โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เงินเยนอ่อนจ่อทะลุ 162 สวนทางบอนด์ยีลด์พุ่ง ทำไมตลาดไม่เป็นไปตามตำรา?

THE SIGNALs

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • กองบรรณาธิการ THE SIGNALs

สถานการณ์ของสกุลเงินเอเชียที่หลายคนจับตามองอย่าง “เงินเยน” ล่าสุดกลับมาส่งสัญญาณอ่อนค่าลงอีกครั้ง โดยขยับเข้าใกล้ระดับ 162 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา สิ่งที่น่าสนใจ คือ ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี ที่ทะยานไปแตะระดับ 2.83% ซึ่งถือเป็นจุดสูงสุดในรอบเกือบ 3 ทศวรรษ…

เงินเยนอ่อนจ่อทะลุ 162 สวนทางบอนด์ยีลด์พุ่ง ทำไมตลาดถึงไม่เป็นไปตามตำรา?

ในโลกของการเงิน ตามทฤษฎีแล้ว โดยทั่วไปหากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับสูงขึ้นจากการคาดการณ์ดอกเบี้ยที่สูงขึ้นหรือเศรษฐกิจแข็งแกร่ง ก็อาจช่วยดึงดูดเงินทุนต่างชาติและหนุนค่าเงินได้ แต่ความสัมพันธ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเสมอไป เพราะยังขึ้นอยู่กับส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย ความเสี่ยง และปัจจัยพื้นฐานอื่น ๆ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับญี่ปุ่นในตอนนี้ กลับสวนทางกับตำราเศรษฐศาสตร์ ทำให้เหล่านักวิเคราะห์และผู้ร่วมตลาดต้องหันกลับมาทบทวนโครงสร้างทิศทางของเม็ดเงินกันใหม่

เมื่อกลไกตลาดไม่เป็นไปตามทฤษฎี

ความผิดปกติที่เกิดขึ้นไม่ได้หลุดรอดสายตาของผู้เชี่ยวชาญระดับโลก Mohamed El-Erian ประธาน Queens’ College Cambridge และหัวหน้าที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของ Allianz ได้ออกมาระบุถึงความขัดแย้งที่ชัดเจนนี้เมื่อวันจันทร์ โดยชี้ให้เห็นว่า เงินเยนได้อ่อนค่าลงไปถึง 162.31 ต่อดอลลาร์ แม้ว่าผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นจะทำสถิติสูงสุดในรอบ 30 ปีก็ตาม

ข้อสังเกตดังกล่าวตอกย้ำถึงความซับซ้อนของตลาดมานานหลายเดือน นั่นคือ อัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นของญี่ปุ่น ไม่สามารถดึงดูดกระแสเงินทุนไหลเข้าได้มากพอที่จะต้านทานแรงเทขายเงินเยนที่เข้ามากดดันตลาดอย่างต่อเนื่อง

แรงต้านจากโครงสร้างเศรษฐกิจ

นักวิเคราะห์หลายสำนักประเมินว่า ปัจจัยเชิงโครงสร้างกำลังมีน้ำหนักและอิทธิพลมากกว่าสัญญาณจากตลาดพันธบัตร ปัญหาการขาดดุลการค้าของญี่ปุ่นที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากต้นทุนการนำเข้าพลังงานที่พุ่งสูง เป็นปัจจัยที่ส่งผลให้มีเงินตราต่างประเทศไหลออก

ในขณะเดียวกัน ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่กว้างถึง 2.75% ระหว่างอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป้าหมายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่ระดับ 3.5% – 3.75% และอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่ 1.00% ยังคงเป็นช่องโหว่สำคัญที่ทำให้กลยุทธ์กู้ยืมเงินเยนเพื่อไปลงทุนในสินทรัพย์อื่น (Yen-funded Carry Trade) มีความน่าดึงดูดใจอย่างมากในสายตาของนักลงทุนทั่วโลก

ความตึงเครียดและการแทรกแซงค่าเงินที่ไม่อาจคาดเดา

MUFG Research ระบุว่า เงินเยนเคยดิ่งลงไปแตะจุดต่ำสุดในรอบ 4 ทศวรรษที่ 162.84 เยนต่อดอลลาร์ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา ก่อนจะมีการย่อตัวกลับมาบ้าง หลังจากที่ Kevin Warsh ประธานเฟด ได้ส่งสัญญาณว่าความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อเริ่มคลี่คลายลง จากนั้นคู่เงินดอลลาร์-เยน ก็ร่วงลงไปทดสอบระดับ 160.64 เนื่องจากตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯ ออกมาอ่อนแอ ก่อนที่จะดีดตัวกลับมาเคลื่อนไหวเหนือระดับ 162 อีกครั้งในช่วงต้นสัปดาห์ใหม่

ทางด้านทางการญี่ปุ่นเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ กระทรวงการคลัง เคยใช้มาตรการแทรกแซงตลาดด้วยเม็ดเงินสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 11.73 ล้านล้านเยน ในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคมที่ผ่านมา พร้อมทั้งเจ้าหน้าที่ระดับสูงได้กล่าวย้ำอยู่เสมอว่าพวกเขาพร้อมที่จะดำเนินการทันทีหากเห็นความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ สำนักข่าวรอยเตอร์ยังได้รายงานด้วยว่า รัฐบาลโตเกียวได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์มาใช้ยุทธวิธี “ซุ่มโจมตี” เพื่อจัดการกับกลุ่มที่เข้ามาเก็งกำไรค่าเงินเยนขาลง ทำให้ไทม์ไลน์ในการเข้ามาแทรกแซงตลาดครั้งใหม่กลายเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยากยิ่งขึ้น

อ่านต่อได้ที่บทความต้นฉบับ…

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...