โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ส่องค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกในไทยจากอดีตถึงปัจจุบัน

SpringNews

อัพเดต 18 พ.ค. เวลา 02.07 น. • เผยแพร่ 17 พ.ค. เวลา 10.47 น.

ปัญหาลิขสิทธิ์พันล้าน: แล้วทำไมราคาพุ่งสูง ?

ฟุตบอลโลก 2026 ที่กำลังจะมาถึงในเดือนหน้า เต็มไปด้วยความท้าทาย เพราะปัจจุบันยังไม่มีเอกชนไทยรายใดถือสิทธิ์ถ่ายทอดสดอย่างเป็นทางการ แม้เพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและกัมพูชาจะปิดดีลไปแล้ว ทั้งนี้ สาเหตุหลักที่ทำให้ค่าลิขสิทธิ์พุ่งสูงแตะ 1,300-2,000 ล้านบาท เกิดจากการขยายจำนวนทีมเป็น 48 ทีม ทำให้มีแมตช์แข่งขันเพิ่มเป็น 104 นัด

นอกจากนี้ ฟีฟ่ายังประเมินราคาพรีเมียมสำหรับไทย เนื่องจากอดีตมีนโยบายรัฐที่บังคับให้ฉายฟรีครบทุกช่องทาง ประกอบกับเวลาถ่ายทอดสดตรงกับช่วงดึกถึงสายตามเวลาไทย ทำให้ยากต่อการดึงดูดสปอนเซอร์ ยากต่อการต่อยอดสร้างรายได้จากแคมเปญต่างๆ และไม่คุ้มค่าในมุมมองการลงทุนของภาคเอกชน ณ เวลานี้
.

ย้อนรอยประวัติศาสตร์: จากดูฟรีสู่กลไกตลาด

หากมองย้อนกลับไป การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกในไทยมีพัฒนาการและจุดเปลี่ยนสำคัญหลายยุคหลายสมัย และการถ่ายทอดดั้งเดิมเลย คือ ยังไม่ได้ดูครบทุกคู่ด้วยซ้ำ

ยุคทีวีพูล (1970-1998): จุดเริ่มต้นค่านิยม "คนไทยต้องดูบอลโลกฟรี" ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ โดยมีรายได้จากสปอนเซอร์โฆษณามาครอบคลุมค่าใช้จ่าย

ยุคเปลี่ยนผ่านสู่เอกชน (2002-2014): ช่วงเวลานั้น ถือเป็นช่วงเวลาที่ กระแสฟุตบอลโลก บูมมากๆ , บริษัท ทศภาค ก้าวเข้ามาเป็นเอกชนรายแรก ซื้อลิขสิทธิ์ปี 2002 และ 2006 ในราคาเพียงครั้งละราว 150 ล้านบาท , ต่อมา อาร์เอส รับไม้ต่อและเริ่มใช้ระบบ Exclusive Content นำไปสู่การจำกัดการรับชม ใน 2010 และ 2014

ยุคลงขัน (2018): ข้อบังคับจากกฎ Must Have ทำให้เอกชนรายเดียวไม่กล้าแบกรับความเสี่ยง รัฐจึงต้องดึง 9 บริษัทยักษ์ใหญ่มา "ลงขัน" จ่ายค่าลิขสิทธิ์ที่พุ่งทะยานสูงถึง 1,141 ล้านบาท

บทเรียนราคาแพงของรัฐฯ : ปมจอดำและกฎ Must Have

ฟุตบอลโลก 2022 เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ในสมัยที่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์บริหาร นับเป็นบทเรียนที่เจ็บปวดที่สุด เมื่อค่าลิขสิทธิ์พุ่งถึง 1,600 ล้านบาท กสทช. ต้องนำเงินสาธารณะจากกองทุน กทปส. 600 ล้านบาทไปสมทบซื้อลิขสิทธิ์ แต่กลับเกิดปัญหามหากาพย์ "จอดำ" บนกล่องรับสัญญาณบางยี่ห้อเนื่องจากการให้สิทธิ์ Exclusive แพลตฟอร์มออนไลน์แก่เอกชนที่ร่วมลงขัน

ความขัดแย้งนี้ส่งผลให้ กสทช. ตัดสินใจ "ถอดฟุตบอลโลกออกจากกฎ Must Have" ในปี 2567 หรือเมื่อ 2 ปีทที่แล้ว เพื่อเปิดทางให้กลไกตลาดเสรีทำงาน และลดภาระเงินภาษีประชาชน

อนาคตฟุตบอลโลก 2026: คนไทยยังต้องลุ้น

แม้จะปลดล็อกกฎ Must Have แล้ว แต่ความคาดหวังของสังคมและนโยบายรัฐบาลปัจจุบันยังคงตั้งเป้าให้คนไทยได้ดูฟุตบอลโลกฟรี ล่าสุด ครม. มอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์เป็นแกนหลัก ในการประสานงาน หาเอกชนไปเจรจากับฟีฟ่า

แต่ด้วยกำแพงราคาลิขสิทธิ์ที่สูงลิ่ว ต้นทุนเทคนิค และข้อจำกัดด้านเวลา ดีลนี้จึงยังคงยืดเยื้อ ท้ายที่สุดแล้ว

อย่างที่เห็นกันตามหน้าสื่อ , บริบทนี้สะท้อนให้เห็นว่าการแบกรับค่าลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกที่แพงมหาศาล กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ประเทศไทยต้องทบทวนอย่างจริงจัง และ อนาคตเรื่องนี้จะจบลงที่ตรงไหน เทรนด์จะเป็นอย่างไรต่อไป ก็น่าจับตามอง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...