซึ่งไม่เพียงพอกับพื้นที่ พูดง่ายๆ คือร้านนี้ไม่ควรได้เปิดตั้งแต่แรก แต่ก็เปิดได้ และมีคนตาย
จุดที่พบผู้เสียชีวิตก็เป็นภาพเดียวกับที่เห็นในเหตุการณ์อื่น ร่างผู้เคราะห์ร้ายถูกพบทั้งบริเวณทางเข้าร้านและภายในห้องน้ำ บางรายเสียชีวิตข้างบูธดีเจในสภาพถูกไฟคลอกทั้งตัว
อ่านข่าวก่อนหน้า : รมว. กระทรวงยุติธรรม มอบ เงินเยียวยา ไฟไหม้ Mountain B 2.1 ล้านบาท
จุดร่วมของโศกนาฏกรรมทั้งหมด สูตรสำเร็จของความตาย
เมื่อวางเหตุการณ์ทั้งหมดเทียบกัน จุดร่วมชัดเจนจนน่าหวาดหวั่น
1. ทางออกมีไม่พอ และทางที่มีก็ใช้ไม่ได้
ซานติก้ามีประตูหน้ากว้าง 2.5 เมตรเป็นทางหนีหลักของคนหลายร้อย เมาท์เท่น บี ล็อกประตูหลังปิดตาย บาร์โฮสต์พัทยาไม่มีประตูหนีไฟเลย ส่วนโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ร่างผู้เสียชีวิตกระจุกตัวอยู่ตรงทางหนีไฟที่ถูกโต๊ะขายลูกอมตั้งขวาง ภาพนี้อาจเป็นสัญลักษณ์ที่สรุปปัญหาทั้งหมดได้ดีที่สุด ทางหนีไฟมีอยู่จริงตามกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติถูกใช้เป็นพื้นที่ค้าขาย ทุกกรณีผู้คนตายเพราะออกจากอาคารไม่ได้ ไม่ใช่เพราะไฟลุกเร็วเกินมนุษย์จะหนีทัน
2. ร้านเถื่อนเปิดได้ตามปกติ
เมาท์เท่น บี ไม่มีใบอนุญาต บาร์โฮสต์พัทยาไม่มีใบอนุญาต และทั้งสองแห่งอยู่ในจังหวัดชลบุรีเหมือนกัน ห่างกัน 4 ปี ร้านผิดกฎหมายเหล่านี้ไม่ได้ซ่อนตัว แต่เปิดเป็นสถานบันเทิงชื่อดังที่คนรู้จักทั่วเมือง คำถามคือหน่วยงานท้องถิ่นไม่รู้ หรือรู้แต่เลือกไม่เห็น
3. วัสดุตกแต่งกลายเป็นเชื้อเพลิง
ซานติก้ามีผนังโฟมและวัสดุไวไฟที่สร้างควันพิษหนาทึบ เมาท์เท่น บี บุโฟมซับเสียงที่ไหม้แล้วหยดเป็นน้ำมันเพลิง และล่าสุดที่ลาดพร้าว ผู้ว่าฯ กทม. ระบุเองว่าวัสดุตกแต่งภายในร้านเป็นตัวเร่งให้ไฟลามตามเพดานทั่วร้านในไม่กี่นาที ผับไทยจำนวนมากยังคงใช้วัสดุตกแต่งและเก็บเสียงราคาถูกที่ติดไฟง่าย เพราะกฎหมายบังคับใช้ไม่ถึง
4.ห้องน้ำคือกับดักสุดท้าย
ที่ซานติก้าและเมาท์เท่น บี ร่างผู้เคราะห์ร้ายจำนวนมากถูกพบในห้องน้ำ ส่วนที่ลาดพร้าว รายงานช่วงแรกของหน่วยกู้ภัยก็พบร่างในห้องน้ำเช่นกัน ก่อนที่คำแถลงทางการจะชี้ว่าจุดใหญ่คือทางหนีไฟที่ถูกกีดขวาง (ที่เหลือคงเดิม)
5. เวลาเกิดเหตุคือช่วงร้านแน่นที่สุด
ทุกครั้งเกิดช่วงเที่ยงคืนถึงตีหนึ่ง ซานติก้าเกิดคืนเคานต์ดาวน์ปีใหม่ที่คนล้นร้านเกินความจุ พัทยาเกิดหลังเที่ยงคืน ลาดพร้าวเกิดเกือบเที่ยงคืนวันหยุดสุดสัปดาห์ ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาววัย 20 ถึง 30 ปี
6. วัวหายแล้วล้อมคอก แล้วคอกก็พังอีก
หลังซานติก้า กระทรวงมหาดไทยออกกฎกระทรวงแก้ไขเพิ่มเติมให้สถานบริการต้องมีระบบความปลอดภัยที่เหมาะสม แต่กลับมีการละเลยแหกกฎ หลังเมาท์เท่น บี นายกรัฐมนตรีสั่งตรวจสอบความปลอดภัยสถานบันเทิงทั่วประเทศ แต่ 4 ปีถัดมา ร้านเถื่อนไร้ทางหนีไฟก็ยังไหม้ที่พัทยา และอีก 12 วันถัดมาก็เกิดเหตุใหญ่ที่ลาดพร้าว ปัญหาจึงไม่ใช่ไม่มีกฎหมาย กฎหมายควบคุมอาคารมีอยู่ แต่สิ่งที่ขาดคือความเข้มงวดในการตรวจตราของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจิตสำนึกของผู้ประกอบการ
คำถามที่ยังไม่มีคำตอบ
สำหรับกรณีโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว คำถามสำคัญที่การสอบสวนต้องตอบให้ได้ในไม่กี่วันข้างหน้าคือ ต้นเพลิงมาจากไหน ร้านมีใบอนุญาตประเภทใดและตรงกับการใช้งานจริงหรือไม่ ทางหนีไฟถูกกีดขวางด้วยอะไรและใครต้องรับผิดชอบ หน่วยงานท้องถิ่นเคยเข้าตรวจสอบอาคารครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ และคำถามที่ใหญ่กว่านั้น หลังไฟไหม้บาร์พัทยาเมื่อต้นเดือน มีหน่วยงานใดสั่งตรวจสอบสถานบันเทิงเพิ่มเติมหรือไม่ หรือปล่อยให้สัญญาณเตือนนั้นเงียบหายไป
บทเรียนจากซานติก้าบอกเราว่ากระบวนการยุติธรรมอาจใช้เวลาเกือบสิบปีกว่าจะถึงศาลฎีกา และเงินชดเชย 5 ล้านบาทสำหรับ 67 ชีวิตกับผู้บาดเจ็บกว่าสองร้อยคน เฉลี่ยแล้วน้อยจนแทบไม่มีความหมาย ตราบใดที่ต้นทุนของความประมาทถูกกว่าต้นทุนของการทำให้ถูกต้อง วงจรนี้ก็จะหมุนต่อไป
17 ปี สามโศกนาฏกรรมใหญ่ หนึ่งสัญญาณเตือนที่ถูกมองข้าม กว่าร้อยชีวิต คำถามเดียวที่สังคมไทยต้องตอบคือ จะรอครั้งต่อไป หรือจะหยุดมันตั้งแต่วันนี้