โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

วัฒนธรรมทิปพ่นพิษใส่ฟุตบอลโลก แฟนบอลต่างชาติบ่นอุบค่าใช้จ่ายพุ่งกระฉูด ดันต้นทุนท่องเที่ยวสหรัฐฯ โตเกินจริง

การเงินธนาคาร

อัพเดต 27 มิถุนายน 2569 เวลา 18.18 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

พฤติกรรมผู้บริโภคสายท่องเที่ยวเผชิญภาวะ "กลืนไม่เข้าคายไม่ออก" หลังระบบการเรียกเก็บทิป 20% ในสหรัฐฯ ทุบสภาพคล่องแฟนบอลทั่วโลก ผู้ประกอบการบาร์พาณิชย์แก้เกมผูกค่าบริการล่วงหน้า สกัดความเสี่ยงพนักงานรายได้หดตัว หลังนักท่องเที่ยวแสร้งแกล้งทำเป็นไม่รู้ธรรมเนียม เปิดโครงสร้างอัตราค่าจ้างขั้นต่ำสุดบิดเบี้ยว ตัวจุดชนวนผลักภาระต้นทุนเงินเดือนจากกระเป๋าเจ้าของธุรกิจไปใส่ไว้ในบิลของลูกค้า

27 มิถุนายน 2569 สำนักข่าวบีบีซี (BBC) ได้เปิดเผยรายงานเชิงลึกเกี่ยวกับการปรับตัวของภาคธุรกิจการท่องเที่ยวและบริการในสหรัฐอเมริกาช่วงฤดูกาลฟุตบอลโลก ซึ่งกำลังเกิดแรงต้านและกระแสความไม่พอใจในกลุ่มแฟนบอลชาวต่างชาติอย่างหนัก ต่อโครงสร้างวัฒนธรรมการให้เงินรางวัลพิเศษหรือ "ทิป" (Tipping Culture) ที่สร้างความสับสนและผลักดันให้อัตราค่าใช้จ่ายในการครองชีพและการท่องเที่ยวพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเกิดภาวะความอ่อนล้าจากการจ่ายทิป (Tipping Fatigue) ขณะที่ในมุมของแรงงานและผู้ประกอบการร้านอาหารในสหรัฐฯ ก็กำลังเผชิญหน้ากับปัญหารายได้หดตัว เนื่องจากนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่เข้าใจในระบบการปันส่วนรายได้ของภาคบริการอเมริกัน

กลไกและโครงสร้างค่าจ้างในอุตสาหกรรมการบริการของสหรัฐฯ มีความแตกต่างจากประเทศอื่นทั่วโลกอย่างสิ้นเชิง โดยในบางรัฐ พนักงานร้านอาหารและบาร์ได้รับค่าจ้างพื้นฐานจากนายจ้างเพียงแค่ประมาณ 2 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือราว 1.50 ปอนด์) ต่อชั่วโมงเท่านั้น ส่งผลให้พนักงานเหล่านี้มีความจำเป็นต้องพึ่งพาเงินทิปจากผู้บริโภคในอัตรามาตรฐานที่สูงถึง 20% ของยอดรวมในใบเสร็จเพื่อเป็นรายได้หลักในการประทังชีวิต อย่างไรก็ตาม แฟนบอลจากนานาประเทศมองว่าระบบดังกล่าวเป็นการเพิ่มภาระให้แก่ผู้บริโภคโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะหลังจากที่พวกเขาต้องเสียเงินจำนวนมหาศาลไปกับค่าตั๋วเข้าชมการแข่งขันฟุตบอลโลกที่อยู่ในระดับสูงมากจนดึงสภาพคล่องทางการเงินให้ตึงตัวอยู่แล้ว

คริส โอฟลินน์ และ โรเบิร์ต แมคนามารา แฟนบอลผู้ร่วมเดินทางมาจากประเทศออสเตรเลีย ได้สะท้อนถึงผลกระทบต่อต้นทุนการเดินทางท่องเที่ยวและมุมมองที่มีต่อโครงสร้างธุรกิจบริการของอเมริกาไว้อย่างน่าสนใจว่า “ผมยังคงรู้สึกสับสนอยู่บ้างว่าทำไมระบบนี้ถึงยังมีอยู่ ในออสเตรเลียคุณจ่ายค่าบริการในราคาคงที่ที่กำหนดไว้ชัดเจนแล้วก็จบ แต่ที่นี่ผู้คนกลับเรียกร้องหรือคาดหวังเงินทิป และบางครั้งคุณก็ไม่รู้เลยว่าควรจะต้องทิปเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ สิ่งที่คนออสเตรเลียส่วนใหญ่ที่นี่รู้สึกเหมือนกันก็คือ คุณควรจ่ายค่าจ้างพนักงานของคุณให้ดีกว่านี้ มันควรเป็นหน้าที่ของภาคธุรกิจ ไม่ใช่หน้าที่ของลูกค้า ที่จะต้องมาคอยดูแลให้มั่นใจว่าพนักงานของคุณได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม”

นอกจากนี้พวกเขายังเสริมว่าการคาดหวังทิปในทุก ๆ แก้วเครื่องดื่มที่สั่ง ทำให้การซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มต้นทุนขึ้นอีกถึงแก้วละ 5 ดอลลาร์สหรัฐในทันที ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยากสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

ความตึงเครียดด้านราคานี้ยังขยายวงกว้างไปสู่นักท่องเที่ยวในแถบเอเชีย โดย ไมโกะ อาซาฮิ ซึ่งเดินทางพร้อมครอบครัวมาจากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพื่อมาชมการแข่งขันของทีมชาติในเมืองดัลลัส ได้กล่าวถึงผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันว่า

“ราคาค่าอาหารและบริการต่าง ๆ ในตอนที่ยังไม่ได้รวมค่าทิปนั้นก็ถือว่าแพงมากอยู่แล้ว แต่พอต้องมาบวกเงินทิปเข้าไปอีก มันกลายเป็นราคาที่สูงจนเกินไปมาก”

สอดคล้องกับอากิฮิโระ แฟนบอลชาวญี่ปุ่นอีกรายที่เดินทางมากับลูกชาย ซึ่งได้ร่วมสะท้อนภาพรวมของราคาอาหารในอุตสาหกรรมร้านอาหารของสหรัฐฯ ว่า แม้แต่เมนูอาหารที่ถูกที่สุดในร้านก็ยังมีราคาเริ่มต้นสูงถึงประมาณ 30 ดอลลาร์สหรัฐ และเมื่อต้องบวกค่าทิปเพิ่มเข้าไปอีกราว 13-20% ยอดรวมที่ออกมาทำให้รู้สึกทันทีว่าเงินจำนวนที่จ่ายเพิ่มเป็นค่าทิปนั้นสามารถนำไปซื้ออาหารเพิ่มได้อีกหนึ่งจานใหญ่ ๆ เลยทีเดียว

ในมุมของผู้ประกอบการบาร์และร้านอาหารพาณิชย์ในสหรัฐฯ ก็กำลังเผชิญความเสี่ยงในแง่การบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลเช่นกัน คริส เคลเลอร์ เจ้าของร้าน "แบนเทอร์" (Banter) ซึ่งเป็นฟุตบอลบาร์ชื่อดังในย่านบรูกลิน นิวยอร์ก ที่มักคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษและยุโรปในช่วงเทศกาลฟุตบอลโลก ได้เปิดเผยข้อมูลพฤติกรรมการจ่ายเงินของลูกค้าต่างชาติว่า กลุ่มนักท่องเที่ยวเหล่านี้ขึ้นชื่อเรื่องการให้ทิปที่น้อยมากหรือบางรายก็ไม่ให้เลย โดยเคลเลอร์ได้ระบุถึงทางออกในการปกป้องรายได้ของพนักงานว่า

“มันเป็นแบบนี้เสมอมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มักจะมีการขาดการให้ทิปหรือการทำเป็นเล่นไขสือแกล้งโง่เหมือนกับว่าพวกเขาไม่รู้เรื่องธรรมเนียมนี้ ตอนนี้ผมเลยต้องเปลี่ยนระบบการจัดการใหม่ โดยลูกค้าที่ทำการจองโต๊ะล่วงหน้าจะต้องจ่ายเงินค่าเครื่องดื่มล่วงหน้าแบบมัดจำ ซึ่งในนั้นได้รวมค่าบริการหรือเซอร์วิสชาร์จเข้าไปเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ก็เพื่อปกป้องรายได้ให้กับทีมงานและพนักงานของเราเอง”

เช่นเดียวกับ แอน คาลิมาโน เจ้าของร่วมของร้าน "เฮอร์ลีย์ส เรสเตอรองต์ แอนด์ บาร์" (Hurley’s Restaurant & Bar) ในนครนิวยอร์ก ที่ยอมรับว่าแม้ทางร้านจะได้รับอานิสงส์จากปริมาณลูกค้าหรือทราฟฟิกที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างหนาแน่นในช่วงเวลาที่ตามปกติควรจะเป็นช่วงโลว์ซีซัน แต่พฤติกรรมการไม่ยอมทิปของชาวต่างชาติก็ทำให้เกิดปัญหาภายในร้าน โดยเธอกล่าวว่า“คนยุโรปไม่ได้ให้ทิปเหมือนคนอเมริกัน นั่นคือวัฒนธรรมของพวกเขา”

ยิ่งไปกว่านั้น คาลิมาโนได้เล่าเหตุการณ์ที่สร้างความลำบากใจว่า เมื่อมีกลุ่มลูกค้าสั่งอาหารและเครื่องดื่มเป็นมูลค่าสูงถึง 600 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 455 ปอนด์) แต่กลับเดินออกจากร้านไปโดยไม่ทิ้งเงินทิปไว้ให้พนักงานเลย ทำให้พนักงานหลังเคาน์เตอร์บาร์จำเป็นต้องเข้าไปพูดคุยและอธิบายอย่างสุภาพว่า ราคานี้ยังไม่ได้รวมค่าบริการเอาไว้ ซึ่งแตกต่างจากระบบในยุโรปที่ค่าบริการจะถูกคำนวณรวมอยู่ในป้ายราคาของทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว

เมื่อพิจารณาในมิติด้านกฎหมายและการคลัง โครงสร้างการจ่ายค่าจ้างขั้นต่ำของพนักงานบริการมีความแตกต่างกันไปในแต่ละรัฐ โดยในนครลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย ถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีอัตราค่าจ้างขั้นต่ำพื้นฐานของพนักงานที่ได้รับทิปสูงที่สุดในประเทศ โดยอยู่ที่ 16.20 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง โจเซฟ พิตรูเซลลี เจ้าของร้าน "วูร์สต์คูเชอ" (Wurstküche) ร้านอาหารสไตล์เยอรมันในดาวน์ทาวน์แอลเอ ระบุว่าร้านของเขาไม่ได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมของแฟนบอลมากนัก เนื่องจากทางร้านเสนอตัวเลือกอัตราทิปขั้นต่ำไว้ที่ 10%, 15% และ 20% ซึ่งแตกต่างจากบางแห่งที่พยายามตั้งราคาแนะนำไว้สูงถึง 20%, 25% ไปจนถึง 30% ซึ่งเขามองว่าสูงเกินไป โดยที่ร้านจะนำเงินทิปทั้งหมดมาปันส่วนแชร์ร่วมกันให้กับทีมงานทุกคน ตั้งแต่คนล้างจาน เชฟในครัว ไปจนถึงพนักงานต้อนรับและพนักงานเสิร์ฟเพื่อสร้างความเป็นธรรมในการทำงาน

อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่รัฐอื่น ๆ ที่ไม่มีกฎหมายคุ้มครองค่าแรงขั้นต่ำภาคบริการในระดับสูง สถานการณ์กลับทวีความรุนแรงและน่ากังวลอย่างมาก โรส ทัวร์นเฮอร์ เจ้าของร้านอาหาร"เอล พอนเซ" (El Ponce) และกรรมการบริหารของสมาพันธ์ร้านอาหารอิสระ (Independent Restaurant Coalition) ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนทางเศรษฐกิจของพนักงานในอุตสาหกรรมนี้ภายใต้บริบทโครงสร้างการเงินของสหรัฐฯ ไว้อย่างชัดเจนว่า ในเมืองอย่างแอตแลนตา ค่าแรงขั้นต่ำที่เป็นเงินสดสำหรับพนักงานเสิร์ฟที่ได้ทิปนั้นถูกตั้งไว้ต่ำเตี้ยเรี่ยดินเพียง 2.13 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมงเท่านั้น และหากเงินทิปบวกกับค่าแรงแล้วยังไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำของรัฐที่ 7.25 ดอลลาร์สหรัฐ นายจ้างจึงจะเป็นผู้จ่ายชดเชยส่วนต่าง

ซึ่งทัวร์นเฮอร์ได้สรุปถึงความจริงอันโหดร้ายในแง่การครองชีพของแรงงานสหรัฐฯ เอาไว้ว่า “หากพนักงานเหล่านี้ไม่ได้รับเงินทิปเลย มันจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะมีชีวิตรอดอยู่ได้ในอุตสาหกรรมภาคบริการนี้” เนื่องจากรัฐบาลกลางของสหรัฐฯ ยังคงมองว่า เงินทิปคือส่วนประกอบหลักและเป็นรายได้ที่คาดหวังว่าจะต้องได้รับในโครงสร้างผลตอบแทนของแรงงานกลุ่มนี้อยู่ดี

อ้างอิง : bbc.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...