“รมว.กห.” ตอบกระทู้วุฒิสภา ย้ำดูแลกำลังพลชายแดนและครอบครัวอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุม และสมเกียรติ
“รมว.กห.” ตอบกระทู้วุฒิสภา ย้ำดูแลกำลังพลชายแดนและครอบครัวอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุม และสมเกียรติ
วันนี้ (18 พฤษภาคม 2569) พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ตอบกระทู้ถามในที่ประชุมวุฒิสภา เรื่อง “สวัสดิการ การคุ้มครองสิทธิประโยชน์ และการเสริมสร้างขวัญกำลังใจของกำลังพลกองทัพไทย ในระหว่างและภายหลังการสู้รบ กรณีสถานการณ์ความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา” ของ นางสาวรัชนีกร ทองทิพย์ สมาชิกวุฒิสภา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ชี้แจงว่า กระทรวงกลาโหมได้ดำเนินมาตรการดูแลกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่สู้รบและพื้นที่เสี่ยงภัยตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ห้วง ซึ่งในห้วงแรก รัฐบาลและกระทรวงกลาโหมได้ดำเนินการให้กำลังพลได้รับสิทธิครบถ้วนแล้ว ส่วนห้วงที่สองอยู่ระหว่างการเร่งรัดดำเนินการ และถือเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วน
ทั้งนี้ กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่สู้รบหรือพื้นที่เสี่ยงภัย จะได้รับสิทธิและค่าตอบแทนตามระเบียบของทางราชการ อาทิ เงินเดือน เบี้ยเลี้ยงสนาม ค่าเสบียงสนาม ค่าเลี้ยงดู และเงินเพิ่มพิเศษสำหรับการสู้รบ รวมถึงการช่วยเหลือเยียวยาในกรณีบาดเจ็บ ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต ตลอดจนการดูแลครอบครัวและทายาทในระยะยาว ผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก
สำหรับกรณีผู้เสียชีวิตและทุพพลภาพ จะได้รับเงินเยียวยาตามมติคณะรัฐมนตรี จำนวน 10 ล้านบาท พร้อมสิทธิช่วยเหลือเพิ่มเติมทั้งด้านเงินสงเคราะห์ เงินพระราชทาน ทุนการศึกษาบุตร บำเหน็จบำนาญ และสิทธิประโยชน์อื่นตามระเบียบของทางราชการ
นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ยังได้มีมติเห็นชอบวงเงินเยียวยากว่า 452 ล้านบาท สำหรับกำลังพลที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา จำนวน 91 นาย รวมถึงการให้ทายาทของกำลังพลที่เสียชีวิตได้รับ “บัตรทองฮีโร่” เพื่อเข้าถึงสิทธิการรักษาพยาบาลภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในระดับเทียบเท่าสิทธิรักษาพยาบาลของข้าราชการ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยังกล่าวย้ำว่า กระทรวงกลาโหมให้ความสำคัญกับการยกย่องเชิดชูเกียรติกำลังพลผู้เสียสละ ทั้งการเลื่อนยศ การขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ การมอบเหรียญเชิดชูเกียรติ ตลอดจนการดูแลครอบครัวของกำลังพลอย่างเหมาะสมและสมเกียรติ
“การดูแลกำลังพล ทหารผู้เสียสละ และครอบครัว จะต้องไม่เป็นเพียงมาตรการเฉพาะหน้า แต่ต้องเป็นการดูแลอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุม และสมเกียรติ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในการป้องกันประเทศชาติและประชาชน” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าว