โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นักวิเคราะห์แกะรอยมหากาพย์ ‘สุภาพร พิมพงษ์’ กับเงินหมื่นล้านทิพย์?

ไทยโพสต์

อัพเดต 8 กรกฎาคม 2569 เวลา 13.59 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

08 ก.ค.2569 - ณัฏฐ์ มงคลนาวิน นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “เจาะลึกมหากาพย์ “สุภาพร พิมพงษ์” กับเงินหมื่นล้านทิพย์? ส่องสปอตไลท์ไปที่ช่องโหว่เชิงระบบของตลาดทุนไทย” ระบุว่า ในแวดวงตลาดทุนและเศรษฐกิจไทย คงไม่มีข่าวไหนจะสร้างแรงสั่นสะเทือนและทิ้งปมปริศนาได้มากไปกว่ากรณีของ "นางสุภาพร พิมพงษ์" บุคคลธรรมดาที่เกือบไม่มีใครรู้จักในทำเนียบนักลงทุนไทย แต่กลับมีชื่อปรากฏบนแบบรายงาน 246-2 ของสำนักงาน ก.ล.ต. ว่าเป็นผู้เข้าถือครองหุ้นยักษ์ใหญ่ของประเทศในสัดส่วนที่สูงลิ่ว คิดเป็นมูลค่ารวมกันนับหมื่นล้านบาท

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของคนธรรมดาที่ร่ำรวยเงียบๆ แต่ในฐานะ นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม เหตุการณ์นี้คือกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนให้เห็นถึง "ช่องโหว่เชิงโครงสร้างการจัดการข้อมูล" และภัยความมั่นคงทางระบบเศรษฐกิจที่ปล่อยให้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เปิดไทม์ไลน์ “6 หุ้นบลูชิพ” ปรากฏชื่อแต่ล่องหนในบัญชีจริง
จากการแกะรอยข้อมูลย้อนหลังของสำนักงาน ก.ล.ต. พบว่าชื่อของ "สุภาพร พิมพงษ์" ไม่ได้เพิ่งมาปรากฏตัวกับหุ้น TRUE เป็นครั้งแรก แต่เธอมีประวัติการยื่นเอกสารการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ในระดับ "ผู้ถือหุ้นรายใหญ่" ของบริษัทจดทะเบียนชั้นนำถึง 6 แห่งอย่างน่าอัศจรรย์ ดังนี้:
บมจ. เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป (MAJOR): ยื่นรายงานอ้างว่าทำรายการผ่าน MORGAN STANLEY ได้หุ้นไปรวมกว่า 9.99% (ซึ่งเป็นการทำรายการย้อนหลังตั้งแต่ปี 2564 แต่เพิ่งมาคีย์ข้อมูลเข้าระบบในเดือนกรกฎาคม 2569)
บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE): รายงานว่าได้หุ้นมาเพิ่มผ่านโบรกเกอร์ต่างประเทศอย่าง UBS Group AG ขยับสัดส่วนการถือหุ้นรวมพุ่งสูงถึง 7.0992% กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่สัดส่วนระดับหมื่นล้านบาท
บมจ. จี เจ สตีล (GJS): มีการยื่นรายงานถึง 2 ฉบับระบุสัดส่วนการได้มาครั้งใหญ่ โดยฉบับหนึ่งอ้างว่าถือครองสูงถึง 80.90% และอีกฉบับระบุว่าได้มรดกจนถือครอง 48.69%
ธนาคารกรุงเทพ (BBL): รายงานการได้มาจนส่งผลให้สัดส่วนการถือครองขยับไปแตะ 5.0122% ผ่านคัสโตเดียน Instinet
บมจ. เอเชีย เอวิเอชั่น (AAV): รายงานการใช้สิทธิแปลงสภาพหลักทรัพย์ทำให้เข้าถือหุ้น 5.33%
ธนาคารกสิกรไทย (KBANK): รายงานการได้มาผ่าน Merrill Lynch International ส่งผลให้มีสัดส่วนถือครอง 5.1097%
ตลกร้ายทางตัวเลข: แม้ระบบ ก.ล.ต. จะแสดงผลว่าคุณสุภาพรยื่นแบบ 246-2 ว่าถือหุ้นใหญ่ระดับ 5-80% ในสารพัดบริษัทแถวหน้าของเมืองไทย แต่เมื่อนักลงทุนและนักวิเคราะห์เข้าไปเปิดดู "สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นตัวจริง" บนระบบของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กลับ "ไม่เคยมีชื่อผู้หญิงคนนี้อยู่เลยแม้แต่บริษัทเดียว"
ปมพิรุธและจดหมายโต้กลับจาก "TRUE" และ "MAJOR"
ความผิดปกติเริ่มแดงขึ้นเมื่อวันที่ 5-7 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ทั้งฝั่ง TRUE และ MAJOR ได้ทำหนังสือด่วนจี้ให้ ก.ล.ต. ตรวจสอบข้อมูลการยื่นแบบ 246-2 ของนางสุภาพรทันที เนื่องจากพบข้อเท็จจริงที่ขัดแย้งกับความเป็นจริงของบริษัทอย่างสิ้นเชิง เช่น:
หุ้นบุริมสิทธิที่ไม่มีอยู่จริง: ในรายงานของ TRUE ระบุว่าคุณสุภาพรได้หุ้นบุริมสิทธิมา 0.0388% ซึ่งทาง TRUE ชี้แจงชัดเจนว่า บริษัทไม่มีหุ้นบุริมสิทธิเหลืออยู่ในระบบนานแล้ว และไม่เคยขายให้บุคคลทั่วไป
ไม่ผ่านเกณฑ์ระบบความปลอดภัย (Whitelist): ทาง MAJOR ชี้แจงว่าระบบภายในไม่พบความสอดคล้องใดๆ และชื่อของสุภาพรไม่ได้อยู่ในระบบตรวจสอบการรับส่งมอบหุ้นของบริษัท
การยื่นข้อมูลดีเลย์อย่างผิดปกติ: รายการส่วนใหญ่ถูกกรอกระบุวันทำรายการย้อนหลังไปหลายปี (เช่น ย้อนหลังไปปี 2564, 2565) แต่เพิ่งจะมาทำการ "คีย์ส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบออนไลน์" พร้อมๆ กันในเดือนกรกฎาคม 2569
คำชี้แจงจาก ก.ล.ต. และสรรพากร: "ระบบปกติ แต่ข้อมูลอาจไม่จริง?"
ก.ล.ต. ยืนยันว่าคนยื่น "มีตัวตนจริง": ทางนายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการ ก.ล.ต. แถลงว่า บุคคลที่ชื่อ สุภาพร พิมพงษ์ ได้ลงทะเบียนเข้าใช้งานระบบยื่นเอกสารออนไลน์อย่างถูกต้อง และผ่านการตรวจสอบตัวตนเทียบกับฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ของกรมการปกครองแล้ว แต่สิ่งที่ระบบยังสรุปไม่ได้คือ "ข้อมูลจำนวนหุ้นที่เธอกรอกลงไปนั้น เป็นความจริงหรือไม่" ปัจจุบัน ก.ล.ต. จึงสั่งปักป้ายเตือนในระบบและตั้งกรรมการสอบเชิงลึก
กรมสรรพากรแจง "ซื้อหุ้นยังไม่เกี่ยวภาษี": แหล่งข่าวจากกรมสรรพากรระบุว่า การเข้าไปตรวจสอบเส้นทางการเงินหรือภาษีของกรณีนี้ทันทียังทำไม่ได้ เนื่องจากกฎหมายระบุว่า "การซื้อหุ้น" ยังไม่ก่อให้เกิด Capital Gains Tax (ภาษีจากผลกำไร) จนกว่าจะมีการขาย และประเด็นเรื่อง "การถือหุ้นแทนบุคคลอื่น (Nominee)" เป็นหน้าที่ของ ก.ล.ต. ในการตรวจสอบโดยตรง
มุมมองและยุทธศาสตร์สังคมโดย [ณัฏฐ์ มงคลนาวิน]
นี่ไม่ใช่เรื่องขำขันของคนธรรมดาที่อยากแกล้งคีย์ข้อมูลเล่นในระบบของรัฐ แต่นี่คือ ภัยความมั่นคงทางสารสนเทศเศรษฐกิจ (Economic Data Vulnerability) ที่เราต้องตั้งคำถามในเชิงยุทธศาสตร์:
ความน่าเชื่อถือของ "ข้อมูลหลวง": แบบ 246-2 คือคัมภีร์ที่นักลงทุนใช้ตัดสินใจซื้อขายหุ้นมูลค่ามหาศาล หากระบบปล่อยให้ใครก็ได้ที่มีตัวตนจริง เข้ามา "กรอกตัวเลขอะไรก็ได้ตามใจชอบ" โดยไม่มีการลิงก์ตรวจสอบยอดหุ้นจริงกับศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (TSD) ก่อนเผยแพร่ ตลาดทุนไทยจะเหลือความน่าเชื่อถืออะไรในสายตานักลงทุนสากล?
เจตนาเบื้องหลังคืออะไร?: เป็นไปได้ไหมว่าระบบข้อมูลนี้ กำลังถูกทดลองเจาะช่องโหว่ (Vulnerability Testing) หรือสร้างข้อมูลเท็จ (Fake Data) เพื่อผลประโยชน์ในการปั่นป่วนทิศทางราคาหุ้น หรือเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการทำลายความเชื่อมั่นเชิงระบบ (Systemic Sabotage)?
กลไกภาครัฐต้องเลิกทำหน้าที่เป็นเพียง "ตู้ไปรษณีย์รับฝากเอกสาร" แต่ต้องเปลี่ยนเป็น "ผู้กลั่นกรองความถูกต้องทางดิจิทัล (Digital Gatekeeper)" ยกระดับการยืนยันสิทธิในสินทรัพย์ก่อนเผยแพร่ เพื่อรักษาเสถียรภาพและความมั่งคั่งของระบบเศรษฐกิจไทยไว้ให้ได้ครับ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...