โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Job Dropping ยอมลดตำแหน่ง ลดเงินเดือน เพื่อแลกชีวิตที่ไม่หมดไฟ

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

หลายสิบปีที่ผ่านมา สูตรสำเร็จของชีวิตการทำงานดูเหมือนจะมีทิศทางเดียว นั่นคือการไต่เต้าขึ้นไปเรื่อยๆ รับผิดชอบมากขึ้น มีลูกทีมมากขึ้น และก้าวสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ตำแหน่งใหญ่ขึ้น เงินเดือนมากขึ้น หรือมีห้องทำงานส่วนตัวที่ใหญ่โตมากขึ้น ฯลฯ เหล่านี้ล้วนเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จที่หลายคนเชื่อมาตลอด

แต่ในโลกการทำงานวันนี้ คนทำงานจำนวนมากกำลังเลือกเดินสวนทางกับสูตรเดิม พวกเขาไม่ได้อยากปีนขึ้นไปสูงกว่าเดิมเสมอไป หากกลับเลือก “ถอยลงมาหนึ่งก้าว” อย่างตั้งใจ ปรากฏการณ์นี้กำลังถูกเรียกว่า “Job Dropping

“Job Dropping” คืออะไร?

หลายคนคุ้นเคยกับคำว่า Job Hopping หรือการย้ายงานบ่อยเพื่อเพิ่มเงินเดือนและเร่งความก้าวหน้าในอาชีพ รวมถึงคำว่า Office Frogging ที่หมายถึงการกระโดดข้ามตำแหน่งงาน เพื่อไปสู่บทบาทที่สูงกว่าเดิม แต่ “Job Dropping” แตกต่างออกไป เพราะแทนที่จะมุ่งขึ้นไปข้างบน คนทำงานกลับตั้งใจเลือกงานที่มีภาระน้อยลง ความรับผิดชอบลดลง และแรงกดดันน้อยกว่าเดิม

เทรนด์นี้กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อพนักงานจำนวนไม่น้อยตัดสินใจปฏิเสธการเลื่อนตำแหน่ง ถอนตัวจากบทบาทผู้บริหาร หรือออกจากงานที่มีแรงกดดันสูง เพื่อไปทำงานที่ให้สมดุลชีวิตที่ดีกว่า ความเครียดน้อยลง และส่งผลดีต่อสุขภาพจิตมากกว่า

หลายคนถึงขั้นยอมรับเงินเดือนที่ลดลง หรือยอมทิ้งตำแหน่งสูงๆ ที่ดูมีเกียรติมากกว่า เพื่อแลกกับสิ่งที่มีคุณค่ามากกว่าในสายตาของพวกเขา นั่นคือความสบายใจ และการมีสุขภาวะที่ดี

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของนิยามคำว่า “ความสำเร็จ” เพราะคนทำงานยุคใหม่ไม่ได้วัดความสำเร็จจากรายได้ หรือสถานะทางสังคมเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต ความยืดหยุ่น และความเป็นอยู่ที่ดีของตัวเองมากขึ้น

ตำแหน่งสูง มักมาพร้อมชั่วโมงงานนานขึ้น รับผิดชอบมากขึ้น เครียดมากขึ้น

เทรนด์ดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับแนวคิดที่เรียกว่า “Conscious Unbossing” ซึ่งหมายถึง การที่พนักงานจงใจหลีกเลี่ยงตำแหน่งผู้จัดการหรือหัวหน้า เพราะมองว่าหน้าที่ของผู้บริหารมีภาระมากเกินไป เมื่อเทียบกับผลตอบแทนที่ได้รับ

ปีเตอร์ ดูริส (Peter Duris) ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งแพลตฟอร์มหางานที่ใช้ AI อย่าง Kickresume กล่าวว่า หลายคนเริ่มตระหนักว่า การเติบโตตามเส้นทางอาชีพแบบดั้งเดิม ไม่ได้สอดคล้องกับเป้าหมายชีวิตของทุกคนเสมอไป

เขาอธิบายว่า “แม้เราจะเรียกมันว่า ‘บันไดอาชีพ’ แต่เส้นทางการเติบโตของแต่ละคนไม่ได้เป็นเส้นตรงเสมอไป การได้เลื่อนตำแหน่งหรือมีคำนำหน้าตำแหน่งที่ใหญ่ขึ้น มักถูกเชื่อมโยงกับคำว่าความสำเร็จ แต่หลายคนกำลังตัดสินใจแบบสวนทาง โดยคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของตัวเอง ซึ่งเมื่อมองจากภายนอกอาจดูเหมือนเป็นการถอยหลังหนึ่งก้าว”

ในความเป็นจริง การปีนขึ้นไปสูงขึ้นมักมีต้นทุนที่ซ่อนอยู่ ตำแหน่งระดับสูงมักมาพร้อมกับชั่วโมงทำงานที่ยาวนานขึ้น ความรับผิดชอบที่มากขึ้น ภาระทางอารมณ์ในการดูแลทีม รวมถึงแรงกดดันในการบริหารคนท่ามกลางความไม่แน่นอนต่างๆ จนสำหรับบางคนแล้ว สิ่งที่ต้องแลกอาจไม่คุ้มค่ากับสิ่งที่ได้รับ

วัยทำงานที่มีครอบครัว (มีลูกต้องเลี้ยง) เป็นกลุ่มที่ผลักดันเทรนด์นี้

ผลสำรวจล่าสุดของ Kickresume ซึ่งศึกษาประสบการณ์ของพ่อแม่ในตลาดแรงงาน พบว่า 29% ของผู้ตอบแบบสอบถามยอมรับว่า การมีลูกทำให้พวกเขาเริ่มมองหางานที่มีความกดดันน้อยลง

เมื่อแยกตามเพศ พบว่า พนักงานหญิงที่เป็นคุณแม่มากถึง 40% ระบุว่า กำลังมองหางานที่ไม่หนักมาก ขณะที่ตัวเลขของพนักงานกลุ่มคุณพ่ออยู่ที่ 24%

ทั้งนี้ อีกปัจจัยหนึ่งอย่างการแพร่ระบาดของโควิด-19 ก็ได้เปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างชีวิตกับการทำงานของผู้คนไปอย่างสิ้นเชิง หลายคนเริ่มมองเห็นชัดเจนว่าอะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต

จนเริ่มตั้งคำถามว่า การเลื่อนตำแหน่งครั้งต่อไปคุ้มค่าจริงหรือไม่ หากต้องแลกกับการพลาดมื้ออาหารกับครอบครัว พลาดกิจกรรมของลูก หรือไม่มีเวลาส่วนตัวให้ตัวเอง

การมีแนวคิดการทำงานแบบ Job Dropping ของพนักงานที่เป็นกลุ่มพ่อแม่จำนวนมากในยุคนี้ จึงไม่ใช่การลดความทะเยอทะยาน แต่เป็นการเลือกเส้นทางอาชีพที่สอดคล้องกับคุณค่าชีวิตที่พวกเขาให้ความสำคัญ

"ภาวะหมดไฟ" ตัวเร่งสำคัญ ทำให้กระแส Job Dropping ยิ่งมาแรง!

สุขภาพจิตเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ผลักดันให้กระแสนี้เติบโตขึ้น งานวิจัยของ Kickresume พบว่า พนักงานที่อยู่ในตำแหน่งระดับสูง มีแนวโน้มได้รับผลกระทบด้านสุขภาพจิตจากงานมากกว่าคนทั่วไป ขณะเดียวกัน 72% ของคนทำงานเปิดเผยว่า พวกเขาเคยลาออกจากงานเพื่อรักษาสุขภาพจิตของตัวเอง หรืออย่างน้อยก็เคยคิดเรื่องนี้อย่างจริงจัง

ในอดีต วัฒนธรรมการทำงานมักยกย่องคนที่ทำงานหนัก ตอบอีเมลตอนดึก ไม่ลาพักร้อน และยอมเสียสละเวลาส่วนตัว เพื่อพิสูจน์ความทุ่มเทและความทะเยอทะยาน

แต่เมื่อความตระหนักเรื่องภาวะหมดไฟเพิ่มมากขึ้น ผู้คนเริ่มเข้าใจว่า "ความเครียดเรื้อรัง" นำมาซึ่งผลเสียมากมาย ทั้งความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า ปัญหาการนอนหลับ ปัญหาสุขภาพกาย และประสิทธิภาพในการทำงานที่ลดลง

งานวิจัยหลายชิ้นยังพบตรงกันว่า ความเครียดสะสมจากการทำงาน ส่งผลต่อการตัดสินใจ ความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถในการควบคุมอารมณ์อย่างมีนัยสำคัญ

ที่น่าสนใจกว่านั้น ก็คือ น่าแปลกที่ความสามารถหลายอย่างที่เคยช่วยให้คนคนหนึ่งเติบโตจนได้รับการเลื่อนตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นการคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ หรือการบริหารอารมณ์ อาจค่อยๆ ลดประสิทธิภาพลง เมื่อพวกเขาต้องเผชิญกับแรงกดดันและความเครียดสะสมจากตำแหน่งที่สูงขึ้น

ดังนั้น ก็ไม่แปลกที่หลายคนจะหันมาทำงานแบบ Job Dropping ไม่ใช่การยอมแพ้ แต่เป็นวิธีป้องกันตัวเองก่อนที่ภาวะหมดไฟจะพาไปถึงจุดแตกหัก

คนทำงานนิยาม “ความสำเร็จ” ใหม่ “ความเป็นอยู่ที่ดี” ต้องมาก่อน

หนึ่งในข้อมูลที่น่าสนใจที่สุดจากงานวิจัยของ Kickresume คือ เมื่อถามว่า หากต้องเลือกระหว่าง "งานรายได้สูง" กับ "งานที่ให้สวัสดิการด้านสุขภาพจิตที่ดี" คนทำงานถึง 70% ระบุว่า พวกเขาให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ที่ดีของตัวเองมากกว่า

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมครั้งสำคัญ เพราะหลายคนเริ่มมองว่าความสำเร็จ ไม่ใช่จุดหมายปลายทางแบบเดียวสำหรับทุกคนอีกต่อไป

สำหรับบางคน ความสำเร็จอาจหมายถึงการบริหารองค์กรขนาดใหญ่ แต่สำหรับอีกหลายคน ความสำเร็จอาจหมายถึง การมีพลังงานเหลือพอหลังเลิกงาน เพื่อใช้เวลากับครอบครัว ทำงานอดิเรก หรือใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการ

การเติบโตของกระแส Job Dropping สะท้อนว่าผู้คนกำลังตั้งใจเลือกอาชีพให้สอดคล้องกับชีวิตของตัวเอง มากกว่าการยอมให้งานมาบงการชีวิตเหมือนยุคก่อนๆ

หากคิดจะถอยลงมาหนึ่งก้าว มี 4 เรื่องที่ควรคิดให้รอบคอบก่อน

ปีเตอร์ ดูริส แนะนำว่า การตัดสินใจเปลี่ยนไปทำงานที่มีความรับผิดชอบน้อยลง ควรเป็นการตัดสินใจอย่างมีแบบแผน ไม่ใช่การตัดสินใจที่เกิดจากอารมณ์เพียงชั่ววูบ โดยลองทำตามขั้นตอนเหล่านี้ เพื่อที่จะได้ปรับการทำงานให้พอดีและยังคงได้งานที่มีประสิทธิภาพ

1. มองการทำงานในระยะยาวให้ชัดเจน

การลดระดับความเข้มข้นของงานครั้งนี้ เป็นเพียงช่วงเวลาชั่วคราวหรือเป็นสิ่งที่ต้องการในระยะยาว บางคนอาจเลือกถอยลงมาในช่วงที่กำลังเลี้ยงลูกเล็กหรือดูแลพ่อแม่สูงอายุ ขณะที่บางคนอาจค้นพบว่า ตัวเองมีความสุขกับบทบาทที่ไม่ต้องแบกรับภาระมาก และไม่ได้อยากกลับไปสู่ตำแหน่งบริหารอีก

2. เตรียมคำอธิบายให้พร้อม

นายจ้างหรือผู้สัมภาษณ์อาจสงสัยว่าเหตุใดคนที่มีคุณสมบัติสูง จึงสมัครงานที่ดูเหมือนต่ำกว่าศักยภาพของตัวเอง การอธิบายว่านี่คือการตัดสินใจที่ผ่านการไตร่ตรองมาแล้ว โดยให้ความสำคัญกับสมดุลชีวิต ความพึงพอใจส่วนตัว หรือความชอบในการทำงานแบบผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านมากกว่าการบริหารคน จะช่วยลดข้อกังวลของนายจ้างได้

3. อย่ามองแค่เงินเดือนเพียงอย่างเดียว

ตารางเวลาที่ยืดหยุ่น วันลาพักร้อน สวัสดิการด้านสุขภาพ หรือแม้แต่ความเครียดที่ลดลง อาจมีคุณค่ามากกว่าเงินเดือนที่สูงขึ้น หากสาเหตุที่ต้องการถอยลงมามาจากความเครียดสะสม งานที่ให้วันหยุดมากขึ้นอาจเป็นคำตอบที่เหมาะสม

4. ก่อนตัดสินใจลาออก ลองพูดคุยหาทางออกอื่นๆ ก่อน

หากคุณรู้สึกว่าตัวเองน่าจะมีความสุขมากกว่าในบทบาทที่มีภาระน้อยลง ลองพูดคุยกับหัวหน้างาน หรือ HR ขององค์กรก่อน เพราะหากองค์กรไม่อยากสูญเสียคุณไป พวกเขาอาจยินดีร่วมกันหาทางปรับภาระงาน ชั่วโมงทำงาน หรือขอบเขตความรับผิดชอบ เพื่อให้คุณทำงานต่อได้โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนงานทั้งหมด

ในยุคที่ผู้คนต้องเผชิญกับภาวะหมดไฟ ความไม่แน่นอน และแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หลายคนเริ่มเชื่อว่า ความสำเร็จอาจไม่ได้หมายถึงการปีนขึ้นตำแหน่งงานให้สูงที่สุดเสมอไป บางครั้ง ความสำเร็จอาจหมายถึง การได้ทำงานที่ทำให้เรายังมีสุขภาพจิตที่ดี มีเวลาสำหรับคนที่รัก และยังคงเป็นตัวเองในแบบที่อยากเป็นได้อย่างเต็มที่

อ้างอิง: Forbes, Kickresume, Brain On Stress

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...