โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กมธ.ความมั่นคง ลงพื้นที่ดูรั้วชายแดน กองทัพแจงเหตุเว้นช่องว่างตรงหลักหมุด รอข้อสรุปคณะ JBC ไทย-กัมพูชา

ไทยโพสต์

อัพเดต 27 มิถุนายน 2569 เวลา 22.34 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ผบ.ฉก.นย.จันทบุรี แจง ดราม่า "ช่องเว้ารั้วชายแดน" โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี เตรียมทำบานพับครอบ รอ JBC เคาะเขตแดน “กมธ.ความมั่นคงฯ” ลงพื้น ปลื้มสร้างสวยงาม-ชัดเจน หนุนกองทัพสร้างทุกแนวรบ ลั่นถ้าไม่ทำอีก 100 ปีก็คุยไม่จบ

27 มิถุนายน 2569 - ที่หมุดหลักเขต 52 อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี นายมณเฑียร สงฆ์ประชา สส.พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ (กมธ.ความมั่นคง) นำคณะ กมธ.ความมั่นคงฯ และสื่อมวลชน ลงพื้นที่ศึกษาและสังเกตการณ์ การสร้างรั้วชายแดนความมั่นคงคั่นระหว่าง ไทย-กัมพูชา โดยมีนาวาเอก ปรัชญา หาญเทียม ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี (ผบ.ฉก.นย.จันทบุรี) สังกัดกองทัพเรือไทย ให้การต้อนรับและรายงานสรุปภาพรวมการดำเนินงาน

หลังการเดินสำรวจรั้วกำแพง ใช้เวลาประมาณ 20 นาที นายมณเฑียร ประธาน กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ ให้สัมภาษณ์ว่า ถือเป็นนิมิตหมายอันดีที่ คณะกมธ. ความมั่นคงแห่งรัฐฯได้มาดูรั้วแห่งแรกที่สร้างอยู่แนวเขตแดนระหว่างข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ขณะนี้ดำเนินการแล้วในหลักหมุดที่ 52-59 จุดใดมีเขตแดนที่ชัดเจนแล้วเราก็พร้อม โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีนโยบายชัดเจนว่า เราพร้อมสร้างรั้วทุกพื้นที่ ทั้งกองทัพภาค1, กองทัพภาค 2 และกองบัญชาการกองอาสารักษาดินแดง

เมื่อถามว่าในเรื่องของความแข็งแรงของรั้วมีอะไรที่ต้องแก้ไขหรือไม่ นายมณเฑียร กล่าวว่า ส่วนตัวพอใจ สร้างได้สวยงาม โดยช่างฝีมือทหาร ไม่ได้จ้างหน่วยงานอื่น และได้งบสนับสนุนจากเงินบริจาคของกองทุนหทัยทิพย์" เป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นภายใต้ "มูลนิธิจุฬาภรณ์" รวมถึงงบประมาณแผ่นดินด้วย

เมื่อถามว่าคณะ กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ จะมีการเดินหน้าสนับสนุนกองทัพอย่างไรบ้าง นายมณเฑียร กล่าวว่า ยินดีในทุกด้าน ทุกเรื่อง ทั้งเรื่องงบประมาณ และเรื่องต่างๆก็ขอให้ประสานงานมาว่าติดขัดจุดใด เราในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติจะเป็นผู้ประสานงานให้ พร้อมยืนยันว่า กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ จะสนับสนุนอย่างเต็มที่ 100% และให้ประสบความสำเร็จ เพราะถ้าไม่สร้าง ส่วนตัวเชื่อว่าอีก 100 ปีก็คุยกันไม่รู้เรื่อง และอาจทำให้เกิดการปะทะขึ้นอีก เนื่องจากเคยปะทะกันมาแล้ว 2 ครั้งในปี 2568 ที่ผ่านมา รวมถึงเป็นห่วงประชาชนที่อยู่ตามแนวชายแดนด้วย

ส่วนการลงพื้นที่สำรวจและศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมในพื้นที่ชายแดน ทาง กมธ.ได้ประชุมและลงมติไว้แล้ว วันที่ 11-13 ก.ค.2569 จะลงพื้นที่ตั้งแต่จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีสะเกษ และ จังหวัดอุบลราชธานีต่อไป ทั้งนี้ ส่วนตัวขอบคุณทหารทุกหน่วย เพราะการอยู่บริเวณพื้นที่ชายแดนนั้นมีความลำบากมาก เจอทั้งอุปสรรคมากมาย แต่ในพื้นที่แห่งนี้ "เราชนะโดยไม่ต้องรบ" ทาง กมธ.ความมั่นคงฯ จึงได้เดินทางมาเป็นจุดเริ่ม และรับข้อมูลในชุดนี้ไปเป็นข้อมูลเพื่อนำไปแก้ปัญหาในจุดที่มีปัญหาต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่า ประเด็นรั้วชายแดน ที่ก่อนหน้านี้เกิดประเด็นปัญหาที่ว่าการก่อสร้างกำแพงมีการเว้าในรูปประตู ทำให้ลักลอบ เข้า-ออก ในลักษณะที่ผิดกฎหมาย นายมณเฑียร กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องไม่จริงเพราะเราไปยืนอยู่ตรงรั้วแล้วและที่เห็นว่ามีการเว้นช่องว่างไว้เพราะต้องให้ คณะกมธ. JBC ของทั้งไทยและกัมพูชา หรือคณะกรรมการทั้งสองฝ่ายมาหารือร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาช่องเว้าคล้ายประตูหลักหมุดที่ 52 ซึ่งได้ข้อสรุปว่า จะมีการออกแบบว่าจะทำเป็นรั้วทึบปิดหมด และสามารถเปิดได้หากในอนาคตมีข้อตกลงในการเคลื่อนย้ายหมุด โดยจะเป็นในลักษณะที่ ปิด-เปิด ได้ ทั้งนี้การสร้างรั้วชายแดน ทางฝั่งกัมพูชาก็ให้ความร่วมมือกับไทยเพราะเป็นเขตแดนที่มีความชัดเจนแล้ว

ทางด้าน น.อ. ปรัชญา ยืนยันว่า การสร้างรั้วชายแดน ไทยจะสร้างชิดเส้นเขตแดน และได้แจ้งฝ่ายกัมพูชาไป เพื่อป้องกันการเข้าใจผิด และขอยืนยันว่า ทุกขั้นตอนการปฏิบัติไทยยึดกฎหมายระหว่างประเทศ และไทยไม่ได้ทำฝ่ายเดียว ซึ่งทุกขั้นตอนในการสร้างรั้วชายแดน เราได้เชิญฝ่ายกัมพูชา มาตรวจสอบ และสังเกตการณ์ในการปฎิบัติงานทุกขั้นตอนก่อนที่จะดำเนินการ

สำหรับรั้วชายแดนดังกล่าว ใช้งบประมาณจาก "กองทุนหทัยทิพย์" รับผิดชอบการก่อสร้างโดย หน่วยทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย ถูกสร้างขึ้นบริเวณหลักเขตแดนที่ 52–54 ในเฟสแรก ระยะทาง 1.3 กิโลเมตร ซึ่งเป็นเขตแดนที่ไทย และกัมพูชา สามารถตกลงกันได้แล้ว ผ่านกลไก JBC ปัจจุบันความคืบหน้าการก่อสร้างอยู่ที่ 45 %

ส่วนในเฟสที่ 2 จะสร้างบริเวณเขตแดนที่ 54–59 ระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างถนน จากหลักเขตแดนที่ 54 ประมาณ 600 เมตร เพื่อรองรับการก่อสร้างรั้ว และโครงสร้างด้านความมั่นคงในระยะต่อไป รวมระยะทางก่อสร้างรั้วทั้งสิ้น 8.3 กิโลเมตร

โดยลักษณะของรั้วชายแดน คือ แผ่นปูนทึบสูง 1.95 เมตร ความสูงรวมของกำแพง คือ 4.3 เมตร มีแนวรั้วลวดหนามติดอยู่บนยอดกำแพง

ส่วนช่องว่างรั้วกำแพง ที่เคยเป็นดรามาก่อนหน้านี้ คณะกรรมาธิการฯ ก็ได้ไปดู และสอบถามว่า เป็นไปตามข่าวจริงหรือไม่ ซึ่งผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี ได้ชี้แจงว่า หลักเขตที่เป็นข่าวคือหลักเขตที่ 52 สร้างมาตั้งแต่สมัยสนธิสัญญาฝรั่งเศส ซึ่งถือเป็นสมบัติของทั้ง 2 ประเทศ (ไทย และกัมพูชา) โดยสาเหตุที่ต้องเว้นว่างก่อสร้างกำแพงไว้ ตรงบริเวณหลักเขต เนื่องจากกระบวนการของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ JBC ยังดำเนินการไม่ครบถ้วน และยังมาปรับปรุง หลังจากนั้นจะมีการนำแผ่นบานพับ แบบเปิด-ปิด ได้มาครอบตรงบริเวณหลักเขต เพื่อให้คณะกรรมการ JBC ร่วมกันตรวจสอบได้ ยืนยัน จะไม่เว้นช่องว่างไว้แน่นอน แต่ปัจจุบันยังสร้างไม่เสร็จ พร้อมยืนยันว่า หลักเขตก็ไม่ได้หายไปไหน หลังมีการไปตัดต่อภาพนำหลักเขตออก

ขณะเดียวกันคณะกรรมาธิการฯ ได้สอบถามถึงถนนเลียบกำแพงชายแดน ที่อยู่หลังกำแพงนั้นเป็นของใคร ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี เปิดเผยว่า เป็นของฝ่ายกัมพูชาสร้างไว้ โดยใช้งบของกัมพูชาเอง ซึ่งได้ก่อสร้าง ห่างจากรั้วชายแดนไทย ประมาณ 3 เมตร

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...