วิปรัฐบาลจ่อถก “3 ฝ่าย” เคาะไทม์ไลน์แก้รัฐธรรมนูญ ย้ำ “ภูมิใจไทย”ไม่ทำ “ละครปาหี่” ลั่นเดินหน้าตามมติประชาชน
“ประธานวิปรัฐบาล”เตรียมเปิดโต๊ะหารือ 3 ฝ่าย สส.-สว.-รัฐบาล สัปดาห์นี้ เคาะปมบรรจุวาระแก้รัฐธรรมนูญ 7-8 มกราคม ยันไร้ปัญหาหากต้องรอร่างภาคประชาชน ชี้บทเรียนอดีตเตือนใจ อย่าฟังความเห็นส่วนตัวตุลาการจนทำแผนล่ม ย้ำ "ภูมิใจไทย" จริงจัง ไม่ทำละครปาหี่แน่นอน
วันที่ 22 มิ.ย. 2569 เวลา 15.40 น. ที่รัฐสภา นายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หลังจากมีกระแสข่าวว่าจะมีการบรรจุวาระในวันที่ 7-8 ก.ค. แต่มีเสียงเรียกร้องให้รอร่างของภาคประชาชนที่รวบรวมได้กว่า 20,000 รายชื่อก่อนว่า ในส่วนของวิปรัฐบาลไม่มีปัญหาเรื่องกำหนดวันพิจารณา ซึ่งกรอบวันที่ 7-8 ก.ค.เกิดจากการตกลงร่วมกันของ 3 ฝ่าย และฝ่ายค้านรวมถึงพรรคเพื่อไทยก็ได้ยื่นร่างเข้ามาแล้ว สำหรับร่างของภาคประชาชนนั้น รัฐบาลยินดีที่จะรอเพื่อนำมาพิจารณาพร้อมกันในคราวเดียว หรือจะพิจารณาไปก่อนก็ได้ เพราะไม่อยากให้เกิดข้อครหาว่า "พิจารณาเร็วก็โดนว่าไม่รอภาคประชาชน แต่ถ้าพิจารณาช้าก็โดนตำหนิว่าเตะถ่วง" ดังนั้น ภายในสัปดาห์นี้จะมีการหารือร่วมกัน 3 ฝ่าย คือ สส. สว. และรัฐบาล เพื่อหาข้อสรุปร่วมกันอีกครั้ง
เมื่อถามถึงกรณีการหารือระหว่างกรรมาธิการของ สส. และ สว. กับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ว่าจะส่งผลต่อการลงมติวาระแรกหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ตนไม่ทราบในส่วนของ สว. แต่ในส่วนของพรรคการเมืองเรามีบทเรียนจากปีที่แล้วมาแล้ว
"ครั้งที่แล้วเราเคยคุยลักษณะนี้กับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 3 ท่าน ซึ่งให้ความเห็นว่าทำประชามติแค่ 2 ครั้งก็พอ แต่พอเดินหน้าตามนั้นจริง เมื่อมีคำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการออกมากลับไม่เป็นไปตามนั้น ผมจึงอยากให้เราเรียนรู้จากบทเรียนบ้าง การไปฟังความคิดเห็นส่วนตัวของตุลาการบางท่านแล้วยึดเป็นแนวทาง หากวันหนึ่งมีคนไปยื่นร้องแล้วคำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการไม่ตรงกัน ใครจะรับผิดชอบ กระบวนการทั้งหมดจะเสียเวลาและสูญเปล่า ซึ่งพรรคภูมิใจไทยไม่ปรารถนาจะเห็นแบบนั้น" นายภราดร กล่าว
ส่วนข้อสังเกตที่ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะกลายเป็น "ละครปาหี่" ที่สุดท้ายแล้วสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จะไม่รับร่างในท้ายที่สุด นายภราดร กล่าวยืนยันอย่างหนักแน่นว่า พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคแรกที่ยื่นเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญในรอบนี้ จึงขอยืนยันว่าทำอย่างเต็มที่และจริงจัง เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญฉับบใหม่ ซึ่งไม่ใช่แค่ความต้องการของพรรค แต่เป็นเจตนารมณ์ของประชาชนที่แสดงออกผ่านการลงประชามติในวันเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคการเมืองมีหน้าที่ต้องทำตาม ส่วนท่าทีของ สว. นั้น ตนไม่ขอก้าวล่วง เพราะถือเป็นเอกสิทธิ์ในการพิจารณาของแต่ละท่าน