Job Dropping ยอมลดตำแหน่ง ลดเงินเดือน เพื่อแลกชีวิตที่ไม่หมดไฟ
หลายสิบปีที่ผ่านมา สูตรสำเร็จของชีวิตการทำงานดูเหมือนจะมีทิศทางเดียว นั่นคือการไต่เต้าขึ้นไปเรื่อยๆ รับผิดชอบมากขึ้น มีลูกทีมมากขึ้น และก้าวสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ตำแหน่งใหญ่ขึ้น เงินเดือนมากขึ้น หรือมีห้องทำงานส่วนตัวที่ใหญ่โตมากขึ้น ฯลฯ เหล่านี้ล้วนเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จที่หลายคนเชื่อมาตลอด
แต่ในโลกการทำงานวันนี้ คนทำงานจำนวนมากกำลังเลือกเดินสวนทางกับสูตรเดิม พวกเขาไม่ได้อยากปีนขึ้นไปสูงกว่าเดิมเสมอไป หากกลับเลือก “ถอยลงมาหนึ่งก้าว” อย่างตั้งใจ ปรากฏการณ์นี้กำลังถูกเรียกว่า “Job Dropping”
“Job Dropping” คืออะไร?
หลายคนคุ้นเคยกับคำว่า Job Hopping หรือการย้ายงานบ่อยเพื่อเพิ่มเงินเดือนและเร่งความก้าวหน้าในอาชีพ รวมถึงคำว่า Office Frogging ที่หมายถึงการกระโดดข้ามตำแหน่งงาน เพื่อไปสู่บทบาทที่สูงกว่าเดิม แต่ “Job Dropping” แตกต่างออกไป เพราะแทนที่จะมุ่งขึ้นไปข้างบน คนทำงานกลับตั้งใจเลือกงานที่มีภาระน้อยลง ความรับผิดชอบลดลง และแรงกดดันน้อยกว่าเดิม
เทรนด์นี้กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อพนักงานจำนวนไม่น้อยตัดสินใจปฏิเสธการเลื่อนตำแหน่ง ถอนตัวจากบทบาทผู้บริหาร หรือออกจากงานที่มีแรงกดดันสูง เพื่อไปทำงานที่ให้สมดุลชีวิตที่ดีกว่า ความเครียดน้อยลง และส่งผลดีต่อสุขภาพจิตมากกว่า
หลายคนถึงขั้นยอมรับเงินเดือนที่ลดลง หรือยอมทิ้งตำแหน่งสูงๆ ที่ดูมีเกียรติมากกว่า เพื่อแลกกับสิ่งที่มีคุณค่ามากกว่าในสายตาของพวกเขา นั่นคือความสบายใจ และการมีสุขภาวะที่ดี
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของนิยามคำว่า “ความสำเร็จ” เพราะคนทำงานยุคใหม่ไม่ได้วัดความสำเร็จจากรายได้ หรือสถานะทางสังคมเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต ความยืดหยุ่น และความเป็นอยู่ที่ดีของตัวเองมากขึ้น
ตำแหน่งสูง มักมาพร้อมชั่วโมงงานนานขึ้น รับผิดชอบมากขึ้น เครียดมากขึ้น
เทรนด์ดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับแนวคิดที่เรียกว่า “Conscious Unbossing” ซึ่งหมายถึง การที่พนักงานจงใจหลีกเลี่ยงตำแหน่งผู้จัดการหรือหัวหน้า เพราะมองว่าหน้าที่ของผู้บริหารมีภาระมากเกินไป เมื่อเทียบกับผลตอบแทนที่ได้รับ
ปีเตอร์ ดูริส (Peter Duris) ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งแพลตฟอร์มหางานที่ใช้ AI อย่าง Kickresume กล่าวว่า หลายคนเริ่มตระหนักว่า การเติบโตตามเส้นทางอาชีพแบบดั้งเดิม ไม่ได้สอดคล้องกับเป้าหมายชีวิตของทุกคนเสมอไป
เขาอธิบายว่า “แม้เราจะเรียกมันว่า ‘บันไดอาชีพ’ แต่เส้นทางการเติบโตของแต่ละคนไม่ได้เป็นเส้นตรงเสมอไป การได้เลื่อนตำแหน่งหรือมีคำนำหน้าตำแหน่งที่ใหญ่ขึ้น มักถูกเชื่อมโยงกับคำว่าความสำเร็จ แต่หลายคนกำลังตัดสินใจแบบสวนทาง โดยคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของตัวเอง ซึ่งเมื่อมองจากภายนอกอาจดูเหมือนเป็นการถอยหลังหนึ่งก้าว”
ในความเป็นจริง การปีนขึ้นไปสูงขึ้นมักมีต้นทุนที่ซ่อนอยู่ ตำแหน่งระดับสูงมักมาพร้อมกับชั่วโมงทำงานที่ยาวนานขึ้น ความรับผิดชอบที่มากขึ้น ภาระทางอารมณ์ในการดูแลทีม รวมถึงแรงกดดันในการบริหารคนท่ามกลางความไม่แน่นอนต่างๆ จนสำหรับบางคนแล้ว สิ่งที่ต้องแลกอาจไม่คุ้มค่ากับสิ่งที่ได้รับ
วัยทำงานที่มีครอบครัว (มีลูกต้องเลี้ยง) เป็นกลุ่มที่ผลักดันเทรนด์นี้
ผลสำรวจล่าสุดของ Kickresume ซึ่งศึกษาประสบการณ์ของพ่อแม่ในตลาดแรงงาน พบว่า 29% ของผู้ตอบแบบสอบถามยอมรับว่า การมีลูกทำให้พวกเขาเริ่มมองหางานที่มีความกดดันน้อยลง
เมื่อแยกตามเพศ พบว่า พนักงานหญิงที่เป็นคุณแม่มากถึง 40% ระบุว่า กำลังมองหางานที่ไม่หนักมาก ขณะที่ตัวเลขของพนักงานกลุ่มคุณพ่ออยู่ที่ 24%
ทั้งนี้ อีกปัจจัยหนึ่งอย่างการแพร่ระบาดของโควิด-19 ก็ได้เปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างชีวิตกับการทำงานของผู้คนไปอย่างสิ้นเชิง หลายคนเริ่มมองเห็นชัดเจนว่าอะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต
จนเริ่มตั้งคำถามว่า การเลื่อนตำแหน่งครั้งต่อไปคุ้มค่าจริงหรือไม่ หากต้องแลกกับการพลาดมื้ออาหารกับครอบครัว พลาดกิจกรรมของลูก หรือไม่มีเวลาส่วนตัวให้ตัวเอง
การมีแนวคิดการทำงานแบบ Job Dropping ของพนักงานที่เป็นกลุ่มพ่อแม่จำนวนมากในยุคนี้ จึงไม่ใช่การลดความทะเยอทะยาน แต่เป็นการเลือกเส้นทางอาชีพที่สอดคล้องกับคุณค่าชีวิตที่พวกเขาให้ความสำคัญ
"ภาวะหมดไฟ" ตัวเร่งสำคัญ ทำให้กระแส Job Dropping ยิ่งมาแรง!
สุขภาพจิตเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ผลักดันให้กระแสนี้เติบโตขึ้น งานวิจัยของ Kickresume พบว่า พนักงานที่อยู่ในตำแหน่งระดับสูง มีแนวโน้มได้รับผลกระทบด้านสุขภาพจิตจากงานมากกว่าคนทั่วไป ขณะเดียวกัน 72% ของคนทำงานเปิดเผยว่า พวกเขาเคยลาออกจากงานเพื่อรักษาสุขภาพจิตของตัวเอง หรืออย่างน้อยก็เคยคิดเรื่องนี้อย่างจริงจัง
ในอดีต วัฒนธรรมการทำงานมักยกย่องคนที่ทำงานหนัก ตอบอีเมลตอนดึก ไม่ลาพักร้อน และยอมเสียสละเวลาส่วนตัว เพื่อพิสูจน์ความทุ่มเทและความทะเยอทะยาน
แต่เมื่อความตระหนักเรื่องภาวะหมดไฟเพิ่มมากขึ้น ผู้คนเริ่มเข้าใจว่า "ความเครียดเรื้อรัง" นำมาซึ่งผลเสียมากมาย ทั้งความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า ปัญหาการนอนหลับ ปัญหาสุขภาพกาย และประสิทธิภาพในการทำงานที่ลดลง
งานวิจัยหลายชิ้นยังพบตรงกันว่า ความเครียดสะสมจากการทำงาน ส่งผลต่อการตัดสินใจ ความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถในการควบคุมอารมณ์อย่างมีนัยสำคัญ
ที่น่าสนใจกว่านั้น ก็คือ น่าแปลกที่ความสามารถหลายอย่างที่เคยช่วยให้คนคนหนึ่งเติบโตจนได้รับการเลื่อนตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นการคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ หรือการบริหารอารมณ์ อาจค่อยๆ ลดประสิทธิภาพลง เมื่อพวกเขาต้องเผชิญกับแรงกดดันและความเครียดสะสมจากตำแหน่งที่สูงขึ้น
ดังนั้น ก็ไม่แปลกที่หลายคนจะหันมาทำงานแบบ Job Dropping ไม่ใช่การยอมแพ้ แต่เป็นวิธีป้องกันตัวเองก่อนที่ภาวะหมดไฟจะพาไปถึงจุดแตกหัก
คนทำงานนิยาม “ความสำเร็จ” ใหม่ “ความเป็นอยู่ที่ดี” ต้องมาก่อน
หนึ่งในข้อมูลที่น่าสนใจที่สุดจากงานวิจัยของ Kickresume คือ เมื่อถามว่า หากต้องเลือกระหว่าง "งานรายได้สูง" กับ "งานที่ให้สวัสดิการด้านสุขภาพจิตที่ดี" คนทำงานถึง 70% ระบุว่า พวกเขาให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ที่ดีของตัวเองมากกว่า
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมครั้งสำคัญ เพราะหลายคนเริ่มมองว่าความสำเร็จ ไม่ใช่จุดหมายปลายทางแบบเดียวสำหรับทุกคนอีกต่อไป
สำหรับบางคน ความสำเร็จอาจหมายถึงการบริหารองค์กรขนาดใหญ่ แต่สำหรับอีกหลายคน ความสำเร็จอาจหมายถึง การมีพลังงานเหลือพอหลังเลิกงาน เพื่อใช้เวลากับครอบครัว ทำงานอดิเรก หรือใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการ
การเติบโตของกระแส Job Dropping สะท้อนว่าผู้คนกำลังตั้งใจเลือกอาชีพให้สอดคล้องกับชีวิตของตัวเอง มากกว่าการยอมให้งานมาบงการชีวิตเหมือนยุคก่อนๆ
หากคิดจะถอยลงมาหนึ่งก้าว มี 4 เรื่องที่ควรคิดให้รอบคอบก่อน
ปีเตอร์ ดูริส แนะนำว่า การตัดสินใจเปลี่ยนไปทำงานที่มีความรับผิดชอบน้อยลง ควรเป็นการตัดสินใจอย่างมีแบบแผน ไม่ใช่การตัดสินใจที่เกิดจากอารมณ์เพียงชั่ววูบ โดยลองทำตามขั้นตอนเหล่านี้ เพื่อที่จะได้ปรับการทำงานให้พอดีและยังคงได้งานที่มีประสิทธิภาพ
1. มองการทำงานในระยะยาวให้ชัดเจน
การลดระดับความเข้มข้นของงานครั้งนี้ เป็นเพียงช่วงเวลาชั่วคราวหรือเป็นสิ่งที่ต้องการในระยะยาว บางคนอาจเลือกถอยลงมาในช่วงที่กำลังเลี้ยงลูกเล็กหรือดูแลพ่อแม่สูงอายุ ขณะที่บางคนอาจค้นพบว่า ตัวเองมีความสุขกับบทบาทที่ไม่ต้องแบกรับภาระมาก และไม่ได้อยากกลับไปสู่ตำแหน่งบริหารอีก
2. เตรียมคำอธิบายให้พร้อม
นายจ้างหรือผู้สัมภาษณ์อาจสงสัยว่าเหตุใดคนที่มีคุณสมบัติสูง จึงสมัครงานที่ดูเหมือนต่ำกว่าศักยภาพของตัวเอง การอธิบายว่านี่คือการตัดสินใจที่ผ่านการไตร่ตรองมาแล้ว โดยให้ความสำคัญกับสมดุลชีวิต ความพึงพอใจส่วนตัว หรือความชอบในการทำงานแบบผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านมากกว่าการบริหารคน จะช่วยลดข้อกังวลของนายจ้างได้
3. อย่ามองแค่เงินเดือนเพียงอย่างเดียว
ตารางเวลาที่ยืดหยุ่น วันลาพักร้อน สวัสดิการด้านสุขภาพ หรือแม้แต่ความเครียดที่ลดลง อาจมีคุณค่ามากกว่าเงินเดือนที่สูงขึ้น หากสาเหตุที่ต้องการถอยลงมามาจากความเครียดสะสม งานที่ให้วันหยุดมากขึ้นอาจเป็นคำตอบที่เหมาะสม
4. ก่อนตัดสินใจลาออก ลองพูดคุยหาทางออกอื่นๆ ก่อน
หากคุณรู้สึกว่าตัวเองน่าจะมีความสุขมากกว่าในบทบาทที่มีภาระน้อยลง ลองพูดคุยกับหัวหน้างาน หรือ HR ขององค์กรก่อน เพราะหากองค์กรไม่อยากสูญเสียคุณไป พวกเขาอาจยินดีร่วมกันหาทางปรับภาระงาน ชั่วโมงทำงาน หรือขอบเขตความรับผิดชอบ เพื่อให้คุณทำงานต่อได้โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนงานทั้งหมด
ในยุคที่ผู้คนต้องเผชิญกับภาวะหมดไฟ ความไม่แน่นอน และแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หลายคนเริ่มเชื่อว่า ความสำเร็จอาจไม่ได้หมายถึงการปีนขึ้นตำแหน่งงานให้สูงที่สุดเสมอไป บางครั้ง ความสำเร็จอาจหมายถึง การได้ทำงานที่ทำให้เรายังมีสุขภาพจิตที่ดี มีเวลาสำหรับคนที่รัก และยังคงเป็นตัวเองในแบบที่อยากเป็นได้อย่างเต็มที่
อ้างอิง: Forbes, Kickresume, Brain On Stress