โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ศุภณัฐชี้ อยากเห็นผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ ผลักดันวาระเมืองเหมือนปารีส-ลอนดอน มากกว่ามาลอกท่อ ซ่อมไฟ ทำถนน

The Momentum

อัพเดต 27 มิถุนายน 2569 เวลา 3.39 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE MOMENTUM

วันนี้ (26 มิถุนายน 2569) ภายในงานปราศรัย ‘เติมกรุงเทพให้เต็ม 10’ ซึ่งเป็นเวทีปราศรัยหาเสียงช่วงโค้งสุดท้ายของพรรคประชาชน ก่อนการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 28 มิถุนายนที่จะถึงนี้ ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.เขต 9 กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ขึ้นปราศรัยโดยชี้ว่า ตนอยากเห็นผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ และ สก.ผลักดันวาระของเมืองแบบที่เมืองระดับโลกทำ มากกว่าการแก้ปัญหาจุกจิกตามการร้องเรียน

ศุภณัฐกล่าวว่า หลายคนตั้งคำถามว่า ในการเลือกตั้งระดับประเทศปีนี้ พรรคประชาชนได้ สส.ในเขตกรุงเทพฯ มากถึง 30 คน เหตุใดกรุงเทพฯ จึงยังไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงที่มากพอ ตนจึงขอเรียนว่า สส.คือฝ่ายนิติบัญญัติที่ทำหน้าที่เสนอหรือแก้ไขกฎหมาย และทำนโยบายในระดับประเทศ ขณะเดียวกัน สส.ไม่สามารถสั่งการผู้ว่าฯ กทม.ให้แก้ไขปัญหาได้ เนื่องจากขัดต่อกฎหมาย จึงทำได้เพียงประสานงานให้มีการแก้ไขเท่านั้น

สส.เขต 9 กรุงเทพฯ ชี้ต่อว่า ผู้ที่จะแก้ไขปัญหาให้คนกรุงเทพฯ จึงเป็น สก.ซึ่งเป็นผู้ที่เจอกับผู้ว่าฯ กทม.ตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่า ปัญหาแต่ละพื้นที่ในกรุงเทพฯ ที่ถูกส่งผ่านไปยัง สก.จะได้รับการแก้ไขหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่า สก.ในแต่พื้นที่พูดคุยภาษาเดียวกันกับประชาชนในพื้นที่ของตนหรือไม่ หากเขาเห็นด้วยกับประชาชนก็เป็นเรื่องที่โชคดี แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น การแก้ไขปัญหาก็จะทำได้ยาก เพราะประชาชนกับ สก.เห็นไม่ตรงกัน

ศุภณัฐระบุว่า สิ่งที่ต้องมองให้ไกลในการเลือกตั้งครั้งนี้คือ การได้คนที่พูดถึงวาระของเมือง มากกว่าการพูดถึงคนที่จะเข้ามาแก้ปัญหาหน้าบ้านของคนกรุงเทพฯ เพียงไม่กี่จุดเท่านั้น เช่น การพัฒนาขนส่งสาธารณะ การออกมาตรการกำกับดูแลการก่อสร้างภายในเมืองไม่ให้สร้างมลพิษ ซึ่งบทบาทของ สก.ก่อให้เกิดวาระของเมืองได้ เช่น สิงคโปร์ที่มีวาระของเมืองคือการเป็นการ์เดนซิตี้ ขณะที่กรุงเทพฯ ต้องรอให้ประชาชนร้องเรียนเข้ามาก่อน แล้วจึงค่อยๆ แก้ไขทีละปัญหา และแก้ไขเฉพาะปัญหาที่ประชาชนร้องเรียนเท่านั้น

“การจะเซ็ตวาระของเมืองได้ เราต้องอาศัย สก.ที่มองไกลมากกว่าแค่ปัญหาหน้าบ้านของเขา มองไกลมากกว่าแค่การแก้ปัญหาการลอกท่อ 1 จุด การซ่อมไฟ 1 จุด และการซ่อมถนน 1 จุดเท่านั้น แต่ สก.ต้องมีมายเซ็ตเดียวกันว่า อีก 4 ปี เราต้องการอะไรกับเมืองนี้ เรามีเป้าหมายอะไรกับเมืองนี้ และเมืองนี้จะเป็นอย่างไร”

ศุภณัฐยกตัวอย่างเมืองระดับโลกอย่างปารีส ที่ต้องการเปลี่ยนเมืองที่เคยมีผู้ใช้รถสัญจรมากมายให้กลายเป็นเมืองจักรยานและเมืองของคนเดินเท้า จึงเปลี่ยนถนนให้กลายเป็นพื้นที่ที่คนเดินได้มากขึ้น หรือลอนดอน ที่ต้องการสร้างบ้านให้คนมีรายได้ เพื่อแก้ปัญหาบ้านราคาแพงภายในเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคประชาชนอยากเห็น

ทั้งนี้ เขาชี้ว่า กรุงเทพฯ สามารถทำได้ เพราะมีงบประมาณกว่า 9 หมื่นล้านบาท บวกกับงบประมาณอุดหนุนอีกกว่า 3 หมื่นล้านบาท รวมเป็น 1.2 แสนล้านบาท มากกว่างบประมาณของจังหวัดลำพูนกว่า 100 เท่า แสดงให้เห็นว่า กทม.ได้เปรียบกว่าจังหวัดอื่นๆ ทั้งยังมีข้าราชการในกำกับดูแลกว่า 8 หมื่นคน

“หากเทียบกับกระทรวง 20 กว่ากระทรวง มีเพียง 8 กระทรวงเท่านั้นที่มีเงินมากกว่า กทม.อีก 12 กระทรวงมีเงินน้อยกว่า กทม.กระทรวงแรงงานที่ดูแลแรงงานทั้งประเทศมีเงินน้อยกว่า กทม.กระทรวงดีอี กระทรวงพลังงานก็มีเงินน้อยกว่า ปีปีหนึ่ง กทม.มีเงินพอๆ กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ดูแลชาวนา 20-30 ล้านคน แต่ กทม.มีเงินมากขนาดนั้นเพื่อดูแลพื้นที่ 1,500 กว่าตารางกิโลเมตรเท่านั้น กับประชากร 5 ล้านคนที่เป็นประชากรจริง และประชากรแฝงอีกส่วนหนึ่ง เพราะฉะนั้น เราต้องใช้ทรัพยากรของ กทม.เพื่อผลักดันให้สมกับเป็นมหานครเสียที” ศุภณัฐระบุ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...