โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไชยชนกลุยต่อ โครงการTH-AI ลั่นพร้อมให้คุ้ย

ไทยโพสต์

อัพเดต 30 พฤษภาคม 2569 เวลา 3.31 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“ไชยชนก” ยันไม่ชะลอโครงการ “ไทย-เอไอ พาสปอร์ต” ลั่นใครจะตรวจสอบทำได้ทันที ชี้หากช้าประเทศเสียโอกาส “ปลัดดีอี” โต้เร่งรัด ทำตามขั้นตอน เผยเตรียมขยายผลเฟส 2 เตรียมของบปี 70 “กมธ.ปปง.” สภาเตรียมเชิญ “ดีอี-กรมบัญชีกลาง-ปปง.” แจง

เมื่อวันที่ 29 พ.ค.2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสคัดค้าน โครงการ “ไทย-เอไอ พาสปอร์ต” (TH-AI Passport) ว่า ยืนยันว่าจะไม่ชะลอโครงการ ซึ่งคนที่ต้องการตรวจสอบก็ตรวจสอบได้ทันที เพราะตอนนี้ถือว่าหากช้าแล้วทำให้ประเทศเสียโอกาส ยืนยันว่าโครงการนี้รัฐบาลมุ่งเน้นความคุ้มค่าและความโปร่งใสสูงสุดในการลงทุนระยะยาวเพื่อประเทศ ซึ่งจากการให้สิทธิจำนวน 5 ล้านคน เมื่อคำนวณมูลค่าราคาเฉลี่ยต่อหัวในโครงการ พบว่าไทยสามารถจัดหาได้ในราคาที่ถูกกว่าประเทศสิงคโปร์ถึง 20 เท่า เพียง 27 บาทต่อเดือน ซึ่งโครงการจะครอบคลุมทั้งสิทธิการใช้งานระบบ คอร์สเรียน ตลอดจนบทเรียนต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาทักษะดิจิทัล ซึ่งดีอีเตรียมเร่งประชาสัมพันธ์และโปรโมตรายละเอียดข้อมูลโครงการทั้งหมดให้ประชาชนทราบภายในสัปดาห์หน้า

“ผลสำรวจ Global AI Adoption ในปี 2568 แรงงานไทยมีอัตราการเข้าถึงเอไอเพียง 19% ซึ่งยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่ 26-27% ในขณะที่เพื่อนบ้านอย่างเวียดนามอยู่ที่ 30% และสิงคโปร์สูงถึง 60-90% รัฐบาลจึงจำเป็นต้องขับเคลื่อนโครงการนี้เพื่อยกระดับผลิตภาพของประชากร” นายไชยชนกกล่าว และว่า ถามว่าหนักใจมั้ยกับโครงการนี้ ยอมรับว่าหนักใจที่ประชาชนจะไม่เข้าร่วมโครงการมากกว่า เพราะโครงการที่ทำกับกูเกิลมีนักศึกษาเข้าร่วมประมาณ 3 แสนรายเท่านั้น แต่พอเป็นข่าวคนก็รู้จักโครงการมากขึ้น น่าจะได้รับการตอบรับจากประชาชนมากขึ้น

ต่อมานายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี เป็นประธานการแถลงข่าวชี้แจงรายละเอียดโครงการ TH-AI Passport ว่า โครงการดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลและ รมว.ดีอี เพื่อผลักดันให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยีเอไอได้จริง และเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับทักษะแรงงานไทยสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ แนวคิดโครงการเริ่มต้นมาตั้งแต่รัฐบาลเข้ารับตำแหน่งช่วงปลายเดือน ก.ย.ถึงต้นเดือน ต.ค.2568 ซึ่งรัฐบาลกำหนดเรื่องอัปสกิล-รีสกิลก่อนเริ่มออกแบบรายละเอียดโครงการและศึกษารูปแบบประมาณ 1 เดือน จากนั้นได้เข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายครบทุกขั้นตอน เนื่องจากเป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับระบบคอมพิวเตอร์ จึงต้องผ่านคณะกรรมการคอมพิวเตอร์ของกระทรวงเมื่อวันที่ 5 พ.ย.2568 พร้อมจัดทำราคากลางและแผนงบประมาณอย่างเป็นทางการ

“ณ วันนั้นรัฐบาลเข้ามางบประมาณปี 2569 เริ่มต้นไปแล้ว ขณะที่กระทรวงเองเป็นหน่วยที่ใช้งบประมาณไม่เยอะ ซึ่งเราพิจารณาแหล่งเงินจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมที่ยังมีวงเงินเหลืออยู่ประมาณกว่า 1,000 ล้านบาท จึงนำมาคิดค้นและออกแบบโครงการ ว่าในวงเงินที่มีอยู่จะทำอะไรได้บ้าง” นายพชรกล่าว

นายพชรกล่าวต่อว่า หลังผ่านคณะกรรมการคอมพิวเตอร์ กระทรวงได้นำโครงการเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ และคณะกรรมการบริหารกองทุน ก่อนเสนอแผนการใช้จ่ายเงินกองทุนต่อกรมบัญชีกลางตามขั้นตอนกฎหมายทุกประการ โครงการ TH-AI Passport ไม่ได้ถูกเร่งรัดเป็นกรณีพิเศษ และในวันพิจารณากองทุนก็มีหลายโครงการเข้าสู่การพิจารณาพร้อมกัน ส่วนกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างมีการประกาศแผนจัดซื้อจัดจ้างตั้งแต่วันที่ 17 พ.ย.2568 ก่อนเปิดรับฟังความคิดเห็นหรือประชาพิจารณ์ระหว่างวันที่ 15-22 ธ.ค.2568 ซึ่งมีผู้สนใจเข้าร่วมประมาณ 7 ราย หลังจากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนประกาศเชิญชวนระหว่างวันที่ 24 ธ.ค.2568 ถึง 26 ม.ค.2569 รวมเวลา 34 วันตามที่กฎหมายกำหนด โดยมีผู้ยื่นเสนอราคาทั้งหมด 3 กลุ่ม และผู้ชนะเสนอราคาอยู่ที่ 1,621 ล้านบาท ต่ำกว่ากรอบวงเงินประมาณ 29 ล้านบาท ก่อนลงนามสัญญาเมื่อวันที่ 7 เม.ย.2569

นายพชรย้ำว่า กระบวนการทั้งหมดเดินมาตามขั้นตอนปกติ ไม่ได้เร่งรัดอะไร และทำตามนโยบายของ รมว.ดีอีที่กำชับให้ดำเนินการอย่างถูกต้อง โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยเหตุผลสำคัญที่รัฐบาลผลักดันโครงการ TH-AI Passport เพราะไทยกำลังเข้าสู่ยุคเอไอดิสรัปชัน แต่กลับมีอัตราการใช้งานเอไอต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศ ทั้งที่คนไทยมีการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและสมาร์ทโฟนในระดับสูง โดยโครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงแพลตฟอร์มเอไอทั่วไป แต่เป็นการรวบรวมผู้ให้บริการเอไอหลายราย ภายใต้โมเดลรวมกว่า 24 โมเดล เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงและทดลองใช้งานได้พร้อมกัน

นายพชรกล่าวว่า ส่วนกรณีข้อครหาว่ามีล็อกสเปกผ่านเงื่อนไขประชาสัมพันธ์ในร้านสะดวกซื้อนั้น ยืนยันว่าการประชาสัมพันธ์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกิจกรรมทั้งหมดในโครงการ ซึ่งยังประกอบด้วยการจัดอบรม การพัฒนาหลักสูตร การจัดบูตแคมป์ การทดสอบ การแข่งขัน และการจัดกิจกรรมทั่วประเทศทั้ง 4 ภาค เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนเข้ามาใช้งานจริง ส่วนการกำหนดให้ประชาสัมพันธ์ผ่านจอในร้านสะดวกซื้อ ไม่ได้ระบุว่าเป็นผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง เพราะร้านสะดวกซื้อมีหลายแบรนด์ หลายเครือข่าย และงบประชาสัมพันธ์มีสัดส่วนไม่ถึง 40 ล้านบาทจากทั้งโครงการ

“โครงการ TH-AI Passport ถูกออกแบบให้เป็นการดำเนินงานแบบต่อเนื่องหลายระยะ (เฟส) โดยระยะแรกใช้งบประมาณกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเป็นหลัก ก่อนจะต่อยอดไปสู่เฟสที่ 2 ซึ่งเตรียมขอรับงบประมาณปี 2570 เพื่อขยายผลโครงการในลักษณะเดียวกัน แต่มีวงเงินลดลงตามระยะเวลาและขอบเขตการดำเนินงานที่สั้นลง โดยยืนยันว่าเป็นการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ต่อเนื่อง ไม่ใช่การดำเนินงานแบบโครงการระยะสั้น” นายพชรกล่าว

ด้านนายพิทักษ์เดช เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด กล่าวในเรื่องนี้ว่า ประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องที่สาธารณชนให้ความสนใจ และเกี่ยวข้องกับหลักธรรมาภิบาล และความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ รวมถึงการตรวจสอบเส้นทางการเงินและความเสี่ยงด้านผลประโยชน์ทับซ้อน จึงเตรียมบรรจุเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของ กมธ. และจะทำหนังสือเชิญหน่วยงานที่เกี่ยว เช่น กระทรวงดีอี, กรมบัญชีกลาง และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อเข้าชี้แจงข้อเท็จจริงกับ กมธ. เพื่อให้เกิดความชัดเจนต่อประชาชน และเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนในวันที่ 4 มิ.ย.นี้

“การดำเนินการดังกล่าวไม่ได้มีเจตนาก้าวล่วงอำนาจของหน่วยงานใด แต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมสภา ในการติดตามตรวจสอบและเสนอแนะแนวทางป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับรัฐและประชาชน พร้อมยืนยันจะตรวจสอบด้วยความเป็นกลาง โปร่งใส ยึดตามพยานหลักฐาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นการการใช้งบประมาณแผ่นดินให้สามารถตรวจสอบและโปร่งใสได้

เมื่อถามว่า จะเชิญรัฐมนตรีดีอีเข้าชี้แจงด้วยหรือไม่ นายพิทักษ์เดชกล่าวว่า จะทำหนังสือเชิญไปที่กระทรวงดีอี รวมไปถึงกรมบัญชีกลาง เพื่อดูรายละเอียดที่มาของโครงการและราคากลาง รวมถึงการจัดซื้อจัดจ้าง จะต้องมาดูในประเด็นที่ยังมีความคลุมเครือจากการตอบกระทู้ในสภา ส่วนจะเชิญบริษัทเอกชนที่เป็นข่าวมาให้ข้อมูลกับ กมธ.ด้วยหรือไม่นั้น จะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาก่อนตามอำนาจที่ กมธ.ทำได้ ซึ่งเราสามารถสอบถามระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง และมีการร่างทีโออาร์หรือไม่อย่างไร เรื่องของบริษัทค่อยว่ากันทีหลัง.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...